ท้ายบ้านแหลมยาง
มีลำน้ำสายหนึ่งไหลผ่านมาจากตัวอำเภอแกลงเพื่อออกไปสู่ทะเล
เราอาจเรียกลำน้ำสายนี้ว่าแม่น้ำ ขณะที่ชาวบ้านแหลมยางและคนในอำเภอกลับเรียกว่าคลอง
"ประแส" ลำน้ำซึ่งคอยทำหน้าที่เสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลหล่อเลี้ยงชาวแกลงมาตลอดระยะเวลากว่าร้อยปี
เป็นตั้งแต่เส้นทางเดินเรือ ช่องทางระบายน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งประวัติศาสตร์
และแหล่งวัฒนธรรม เป็นโรงเรียนชีวิต โรงงานผลิตอากาศ โรงยารักษาโรค
ทั้งเป็นแหล่งทุนทรัพยากรธรรมชาติที่หมุนเวียนให้ได้ใช้กันอย่างไม่รู้หมด
แต่ในวันนี้หลายคนกลับลืมที่จะดูแลรักษาเส้นเลือดเส้นนี้ไปเสียแล้ว
คลองประแสจึงเป็นอีกสายน้ำหนึ่งที่กำลังประสบปัญหา และถูกคุกคามจากคนบางกลุ่มที่เห็นแก่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ดินและป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง การปล่อยน้ำเสียจากนากุ้งและโรงงาน
การตัดไม้โกงกางและไม้แสมเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ น้ำเสียทิ้งจากชุมชน
หรือแม้แต่การใช้สารเคมีจับสัตว์น้ำ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเครื่องมือแห่งการเร่งรัดวันเวลาของลำน้ำประแสให้สั้นลงทุกขณะ
แต่บางทีเรื่องอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด เพราะถึงแม้ลำน้ำประแสจะต้องผจญกับเหตุคุกคามต่างๆ
แต่ก็ยังมีกลุ่มคนอย่าง สมชาย จริยเจริญ เทศมนตรีตำบลเมืองแกลง และสุธีรา
ชลนำสุวรรณ หรือหลิว ที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนกอจาก บ้านแหลมยาง เล็งเห็นความสำคัญและอนาคตของลำน้ำสายนี้
และได้นำไปสู่จุดเริ่มของการก่อเกิดกิจกรรมดีๆ หลายอย่าง
สมชาย จริยเจริญ เทศมนตรีตำบลเมืองแกลง
อยากให้เทศฯ สมชายเล่าถึงแม่น้ำประแสพอเป็นสังเขปครับ
แม่น้ำประแสนี้ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวอำเภอแกลงก็ว่าได้ เพราะตลอดระยะความยาว
110 กิโลเมตรของลำน้ำ ล้วนแต่มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวแกลงแทบทุกคน
ซึ่งก็มีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แต่ผมขอสรุปถึงความสำคัญหลักๆ ของแม่น้ำประแสไว้แต่เพียงว่า
น้ำในแม่น้ำประแสนั้นถูกนำไปใช้เป็นน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาและป้อนเข้าสู่ครัวเรือนต่างๆ
ทั้งยังถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการประมง ซึ่งในที่สุดก็จะคืนผลผลิตในรูปของสินค้า
อาหาร และแรงงานกลับมาสู่ชาวอำเภอแกลง
ในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้างครับ
หากดูจากกิจกรรมการใช้น้ำที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าผลกระทบที่ตามมานั้นมีอยู่ไม่ใช่น้อย
และบางครั้งรุนแรงถึงขนาดเน่าเสียก็มี โดยสาเหตุนั้นเราพบว่ามาจากน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม
ชุมชน การเกษตร และการประมง เป็นผลให้ระบบนิเวศได้รับความบอบช้ำอยู่พอสมควร
เมื่อเป็นเช่นนั้นในฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หาวิธีหรือมีนโยบายแก้ไขอย่างไร
การฟื้นฟูและอนุรักษ์แม่น้ำประแสถือเป็นนโยบายสำคัญข้อหนึ่งของเรา
ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกและดูดทรายในแม่น้ำ
การปลูกต้นไม้ตามริมตลิ่งโดยใช้วิธีการจ้างงานเด็กนักเรียนในระหว่างปิดภาคเรียน
และการใช้น้ำชีวภาพช่วยบำบัดฟื้นฟูสภาพน้ำโดยการนำขยะเปียกจากครัวเรือนและตลาดมาหมักตามกรรมวิธี
เมื่อได้ตามกำหนดก็นำไปใส่ถัง 800 ลิตรซึ่งวางไว้ตามท่อระบายน้ำในเขตเทศบาล
แล้วปล่อยให้น้ำชีวภาพค่อยๆ หยดลงไปในท่อ จากความพยายามที่เราได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเราพบว่า
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสภาพน้ำในแม่น้ำดีขึ้นมาก
ทางเทศบาลได้เข้าไปส่งเสริมหรือสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอย่างไรบ้างครับ
ก่อนอื่นเทศบาลเองก็ยอมรับว่าสภาพการพัฒนารูปแบบเมืองนั้นโตเร็วมาก
ท้องถิ่นเองบางครั้งก็ตามไม่ทัน ดังนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาชนโดยดึงให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา
อย่างเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำประแสนี้เทศบาลไม่สามารถทำได้ตามลำพัง
เพราะหากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ สิ่งที่ทำไปก็สูญเปล่าและล้มเหลว
เราจึงต้องสร้างการมีส่วนร่วมซึ่งบางครั้งเราต้องลงไปมีส่วนร่วมกับเขาด้วยไม่ใช่คิดแต่จะให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับเราฝ่ายเดียว
การดึงเนื้อหาสาระเข้าสู่ความเกี่ยวพันธ์ในชีวิตก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่สร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี
คือคนที่นี่ยังทำประมงพื้นบ้านกันอยู่พอสมควร ปลาที่ได้มาก็จะนำไปขายในตลาดเทศบาลหรือตลาดนัดใกล้ๆ
และนั่นก็หมายความว่าคนส่วนใหญ่ยังต้องบริโภคอาหารจากแม่น้ำนี้อยู่
ซึ่งหากน้ำในแม่น้ำไม่ได้คุณภาพ เน่าเสียหรือมีสารพิษเจือปน คนแกลงก็เสี่ยงที่จะเป็นผู้รับเคราะห์กรรมนั้นเช่นเดียวกัน
และนี่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทางเทศบาลเราได้นำมาใช้สร้างกระแสการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำประแสของเรา
สุธีรา ชลนำสุวรรณ ที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนกอจาก บ้านแหลมยาง
หลิวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำประแสได้อย่างไร
เดิมทีหลิวเป็นเจ้าหน้าที่เทศบาล อยู่งานพัฒนาชุมชน ก็ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน
ต่อมาได้เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานส่วนภูมิภาคของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) การทำงานในพื้นที่ก็ยังคงต่อเนื่อง คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งก็โชคดีที่มีฐานชาวบ้านอยู่บ้างแล้วจึงได้คนมาช่วยคิดช่วยทำกันหลายคน
พอเราเริ่มมีกลุ่ม มีกิจกรรมในชุมชนมากขึ้น หลิวกับกรรมการชุมชนบางท่านก็ได้เห็นร่วมกันว่า
ลูกหลานในชุมชนบางคนยังไม่มีกิจกรรมอะไรเป็นหลัก เวลาก็หมดไปอย่างเสียประโยชน์จึงน่าจะรวมเด็กให้เป็นกลุ่มแล้วคิดหากิจกรรมที่มีประโยชน์ทำกัน
ซึ่งในที่สุดก็เกิดเป็นกลุ่มเยาวชนบ้านแหลมยางโดยใช้ชื่อว่า กลุ่มต้นจาก
และได้เปลี่ยนเป็นกลุ่มกอจากดังปัจจุบัน
กลุ่มกอจากนี้เกิดขึ้นนานหรือยังครับ
การทำงานหรือกิจกรรมภายใต้ชื่อกลุ่มกอจาก เพิ่งเริ่มมาได้ 3 เดือน
แต่ก่อนหน้านั้นก็มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆในชุมชนเหมือนกัน
เพียงแต่ยังไม่เป็นกลุ่มกอจากเท่านั้น
กิจกรรมของกลุ่มกอจากมีทิศทางเป็นอย่างไรครับ
ตอนนี้ที่ทำอยู่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม คืออยากปลูกฝังจิตสำนึกให้พวกเขาได้ตระหนักในเรื่องนี้มากๆ
เพราะหากคนเราไม่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ผลที่ตามมาก็จะตกอยู่กับทุกคน
ทั้งบ้านแหลมยางของเราก็อยู่ติดกับคลองประแส ซึ่งมีความสำคัญและผูกพันกันมาแต่โบราณ
จนเรารู้สึกว่าพวกเรากำลังจะสูญเสียคลองประแสไปหากไม่ลงมือช่วยกันรักษาตั้งแต่วันนี้
กลุ่มกอจากจึงเป็นกระแสเสียงทางสังคม ทำหน้าที่บอกผ่านความรู้สึกจากใจเล็กๆ
ของเด็กๆ ไปสู่ใจของใครต่อใครอีกหลายคน โดยให้เริ่มจากคนในครอบครัวแล้วขยายออกไปสู่คนรอบข้าง
ซึ่งหลิวเชื่อว่าวันหนึ่งคลองประแสจะกลับเข้าไปอยู่ในใจของชาวแหลมยางทุกคน
เห็นว่าสมาชิกของกลุ่มกอจากเป็นเด็กระดับประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่
อย่างนี้การทำงานหรือการบริหารจัดการกลุ่มเป็นหน้าที่ของพวกเขาเองหรือไม่ครับ
จริงๆ แล้ว สมาชิกของกลุ่มมีด้วยกันหลากหลาย คือมีตั้งแต่เด็กเล็กๆ
กระทั่งระดับชั้นมัธยมศึกษาก็มี การดูแลกลุ่มก็ให้เป็นการช่วยกันตามถนัด
โดยมีพวกโตๆ เป็นพี่ใหญ่ ส่วนเรื่องการทำงานกลุ่มจะใช้รูปแบบกรรมการบริหารซึ่งถือว่าเป็นการฝึกทักษะการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมให้กับเด็กๆ
ไปด้วย ส่วนหลิวกับชาวบ้านและพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่ม
เวลาที่เด็กๆ คิดจะทำกิจกรรมอะไรเราจะมาคุยกัน หากเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีกิจกรรมใดๆ
เราก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อพบปะสัมพันธ์กัน ใครมีปัญหาไม่ว่าจะส่วนตัวหรือส่วนรวมก็มาคุยกัน
ปรึกษากัน โดยจะใช้เวลาว่างของวันเสาร์อาทิตย์เป็นหลัก
อยากทราบว่าแนวทางการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มจะเป็นไปในทิศทางใด
จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดว่ากลุ่มจะต้องโตหรืออยู่ได้นานแค่ไหน ที่ผ่านมาคิดแต่เพียงว่าเด็กเหล่านี้เป็นคนท้องถิ่น
จะทำอย่างไรให้เขามีสำนึกและมีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรท้องถิ่นของเขา
กิจกรรมที่ทำมาก็เริ่มจากงานเล็กๆ อย่างการเก็บขยะ การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
เป็นต้น ส่วนการปลูกป่าชายเลนและการปล่อยพันธุ์ปลานั้นเป็นกิจกรรมที่เพิ่งเริ่มทำกัน
ซึ่งเราเองก็หวังว่าเด็กๆ จะได้ซึมซับ เรียนรู้ และตระหนักในท้องถิ่นได้มากขึ้น
ตลอดระยะการทำงานที่ผ่านมาประสบกับปัญหาอะไรบ้าง
หากเป็นเรื่องความร่วมมือจากหน่วยงานหรือองค์กรถือว่าเราโชคดีที่หลายหน่วยงานเข้าใจและให้การสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม การทำงานยังประสบกับปัญหาอยู่บ้างโดยเฉพาะความต่อเนื่องของงบประมาณ
ได้มองทางออกในเรื่องนี้ไว้อย่างไร
ยังไม่คิดไกลถึงขั้นการระดมทุนเข้ามาไว้ในกลุ่ม ในแต่ละครั้งของการทำกิจกรรมจะอาศัยการสนับสนุนจากบุคคลหรือกลุ่มองค์กรที่เขาเห็นด้วย
ตั้งแต่หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนพี่ป้าน้าอาในชุมชนที่เต็มใจเข้ามาช่วย อย่างตอนที่กลุ่มทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน
และปล่อยพันธุ์ปลาก็มีชาวบ้านมาช่วยเตรียมงาน ทำอาหาร ขับเรือ ทางเทศบาลตำบลเมืองแกลง
กับสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 (ระยอง) ก็เข้ามาช่วย
สุดท้ายหลิวมีมุมมองอะไรดีๆ ที่จะฝากให้กับเยาวชนหรือคนที่คิดจะทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างกลุ่มกอจากบ้างครับ
การที่เราจะทำอะไรบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและเมื่อมีโอกาสก็ทำให้ดีที่สุด
แต่เราต้องเข้าใจตัวเรา เข้าใจความคิดของเราเองด้วย อย่างน้อยก็ต้องตอบตัวเองได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นทำเพื่ออะไร
และเรามีความสุขกับเรื่องที่ทำนั้นหรือไม่ เราต้องพยายามมองให้เห็นคุณค่าในตัวเองไม่ใช่ทำแบบตามเพื่อน
ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดียิ่งต้องถอยออกมาให้ห่าง อย่าปล่อยชีวิตให้ผ่านไปได้ทำวันๆ
ลองหันมาถามตัวเองดูว่าเราทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้างหรือยัง
การเรียงร้อยความคิดของคนทั้งสองลงในเนื้อหน้ากระดาษของผลิใบ ก็เพื่อจุดประกายความคิดและสำนึกของผู้คนในสังคมให้หันมาตระหนักและใส่ใจกับทรัพยากรธรรมชาติใกล้ตัวให้มากขึ้น
ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น โดยที่ตัวเราไม่คิดทำอะไรเลย
เพราะหากทุกคนคิดเช่นนี้ ก็เชื่อได้ว่าทรัพยากรที่เหลืออยู่น้อยนั้นจะหมดสิ้นลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
สนใจข้อมูลหรือต้องการติดต่อกลุ่มกอจากได้ที่ พี่หลิว / พี่รุ่ง
55/20 ซ.สหกรณ์ ถ.มาบใหญ่ อ.แกลง จ.ระยอง 21110 โทรศัพท์ 0-6836-3683
อีเมล : koya99@thaimail.com