เอกสารประกอบการเสวนา
ปัญหาและทางออก: การเข้าถึงข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม


เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น

1. กำหนดการ

2. รายละเอียดการจัดเสวนาเรื่องปัญหาและทางออก: การเข้าถึงข้อมูลการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

3. (ร่าง) ข้อเสนอแนะเพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในกระบวนการ EIA

4. ภาพที่ 1 ขั้นตอนการพิจารณา EIA สำหรับโครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการและโครงการ ที่ไม่ต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

5.ภาพที่ 2 ขั้นตอนการพิจารณารายงานสำหรับโครงการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ โครงการร่วมกับเอกชน ที่ต้องขอรับความเห็นจากคณะรัฐมนตรี

6. ภาพที่ 3 ขั้นตอนการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ของสผ. (hard copy ไม่มีไฟล์)

7. คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

8. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

9. สิทธิของประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550



Press Release
ในงานเสวนา
 “ปัญหา และทางออก: การเข้าถึงข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)”

วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2552 เวลา  8:30 – 16:00 น.

ณ ห้องลาเวนเดอร์   ตึกคอนเวนชั่น  โรงแรมรามาการ์เด้น
จัดโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เครือข่ายธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และองค์กรภาคีอื่นอีก 18 องค์กร

 

ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลอีไอเอ

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  เครือข่ายธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม  สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  และองค์กรภาคีอื่นๆ อีก 18 องค์กร จัดเสวนาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ  เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552

นางวนิดา  สักการโกศล  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร กล่าวในนามองค์กรร่วมจัดเสวนาว่างานเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  ได้ค่อนข้างจำกัด การเปิดเผยข้อมูลที่ผ่านมาจะเปิดเผยเฉพาะรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้วเท่านั้น  ซึ่งหลายๆ ฝ่ายตั้งคำถามว่า เพียงพอแล้วหรือไม่ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะ

นายสุพจน์ ส่งเสียง ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์  กล่าวว่า  การก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กสหวิริยาเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าพรุ ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ พื้นที่นี้มีปัญหากรรมสิทธิที่ดิน  นอกจากนี้ บริเวณแหลมแม่รำพึงที่อยู่ใกล้กันยังเป็นแหล่งวางไข่ปลาทูที่สำคัญ  สำหรับปัญหาในการขอข้อมูล EIA ของโรงงานนี้ เริ่มเมื่อปี 2549 ชาวบ้านได้ขอข้อมูล EIA ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว และนำไปตรวจสอบ ทำให้มีการยกเลิก EIA  หลังจากนั้นชาวบ้านไปขอฉบับใหม่ที่ สผ.จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ  แต่เจ้าของโครงการมีการอุทธรณ์ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล  และท้ายที่สุด คณะกรรมการวินิจฉัยมีมติว่า ไม่ให้เปิดเผยเพราะมีข้อมูลความลับทางการค้า ตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร   นี่คือหนึ่งเรื่องในอีกหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่บางสะพานที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจหน่วยงานรัฐ

ส่วนนายตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี จากเครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม อ. หนองแซง จ. สระบุรี เล่าประสบการณ์ในการขอ EIA ว่า  “สิ่งที่พวกเราวิตกกังวลมากที่สุด คือ ไม่ให้เรารู้ข้อมูลข่าวสารนี่แหละ  กรณีมาบตาพุดเป็นตัวอย่างว่าทำไมต้องรอให้ชาวบ้านฟ้อง  การขออะไรแต่ละอย่างต้องใช้คน ไปน้อยก็ไม่ให้ ต้องขนกันไป  ประชาชนในพื้นที่คือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เราคือ ผู้มีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  คุณเอาชาวบ้านไปไว้ที่ไหน รอให้ชาวบ้านรับกรรมเท่านั้นหรือ  ตราบใดที่คุณกลัวบริษัทฟ้อง กลัวไม่ได้เลื่อนขั้น โดยไม่ได้สนใจชาวบ้านเลยอย่างนั้นหรือ ผมไม่ได้อยากรู้หรอกเทคนิคการผลิต   สิ่งที่ผมอยากรู้คือ คุณมาเก็บข้อมูลอะไรไป จะแก้ไขเยียวยาปัญหาต่างๆ อย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง  อย่าทำเหมือนเราไม่ใช่คนไทย  โดยหลักของดีต้องเปิดเผย ของไม่ดีเท่านั้นที่ปิดบังกัน  เมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้ สุดท้ายแล้วเราคงต้องไปหาท่านเปาบุ้นจิ้น  (ศาล) นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนมาบตาพุดต้องฟ้องร้อง และทำไมคนสระบุรีจะต้องปิดถนน”

ดร. ถวิลวดี  บุรีกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงข้อค้นพบจากการศึกษาธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม กรณีหินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์  ว่า  จากการประเมินธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าหินกรูด ซึ่งเกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี 2540 พบว่า ประชาชนไม่ทราบข้อมูลเรื่องการตั้งโรงไฟฟ้า  การทดสอบขอข้อมูลไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลกลับมาแสดงให้เห็นว่าการได้รับข้อมูลขึ้นอยู่กับสภานภาพทางสังคม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารยังไม่เท่าเทียมกัน หากเป็นชาวบ้านจะมีความยากลำบากในการขอข้อมูลเป็นอย่างมาก  ทางออกในเรื่องนี้คือต้องนำหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมมาใช้กันอย่างจริงจัง  เพื่อไม่ให้ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่อง ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น

นางสาวสุชญา  อัมราลิขิต  ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ชี้แจงว่าสผ. ต้องการจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร  อย่างไรก็ตาม สผ. จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ทั้ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540  เมื่อได้รับคำร้องขอข้อมูลจากประชาชน   สผ. จะต้องพิจารณาว่าข้อมูลนั้นกระทบประโยชน์ได้เสียของผู้ใดหรือไม่ หากมีผลกระทบ สผ. จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ

อาจารย์เธียรชัย ณ นคร  กรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ  รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า และอดีตกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวว่า  ในความเห็นส่วนตัวแล้ว เห็นว่าเรากำลังติดกับดักอะไรบางอย่างในกฎหมาย เช่น มาตรา 49 วรรคสอง ใน พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ  2535  ที่ระบุว่า หากคณะกรรมการผู้ชำนาญการเห็นชอบรายงานแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายสั่งอนุญาตแก่บุคคลที่ขออนุญาตได้  เรื่องนี้สะท้อนว่า หากประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลรายงาน EIA ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว ก็อาจไม่มีเวลาในการแก้ไข EIA ได้อีก  เพราะเมื่อ EIA ผ่าน หน่วยงานอนุญาตก็สามารถสั่งอนุญาตได้เลย

สำหรับทางออกในเรื่องการเข้าถึงข้อมูล EIA นั้น ต้องทำให้ข้อมูลที่ต้องการมาอยู่ในมือ สผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐก่อน  เมื่อมาอยู่แล้ว ทาง สผ. จะสามารถพิจารณาเปิดเผยข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขอบเขตการศึกษา  การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สำหรับช่องทางการผลักดันในเรื่องทางออกในประเด็นนี้ คือการใช้ มาตรา 9 (8) ของพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชาการ พ.ศ. 2552

ดร. สมฤดี  นิโครวัฒนยิ่งยง ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  แกนนำองค์กรร่วมจัดงานเสวนา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจะมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ทั้งฉบับ 2540 และฉบับ 2550 และ มี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มากว่า 10 ปีแล้ว  แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนมากยังคงไม่คุ้นเคยกับการเปิดเผยข้อมูล  เรื่องนี้เป็นประเด็นในเชิงวัฒนธรรมของข้าราชการในการเปิดเผยข้อมูล   ซึ่งชี้ว่ากลไกกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำงานวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้ ต้องปรับปรุง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ