ก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมอัตลักษณ์ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและวิญญาณ แห่งการสร้างสรรค์ของคนไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสถาปัตยกรรม ท้องถิ่นและพื้นที่ในเมือง ให้เป็นสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม ที่จุดบันดาลใจในการสร้างชีวิตที่ดีงาม ให้กับประชาชน พร้อมๆ กับให้ความเคารพ ในวิถีชีวิตของชุมชนและธรรมชาติ สืบประสานเข้ากับชีวิต ในสังคมปัจจุบัน ทั้งนี้ การดำเนินงานของกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมจะมุ่งสร้างและประสาน ความร่วมมือกับประชาชน และองค์กรต่างๆในท้องถิ่น

 

สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับธรรมรัฐ
ปาฐกถาโดย
อานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย



การสัมมนาโต๊ะกลม
"แนวทางในการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม"
จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
โรงแรม ดิ อิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค กรุงเทพ
23 กรกฎาคม 2541

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมยินดีมากที่ได้พบกับทุกท่าน ณ ที่นี้ ทุกท่านที่ได้รับเชิญมาล้วนเป็นผู้ที่จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันงาน สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของสังคมไทย อยากจะเรียนว่าผมฝากความหวังไว้กับท่านทุกคน

ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าวิกฤติ บ้างก็ว่าเป็นวิกฤติทางการเงินบ้างก็ว่าเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าเรา สามารถมองเห็นวิกฤตินี้ได้เพียงเท่านี้ก็น่าจะอธิบายได้ว่า เป็นเพราะสังคมเราถูกนำโดยความคิดทางเศรษฐศาสตร์และ การเงินมานาน ผมเพียงแต่อยากจะชี้จะย้ำให้เห็นว่าพวกเรามักจะถูกปลูก ฝังให้เห็นอะไรอยู่เพียงด้านเดียว เมื่อเรามอง เห็นอะไรได้เพียงด้านเดียว แน่นอนว่าเราก็ย่อมแก้ปัญหา
อยู่เพียงด้านเดียวเป็นหลัก สิ่งที่เราจะต้องทบทวนสำหรับวิกฤติครั้งนี้ คือ วิธีการพัฒนาของประเทศไทยและวิธีคิดของคนไทย

เราพัฒนาถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา แล้วจึงมาให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและการศึกษา เราจะ
พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาพื้นที่ แต่หัวใจของการพัฒนาอย่างหนึ่งที่ในอดีตนักพัฒนาไม่พูดถึง นักวางแผนไม่พูดถึง ไม่กล้าที่จะพูดถึง คือการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งคือการสร้าง Good governance หรือที่แปลกันว่าธรรมรัฐ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดระบบการบริหารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเป็นไป
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและเป็น
ธรรม ทั้งในวิถีทางศาสนาและสังคมวิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งประวัติศาสตร์นี้ เป็นผลมาจากปัญหานี้ โดยตรงที่สุด วิกฤตินี้เกิดขึ้น เพราะเราไม่มีระบบการบริหารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เราไม่มีระบบการบริหารสาธารณะ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม และเราไม่มีระบบการบริหารงานสาธารณะที่เป็นธรรม

แต่เดิมเราเรียกการบริหารสาธารณะนี้ว่าการปกครอง ต่อมาเราเรียกว่าการบริหารรัฐกิจ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ วิวัฒนาการ ของคำที่ใช้นี้ชี้ให้เห็นถึงความหมายที่เปลี่ยนแปลงของงานดังกล่าว จากการมองว่าเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ "ปกครอง" ประชาชน เปลี่ยนมาเป็นการมองว่าข้าราชการคือผู้ทำงานบริหาร จัดการ และบริการให้กับประชาชน ซึ่งหมายความว่า นักการเมืองและข้าราชการไม่ใช่เจ้าของอำนาจ

ถ้าจะถามว่า good governance จะเป็นจริงได้จะต้องมีอะไรบ้าง หลายๆคนอาจจะตอบว่าจะต้องมีรัฐบาลที่ดี ซึ่งก็ไม่ผิด
แต่ถูกไม่หมดสำหรับสังคมที่อยู่ในระบบการ ปกครองที่มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพราะในระบบดังกล่าว การที่เราจะมีรัฐบาลที่ดีได้จริง เราจะต้องมีประชาชนที่เข้ม แข็งและมีคุณภาพด้วย
ฝรั่งเขามีคำพูดว่า "People get the government that they deserve."

ผมอยากจะชี้ว่า ถ้าเราจะมี good governance ได้จริง เราจะต้องมี conscientious, concerned และ committed citizens นั่นคือ
ต้องมีประชาชนที่มีสำนึกในความผิดชอบ รู้ผิดรู้ถูก (conscientious) สำนึกแล้วต้องเป็นห่วงเป็นใย รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ดูดาย (concerned) และเมื่อไม่ดูดายแล้วจะต้องมีพันธะที่มุ่งมั่น หรือ commitment ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ ต้องการจะเห็นบ้านเมืองนี้น่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ต้องการจะวิจารณ์เท่านั้น แต่ต้องมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงมือ กระทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาง่ายๆ เพียงด้วยการหลับตาและอธิษฐานเช่นในเทพนิยาย แต่เราต้องลงแรงให้ได้มา ทั้งแรง สมอง แรงกายและแรงใจ

ผมเคยพูดอยู่เสมอว่าสังคมไทยต้องมีนิติธรรม (rule of law) กลไกการตรวจสอบ กลไกการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กลไกทาง
การเมืองและการบริหารจัดการอื่นๆที่จักทำให้เกิดการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน (accountability) การมีส่วนร่วมของ ประชาชน ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และจริยธรรมทางการเมือง เพื่อให้มี good governance ในทางปฏิบัติได้จริง วันนี้ผม ต้องการจะเน้นว่า เบื้องหลังการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน (accountability) การมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และจริยธรรมทางการเมือง คือวิธีคิดที่มุ่งประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ วิธีคิดที่เราในฐานะประชาชน หรือพลเมืองจะต้องมีเราจะ เรียกว่าการปฏิรูปปัจเจกชน การปฏิรูปชุมชนหรือการปฏิรูปสังคมก็ได้ ดังที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า "กระแสความคิดทางสังคมเป็นพลัง ที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงทิศทางและอนาคตของสังคม"

วิธีคิดของเราเป็นอย่างไรขึ้นกับวัฒนธรรมของสังคมของเรา และวัฒนธรรมของสังคมเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นกับวิธีคิดของ
คนในสังคมนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเป็นเช่นนั้น ต่างก็เป็นทั้งปัจจัยผลักดันและเป็นผลผลิตของกันและกัน

เรามักจะลืมไปว่าสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ มีทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (natural environment) และสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม
(cultural environment) ที่ผ่านมาเรามักจะมองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมเป็นคนละเรื่องแยกต่างหาก จากกันโดยสิ้นเชิง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้รับการเอาใจใส่มากกว่าสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากเวทีสิ่งแวดล้อม
นานาชาติและจากการจัดสรรงบประมาณของเราเอง ทั้งๆที่สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้คุณค่าในการหล่อหลอมสมาชิกของสังคม และยังให้ความรู้สึกปิติที่วัตถุให้ไม่ได้ (spiritual fulfilment) เราไม่ควรลืมว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต species เดียวเท่านั้นที่จะมี
ความอิ่มเอมใจเช่นนี้ได้ สิ่งมีชีวิตประเภทอื่นไม่สามารถมี cultural หรือ spiritual enrichment


แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าวัฒนธรรมของเราใน"ยุคพัฒนา"ที่ผ่านมาเป็นวัฒนธรรมของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เป็นวัฒนธรรมที่ไม่เข้าใจความงาม หรือความดี เข้าใจแต่บาท ดอลลาร์ และเยน สังคมที่มีวัฒนธรรมตื้นๆ และฉาบฉวยเช่นนี้ ผนวกกับวิธีการพัฒนาที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งเป็นหลัก ประเทศไทยจึงได้เห็น "คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง" และคนเคารพเงินมากกว่าคุณความดี

ตกมาถึง"ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่" ยุคที่บางประเทศในเอเซียเป็นเสือเศรษฐกิจ ซึ่งดูผิวเผินราวกับว่าถนนในเมืองไทยปูลาดด้วย แผ่นทองคำ ทั้งทุนต่างประเทศและชาวต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ใครๆก็ล้วนดูจะเป็นเศรษฐีมีทรัพย์กันทั้งนั้น เราจึง ได้เห็น"วัฒนธรรมการบริโภค"เป็นวัฒนธรรมนำในสังคมไทย

วัฒนธรรมบริโภคนิยม ผนวกกับวิธีคิดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และการที่สั งคมยอมรับวัฒนธรรมปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้เรามีรัฐบาลที่สื่อมวลชนตั้งฉายาตามลักษณะการบริโภคให้ เช่น รัฐบาล buffet, รัฐบาล fast food แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ ได้ลุกขึ้นมาทำอะไร มีแต่จะหัวเราะสนุกไปกับฉายาเหล่านี้ จนกระทั่งวันนี้ วันที่เศรษฐกิจล้มครืนระเนระนาด ทุกคืนรายการ สนทนาทางโทรทัศน์จะต้องมีคำถามว่าประเทศไทยจะไปรอดไหม มีเพียงอารมณ์ขันเท่านั้นคงจะไม่พอ

ผมไม่อยากให้ใครเห็นว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะวิกฤตินี้สะท้อนปัญหาวัฒนธรรมของเราโดยตรง

ผมไม่อยากให้คิดว่าวัฒนธรรมเป็นเพียงเรื่องการร้องรำทำเพลง การสันทนาการ หรือการใช้เวลาว่างเท่านั้น แต่วัฒนธรรม
หล่อหลอมเรา เหมือนที่ได้หล่อหลอมบรรพบุรุษของเรา และจะหล่อหลอมลูกหลานของเรา โดยที่เราอาจจะรู้ตัวบ้าง หรืออาจจะไม่รู้ตัวเลย เหมือนที่เรามักไม่ค่อยสำนึกว่าเรากำลังหายใจ วัฒนธรรมคือลมหายใจของเรา

การพัฒนาอย่างยั่งยืน สมดุลย์ และเป็นธรรม จะเป็นจริงได้ ต่อเมื่อเรามีวิธีคิดแบบใหม่ มีสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมแบบใหม่ที่
แตกต่างไปจากวัฒนธรรมที่นำสังคมเราอยู่ในปัจจุบัน วัฒนธรรมมือใครยาวสาวได้สาวเอาวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่ผมได้พูดถึงข้างต้น

สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่ผมอยากจะเห็น และชักชวนทุกท่านให้มาร่วมมือกันสรรค์สร้าง คือสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่สร้างคน
คุณภาพ ที่ความสุขของเขาไม่ได้เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แต่เกิดจากการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม เพื่อ สาธารณะ และเกิดจากความอิ่มเอมใจในการได้ชื่นชมคุณค่าความงดงามของงานศิลปะ ไม่ใช่เกิดจากการได้บริโภคสินค้าราคา แพงเกินเอื้อม สังคมของเราจะต้องมีคนดี คนคุณภาพ และประชาชนจะต้องมีความสุข ทั้งสุขกายและสุขใจ และสำคัญที่สุด รู้จักคำว่า"พอ"

เราจะต้องมีพลเมืองที่มีเกียรติภูมิ แต่เกียรติภูมินี้ไม่ได้หมายถึงว่า "สถาบันของข้าใครอย่าแตะ" ไม่ได้หมายถึงการรับน้องใหม่ แบบวิปริตและอ้างว่าเป็นธรรมเนียม แต่เกียรติภูมิของเราจะต้องมีรากเหง้ามาจากความดีงาม และจากความภาคภูมิใจใน
อัตลักษณ์ (identity) ของเรา ในมรดกทางวัฒนธรรมขอ
งชาติ ของท้องถิ่น ของชุมชน

ผมอยากจะเสนอว่า การจะให้ได้มาซึ่งสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่พึงปรารถนานี้นอกจากเรา จะได้มาด้วยการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยโชคดีมีบรรพบุรุษสร้างสมไว้ให้แล้ว เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องเพิ่มพูนจากมรดกเดิม ด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ผมอยากจะเห็น นวตกรรม (innovation) ด้านสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมอย่างน้อย 3 ประการ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง วัฒนธรรมเอเซียและวัฒนธรรมไทยที่งดงาม คือความผูกพันที่เรามีให้กับครอบครัว เครือญาติและชุมชนของเรา ปัจเจกชนผูกพันตัวเองอยู่ในเครือข่ายของชุมชนได้ ด้วยความรัก ความเคารพนับถือ และความไว้วางใจในกันและกัน เชื่อถือในคำพูดและคำมั่นสัญญา ดังจะเห็นได้ว่า ในอดีต ธุรกิจของคนเอเซียไม่ได้ใช้เอกสารสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นประกันเช่นทุกวันนี้ ทั้งนี้ เพราะสามารถอาศัยความ ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและกันเป็นหลัก ผมอยากจะเรียกร้องให้เราหันกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าความผูกพันเหล่านี้ โดยจะต้องขยายความรักความผูกพันนี้ให้ครอบ คลุมถึงสังคมทั้งสังคม ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มของเราเท่านั้น

สอง เราจะต้องแสวงหาความสมดุลย์ระหว่างอดีต และอนาคตของวัฒนธรรมไทยให้ได้ นี่คือภาระกิจของปัจจุบัน เราจะพึ่งพา หาประ โยชน์แต่กับอดีตเท่านั้นคงจะไม่ได้ เมื่อมนุษย์และสังคมเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน การจะให้สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมหยุดนิ่ง คงที่ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายเราอยู่ก็คือคำถามที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีการจัดการที่ดี พอเพียงที่จะสามารถประสาน "การอนุรักษ์"เข้ากับ "การพัฒนา" สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้ได้ ท่ามกลางวิกฤติในปัจจุบัน เราต้องมีความคิดและยุทธศาสาตร์ ใหม่ ต้องมองให้เห็นว่าวัฒนธรรมคือทุน และเราสามารถพัฒนาจากทุนทางวัฒนธรรมนี้ได้ ดังนั้นงานศิลปวัฒนธรรมจึงไม่ใช่ "ภาระ" ที่จะต้องแบกแต่เป็น "ทุน" เป็นสมบัติที่เรามี ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าใจว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม เช่น สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติ ศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวแต่ประการเดียวเท่านั้น แต่เพื่อการจรรโลงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย

สาม เมื่อเราพูดถึงมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage) ในประเทศไทย เราต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมา ชาวบ้าน
มีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมน้อยมาก งานดังกล่าวดูจะล่องลอยอยู่เหนือประชาชนเหนือชาวบ้าน อย่างไรก็ดี ผมหวังว่าทุกท่านจะตระหนักว่านอกจากประชาชนจะเป็นเจ้าของมรดกของชาตินี้ร่วมกันแล้ว ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการที่จะอนุรักษ์ พัฒนา หรือทำลายมรดกนั้นๆด้วย ดังนั้นในการจะพิทักษ์บริเวณ พื้นที่สถาปัตยกรรม หรือศิลปกรรมที่เป็นเป้าหมาย จึงควรจะได้คำนึงถึงแนวทางที่จะพัฒนาประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ไปพร้อมกัน ผมอยากจะเห็น ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าร่วมในกระบวนการวางแผนอนุรักษ์-พัฒนา ในการดำเนินกิจกรรม และได้รับประโยชน์จากงานอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ในพื้นที่ของเขาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม มิฉะนั้น การที่จะพิทักษ์รักษา และพัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่สามารถเป็นจริงได้ จะเป็นได้แต่เพียงแค่ความฝันเท่านั้น

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่การประชุมเรื่อง Future of Asia's Past ซึ่งจัดขึ้นโดย Siam Society, Asia Society และ Getty Conservation Institute ผมได้กล่าวไว้ว่า ผมอยากจะเห็นประเทศไทยมีองค์กรเอกชนอิสระที่ลุกขึ้นมาดูแลงาน
สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม เช่นเดียวกับที่ประเทศอังกฤษมี National Trust

องค์กรดังกล่าวตั้งขึ้นมาเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว (ตั้งแต่ ค.ศ. 1895) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมของเมือง
อันเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์เป็นห่วงเป็นใย สภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมของประชาชน เป็นห่วงว่าอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสุนทรียภาพจะถูกรื้อถอน ทำลาย หรือดัดแปลงไป และเป็นห่วงว่าพื้นที่เปิดโล่ง (open space) ต่างๆ ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ จะถูกรุกล้ำทำลายด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คนกลุ่มนี้ได้ลุกขึ้นมาก่อตั้งองค์กรอิสระ เพื่อพิทักษ์สถาปัตยกรรม และอาคารตัวอย่างของประวัติศาสตร์ยุคต่างๆ ของสหราชอาณาจักร และพิทักษ์ภูมิทัศน์ โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติชายฝั่งทะเล

National Trust เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรอิสระที่ทำงานเพื่อรักษาสมบัติของชาติ ของสังคม เพื่อให้คนรุ่นนั้น และต่อเรื่อยมา
จนถึงคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ได้เข้าไปเยี่ยมชม ศึกษา อาคารและบริเวณพื้นที่ต่างๆที่ได้รักษาไว้ เพื่อให้เข้าใจ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตน องค์กรนี้พิทักษ์ทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ให้ทั้งความสุข และการศึกษากับประชาชน ด้วยการเปิดสถานที่ให้ผู้สนใจเข้าชมในลักษณะการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เชิงนิเวศน์ มีการจัดเดินเที่ยว การออกค่าย และจัดทำละคอนสำหรับเด็ก เป็นต้น ปัจจุบันองค์กรนี้มีอายุ 104 ปี และมีสมาชิก มากกว่า 2 ล้านคน

ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงของประเทศไทย ผมจึงอยากเห็นคนไทยลุกขึ้นมาทำอะไรที่สร้างสรรค์
เพื่อสาธารณะ เพื่อรักษามรดกของสังคมเช่นนี้บ้าง

วันนี้ผมจึงยินดีที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยอาสาลุกขึ้นมาก่อตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ซึ่งผมมองเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียว
กับ National Trust คือเป็นองค์กรเอกชนอิสระที่อาสาทำงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมซึ่งเป็นสมบัติของชาติไว้เพื่อสังคมไทย ถ้าใครจะถามผมว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมนี้จะมีอายุยั่งยืนได้ถึงหนึ่งศตวรรษหรือไม่ คำตอบย่อมจะอยู่ที่ก้าวแรก นั่นคือ การสัมมนาโต๊ะกลมในวันนี้

ผมเชื่อมั่นว่าท่านทั้งหลายที่มาร่วมสัมมนาในวันนี้ ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถ ประสบการณ์ และความสนใจ ในการ ปรับปรุงงานสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม และมีความตั้งใจ ความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนงานวัฒนธรรม และลงมือกระทำให้บ้านเมืองของ เราน่าอยู่ขึ้น และมีความเจริญรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรมมากขึ้น ในการที่ท่านให้เกียรติมาร่วมสัมมนากับเราในวันนี้ มามีส่วนใน การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม กับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นับเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง ผมหวังว่า เราจะมีการสัมมนา ที่ดี ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของสังคมไทยร่วมกันต่อไป

ผมขอจบปาฐกถานี้ด้วยคำพูดของ Mr. Abba Eban อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของ Israel ด้วยประโยคที่ว่า "History teaches us that men and nations behave wisely once they have exhausted all other alternatives."

ขอบคุณครับ.

 

จุดมุ่งหมาย

การพัฒนาประเทศอย่างเร่งรัดตลอด 40 ปีที่ผ่านมาซึ่งมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญได้ผลักดันให้ สังคมไทยให้คุณค่าต่อ "เงิน" โดยละเลยคุณค่าของสังคมด้านอื่นๆ ท่ามกลางการพัฒนาดังกล่าว วิถีการดำเนินชีวิต ของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคสมัยแห่งสังคมข่าวสารและโลกาภิวัตน์ ซึ่งก่อให้เกิดการไหล บ่าทางวัฒนธรรมอย่างไม่ขาดสาย สังคมไทยได้รีบร้อนรับวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา โดยขาดการผสมผสานอย่าง ปราณีตเข้ากับวัฒนธรรมที่ดีงามดั้งเดิมของตน ทำให้คนไทยได้สูญเสียอัตลักษณ์ของตนเองไป

วัฒนธรรมคือสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นรูปแบบการดำเนินอยู่ที่สอดคล้องและมีความหมายต่อวิถีชีวิตของ ผู้คนในสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยมีรากฐานมาจากความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตและธรรมชาติ วัฒนธรรมจึงเป็น สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา วัฒนธรรมไม่ว่าจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการใช้ชีวิตประจำวัน การบริโภคและ ขนบประเพณีต่างๆ หรือในรูปแบบของวัตถุ เช่น อาคารบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างทางศาสนา ศิลปกรรม ประติมากรรม และอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของคนไทยในยุคสมัยนั้นๆ

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยมีผลให้วัฒนธรรมไทยบางอย่างสูญสิ้นไปตามกาลเวลา ด้วยคนไทยไม่สามารถนำ คุณค่าของวัฒนธรรมนั้นๆ มาสัมพันธ์กับวิถีชีวิตใหม่ได้ วัฒนธรรมบางอย่างได้สูญหายไปอย่างไม่เหลือร่องรอย บ้างก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ดังที่ทราบกันอยู่ว่า สถาปัตยกรรมไทยหลายแห่งถูกรื้อทำลายไปเพื่อปลูกสร้างสิ่ง ใหม่ขึ้นเทนที่ บางแห่งก็เสื่อมโทรมรอวันที่จะพังทรุด งานจิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน ไร้ผู้เหลียวแลทำให้ภาพถูกกัด กร่อนมัวหมอง สิ่งเหล่านี้หากมองให้ดีก็จะเห็นว่าเราได้สูญเสียหลักฐานที่แสดงความต่อเนื่องของวัฒนธรรมไทยใน ยุคสมัยต่างๆ ไปแล้วมากมาย

วัฒนธรรมไทยจะสามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามก็ต่อเมื่อได้รับการทำนุบำรุงจากเจ้าของวัฒนธรรมที่มีความเข้าใจ และชื่นชมในคุณค่า วัฒนธรรมถือว่าเป็นต้นทุนทางสังคมอย่างหนึ่ง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทุนในเชิงเศรษฐกิจ คุณค่าของวัฒนธรรมยิ่งทวีคูณหากว่าเราผู้เป็นเจ้าของรู้จักใช้ เสมือนทุนที่สามารถแตกดอกออกผลและนำพาสังคม ไปสู่ความสุข ทุนทางวัฒนธรรมไม่สามารถเติบโตงอกงามแต่เพียงลำพัง แต่สมควรนำไปปรับเข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ ได้อย่างลงตัว การเรียนรู้และปรับแปลงวัฒนธรรมไทยในยุคสมัยปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่การทวนกระแสสังคมโลก หากแต่ เป็นการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทิศทางที่สมดุลกับวิถีชีวิตแบบไทยๆ และนำพาสังคมสู่ความ เข้มแข็งทางวัฒนธรรม ทั้งยังช่วยให้ลูกหลานของเราสามารถเดินตามรอยเท้าวัฒนธรรมไทยอย่างภาคภูมิใจ

 

มโนทัศน์แห่งการอนุรักษ์

กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มีมโนทัศน์ด้านการอนุรักษ์ดังนี้

การอนุรักษ์-พัฒนา "การอนุรักษ์" ในที่นี้ไม่ใช่เพื่อหยุดการเจริญเติบโต "การแช่แข็ง" หรือ "การสร้างเมืองตุ๊กตา" เพื่อให้เกิดความงามที่ไร้ชีวิต หากแต่เป็นการอนุรักษ์ที่ผนวกเข้ากับ การพัฒนา เพื่อก่อให้เกิดการเติบโตงอกงาม และสร้างสรรค์คุณค่าทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นๆ

สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของ และร่วมลงมือปฏิบัติการอนุรักษ์ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นๆ

สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นๆ เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมควบคู่ไปกับกิจกรรมการอนุรักษ์ เพื่อหารายได้มาใช้ในการทำนุบำรุงหรือซ่อมแซมบำรุงสถาปัตยกรรมดังกล่าว

คำนึงถึงความยุติธรรมในการอนุรักษ์และพัฒนา

เคารพในสุนทรียภาพของพื้นถิ่นนั้นๆ


กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย
ที่อยู่ 16/151 ถ.บอนด์สตรีท ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
โทรศัพท์ : 0-2503-3333 ต่อ 501
โทรสาร : 0-2504-4826-8
E-mail : cef@tei.or.th

สมทบกองทุนฯ ได้ที่ ชื่อบัญชี กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ธนาคารกรุงไทย สาขาสาขาเมืองทองธานี บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 147-1-14032-6 และกรุณาแจ้งชื่อ ที่อยู่ พร้อมสำเนาใบนำฝากธนาคารมายังกองทุนฯ เพื่อที่เราจะได้จัดส่งใบเสร็จถึงท่านโดยเร็ว

หมายเหตุ กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย เป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 322 ของประกาศกระทรวงการคลัง ผู้บริจาคเงินให้แก่กองทุนฯ สามารถนำยอดเงินไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีตามที่กฏหมายกำหนดได้