เปิดม่าน

ผู้อำนวยการกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

จากใจ

ศ.ดร. ไพจิตร เอื้อทวีกุล

บ.ก. แถลง

พล.ต.อ. ไกรสุข สินศุข -บรรณาธิการ-

สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับธรรมรัฐ

อานันท์ ปันยารชุน

ของเก่าในเมืองไทย : จะทิ้งหรือจะเก็บ ?

พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

นิราศฟลอเรนซ

ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

บอกเล่า

นางเมรี




เปิดม่าน

สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง ผู้อำนวยการกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

สวัสดีปีใหม่ค่ะ เราถือโอกาสฤกษ์ดีขึ้นปีใหม่นี้ เปิดม่านแนะนำจดหมายน้อย ซึ่งเป็นเวทีที่กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมจะได้พบปะ กับผู้อ่านในการเสนอเรื่อง "เก่าๆ" ในแนวทางใหม่ๆ รวมไปถึงการเสนอเรื่องใหม่ๆ ด้วย

"สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม" เป็นคำที่พูดแล้ว คนฟังหลายคนนิ่งอึ้ง เพราะไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร แต่บางคนก็คุยกลับมาว่า "สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม" ซึ่งทำให้เรานิ่งและอึ้งแทน บรรณาธิการของเราก็เลยเสนอความคิดว่า น่าจะทำจดหมายข่าวขึ้นมาสนทนากับใครต่อ ใครในเรื่องนี้เสียเลย และถือเป็นเวทีที่ผู้สนใจจะได้เขียนมาแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น และความรู้กับเราด้วย เผื่อว่าเราอาจจะ
ได้ริเริ่มร่วมทำกิจกรรมในเรื่องสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมด้วยกัน

เมื่อพูดถึง "สิ่งแวดล้อม" คนมักจะคิดถึงแต่ ป่า น้ำ ดิน อากาศ พืช และสัตว์ ฯลฯ ซึ่งก็คือสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมที่พระ
เจ้าสร้างให้ และเมื่อนึกถึงสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างกันเอง เราก็มักจะไพล่ไปคิดถึงแต่ขยะ ของเสียอันตราย มลพิษในอากาศ และ ทัศนะอุจาด เหล่านี้ก็คือ มลภาวะนั่นเอง แต่สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างในทางสร้างสรรค์ก็มีอยู่มากมาย อันได้แก่งานด้านศิลปะและ วัฒนธรรม...ดนตรี ภาพเขียน วรรณกรรม บทเพลง บทกวี ศิลปวัตถุ และสถาปัตยกรรม... เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมเรา เป็นฐานในการดำรงชีวิตของเรา เป็นสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าเวลาในภาวะวิกฤตินี้อีกแล้ว ที่เราอยากจะชักชวนท่านให้หันมามองด้านที่สร้างสรรค์ของมนุษย์ ด้านที่ สร้างสรรค์ของคนในประเทศไทย... ที่เคยมี.. .และจะต้องสืบสานต่อและสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ให้งดงามยิ่งขึ้นไป

มีเหตุผลอีกมากมายที่เราจะนำเสนอได้โดยประณีตว่าทำไมเราจึงลุกขึ้นมาตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกัน ในขณะเดียวกัน ดิฉันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง งานแปลชิ้นหนึ่งที่ดิฉันได้อ่านเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว เป็นการแปลปาฐกถาของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ในโอกาสต้อนรับนักศึกษาใหม่ ถ้าจำไม่ผิดคนแปลงานชิ้นนี้ คือคุณวิทยากร เชียงกูล

ท่านอธิการบดีกล่าวไว้ตอนหนึ่ง ประมาณนี้ค่ะ ...ถ้าท่านถามนักวิทยาศาตร์ นักวิชาการของเราว่าทำไมจึงต้องคร่ำเคร่ง ค้นคว้ากัน ในเรื่องชีววิทยา ธรณีวิทยา ฟิสิกซ์ เคมี ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และอื่นๆ แต่ละคนก็จะสามารถบรรยายเหตุผลต่างๆ นานาได้โดยละเอียด พิสดารและน่าเชื่อถือ แต่ลึกๆลงไปในหัวใจของแต่ละคนแล้ว นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเหล่านั้นต่างรู้ดี ว่าสาเหตุหลักจริงๆ ที่ผลักดันเขาและเธอแต่ละคนให้มุ่งมั่นในงานของตนนั้นมีอยู่เพียงประการเดียว นั่นก็คือ...เพราะความอยากรู้ ความอยากทำ...เท่านั้นเอง.

ในนามของทีมงานกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ดิฉันขอมอบความรัก ความปรารถนาดี และหวังให้ทุกท่านมีชีวิตที่งดงาม มีสุขภาพที่ดี มีกัลยาณมิตร และเป็นสุข

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2543 ค่ะ

จากใจ

ไพจิตร เอื้อทวีกุล

" ฝรั่งมีคำกล่าวว่า คนเราจะอยู่ด้วยขนมปังอย่างเดียวไม่ได้ เน้นให้เห็นว่า การจะมีชีวิตให้สมกับศักดิ์ศรีของความเป็นคนนั้น จะต้อง พึ่งปัจจัยอื่น นอกเหนือจากอาหาร การอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน จะอาศัยการดูแลสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึง สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นควบคู่กันไป สังคมไทยมีประวัติด้านวัฒนธรรมต่อเนื่องกันมายาวนาน จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม เพื่อเป็นมรดกสืบทอดไปถึงอนุชนรุ่นหลังต่อไป "

บ.ก.แถลง

บรรณาธิการ

ขอถือโอกาสมงคล วาระของปีใหม่ 2543 และปี ค.ศ. 2000 ที่คงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอควร ส่งจดหมายข่าวในนามของ "จดหมายน้อย" ด้วยความหวังให้ เป็นเสมือน "พืชพันธุ์เมล็ดแรก" ของต้นกล้าแห่งสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่จะไปเจริญงอกงามอยู่ในหัวใจและความ รู้สึกของทุกๆคน เพื่อช่วยกันทนุบำรุง และดำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมอันเป็นวัฒนธรรมของเราที่ร่วมกันสร้างให้ยาวนานต่อไป

ในจดหมายน้อยนี้ มีท่านผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน ที่เป็นผู้มีชื่อเสียงได้รับความเชื่อถืออย่างสูง ได้กรุณาให้ความหมายและ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางและชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและวิธีการที่จะร่วมมือกันดูแลรักษาหรือ เสริมสร้างกันอย่างไรต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความหวังที่จะเห็นผู้ที่มีความเห็นหรือความคิดอ่านในเรื่องของสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมจะเห็นด้วย หรือมีแนวคิด ที่แตกต่างหลากหลาย ได้กรุณาส่งความคิดเห็นมาร่วมกับขบวนการของเราด้วย คงทำให้พืชพันธุ์เมล็ดแรกนี้ได้แพร่ขยายออกไป ทุกหนทุกแห่ง เรารอต้อนรับมิตรของเราอยู่ ขอให้มีความสุขและราบรื่นในปีใหม่นี้

สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับธรรมรัฐ

อานันท์ ปันยารชุน
ประธานกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

ผมอยากจะเสนอว่าการจะให้ได้มาซึ่งสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่พึงปรารถนา นอกจากเราจะได้มาด้วยการสืบทอดมรดกทาง วัฒนธรรมที่คนไทยโชคดีมีบรรพบุรุษสร้างสมไว้ให้แล้ว เรายังมีหน้าที่ที่จะต้องเพิ่มพูนจากมรดกเดิมด้วยการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย ผมอยากจะเห็นนวตกรรม (innovation) ด้าน สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมอย่างน้อย 3 ประการ ดังต่อไปนี้

๑. วัฒนธรรมเอเชียและวัฒนธรรมไทยที่งดงาม คือความผูกพันที่เรามีให้กับครอบครัว เครือญาติ และชุมชนของเรา ปัจเจกชนผูกพัน ตัวเองอยู่ในเครือข่ายของชุมชนได้ด้วยความรัก ความเคารพนับถือ และความไว้วางใจในกันและกัน เชื่อถือในคำพูดและคำมั่น สัญญา ดังจะเห็นได้ว่าในอดีตธุรกิจของคนเอเชีย ไม่ได้ใช้เอกสารสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นประกันเช่นทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะ สามารถอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและกันเป็นหลัก ผมอยากจะเรียกร้องให้เราหันกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าความ ผูกพันเหล่านี้ โดยจะต้องขยายความรักความผูกพันนี้ให้ครอบคลุมถึงสังคมทั้งสังคม ไม่ใช่เพียง แค่กลุ่มของเราเท่านั้น

๒. เราจะต้องแสวงหาความสมดุลระหว่างอดีต และอนาคตของวัฒนธรรมไทยให้ได้ นี่คือภารกิจของปัจจุบัน เราจะพึ่งพาหา ประโยชน์แต่กับอดีตเท่านั้นคงจะไม่ได้ เมื่อมนุษย์และสังคมเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน การจะให้สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมหยุดนิ่งคงที่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายเราอยู่ก็คือคำถามที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีการจัดการที่ดี พอเพียงที่จะสามารถประสาน "การอนุรักษ์" เข้ากับ "การพัฒนา" สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมให้ได้ท่ามกลางวิกฤติในปัจจุบัน เราต้องมีความคิดและยุทธศาสาตร์ใหม่ ต้องมองให้ เห็นว่าวัฒนธรรมคือทุน และเราสามารถพัฒนาจากทุนทางวัฒนธรรมนี้ได้ ดังนั้นงานศิลปวัฒนธรรม จึงไม่ใช่ "ภาระ" ที่จะต้องแบก แต่เป็น "ทุน" เป็นสมบัติที่เรามี ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเข้าใจว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม เช่น สถาปัตยกรรมที่มี คุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้น ไม่ใช่ เพียงเพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวแต่ประการเดียวเท่านั้น แต่เพื่อการจรรโลงไว้ซึ่งคุณค่า ทางวัฒนธรรมด้วย

๓. เมื่อเราพูดถึงมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage) ในประเทศไทย เราต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมา ชาวบ้านมี ส่วนร่วมในงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมน้อยมาก งานดังกล่าวดูจะล่องลอยอยู่เหนือประชาชนเหนือชาวบ้าน อย่างไรก็ดี ผมหวัง ว่าทุกท่านจะตระหนักว่า นอกจากประชาชนจะเป็นเจ้าของมรดกของชาตินี้ร่วมกันแล้ว ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการที่จะอนุรักษ์ พัฒนา หรือทำลาย มรดกนั้นๆ ด้วย ดังนั้น ในการจะพิทักษ์บริเวณพื้นที่ สถาปัตยกรรม หรือศิลปกรรมที่เป็นเป้าหมาย จึงควรจะได้คำนึงถึงแนวทางที่จะพัฒนาประชาชนใน พื้นที่นั้นๆ ไปพร้อมกัน ผมอยากจะเห็นประชาชน ในพื้นที่ ได้เข้าร่วมในกระบวนการวางแผนอนุรักษ์-พัฒนา ในการดำเนินกิจกรรม และได้รับประโยชน์จาก งานอนุรักษ์-พัฒนา สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมในพื้นที่ของเขาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม มิฉะนั้น การที่จะพิทักษ์ รักษา และพัฒนาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ให้ประสบความสำเร็จก็จะไม่สามารถเป็นจริงได้ จะเป็นได้แต่เพียงแค่ความฝันเท่านั้น

บางตอนจากปาฐกถา "สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมกับธรรมรัฐ" ในการสัมมนาโต๊ะกลม แนวทางในการจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม 23 ก.ค. 2541

ของเก่าในเมืองไทย: จะทิ้งหรือจะเก็บ?

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

คงเป็นเพราะเมื่อสมัยเรียนชั้นประถมและมัธยมนั้น ผมได้ครูประวัติศาสตร์ที่สอนเก่งหลายท่าน ผมจึงชอบวิชานั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก และเลยสนใจและชอบโบราณคดีและโบราณสถานด้วย จำได้ว่า เมื่อไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยากับเพื่อนๆ ครั้งแรกเมื่อยังเรียนชั้น เตรียมอุดมศึกษาอยู่นั้น ผมไปเสียเวลาป้วนเปี้ยน อยู่กับพระเจดีย์ในวัดต่างๆอยู่เพลิน จนเพื่อนต้องไปตามให้ไปขึ้นรถกลับ

นิสัยชอบโบราณสถานติดตัวผมมาจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ และถึงแม้ไม่ได้เรียนเอาดีทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี แต่ผมก็ ศึกษาสองวิชานั้นเป็นงานอดิเรก และมีเวลาเมื่อใด ผมเป็นต้องหาโอกาสไปดูโบราณสถานต่างๆทั้งใกล้และไกลเมื่อนั้น

ผมสังเกตมานานแล้วว่า คนไทยเราส่วนมากสนใจแต่ของที่อยู่ในโบราณสถาน เช่น พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหรือวิหาร เป็นต้น แต่ละเลยหรือมองไม่เห็นคุณค่าของตัวโบราณสถานเอง เพราะฉะนั้นโบสถ์เก่าๆโบราณ จึงถูก "บุรณะ" เสียจนกระทั่งไม่มี ร่องรอยของความเก่าเอาไว้ให้ได้เห็นและศึกษา หรือมิฉะนั้นก็ถูกรื้อลงเพื่อสร้างขึ้นใหม่แทน

ครูประวัติศาสตร์และโบราณคดีอีกท่านหนึ่งของผมคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต ผมเคยมีโอกาสได้ตามเสด็จ ถวายความปลอดภัยแด่ท่านเวลาท่านเสด็จแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมประชาชนในหลายจังหวัด โดย เฉพาะจังหวัดในภาคใต้ เป็นโชคของผมที่เจ้านายพระองค์นั้นทรงมีความรู้แตกฉานในทางโบราณคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ ผมจึงได้เรียนอะไรใหม่ๆที่มีค่าจากท่านมากมาย เวลาเดินทางด้วยกันท่านมักจะทรงชี้ให้ผมดูเศษถ้วยชามโบราณที่ตกอยู่บนพื้น และรับสั่งแนะนำให้ผมเก็บเศษถ้วยชามเหล่านั้นเอาไปศึกษา

"ถ้วยชามดีๆ ใครเขาจะเอามาทุบให้เธอดูเนื้อของมัน" เป็นคำสอนของท่านที่ทำให้ที่บ้านของผมกลายเป็นที่เก็บเศษถ้วยชามโบราณ อยู่ในระยะหนึ่ง

พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีทรงห่วงใยโบราณวัตถุและโบราณสถาน และทรงพยายามอนุรักษ์ตามพระกำลังของพระองค์ ผมจำได้ว่า ท่านเคยประทานเงินส่วนพระองค์ให้วัดในภาคใต้เอาไปซื้อตู้มาสำหรับใส่พระพุทธรูปเก่าๆ แทนที่จะทิ้งเอาไว้บนหิ้งและชั้นอย่างที่ เสด็จไปทรงพบ

ครั้งหนึ่ง ผมตามเสด็จผ่านวัดท่าเรือ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรากฏว่ากำลังมีการใช้รถไถทำลายซากวัดโบราณวัด นั้นอยู่ เพื่อปราบที่ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ทรงเสียพระทัยมากที่ไม่สามารถจะช่วยรักษาซากวัดโบราณนั้นไว้ได้

ของเก่าในเมืองไทยนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร หรือมิฉะนั้นก็วัด เท่าที่ผมคุยกับเจ้าหน้าที่ ทราบว่างบประมาณ
ของรัฐที่ให้สำหรับบำรุงรักษาโบราณสถานนั้นมีจำกัด ส่วนวัดนั้นก็ดูแลของเก่าไปตามความรู้ความสามารถที่จำกัด เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรที่โบราณสถานเป็นจำนวนมากอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ผมเคยเห็นพระเจดีย์ในวัดหลายวัดมีกาฝาก ขึ้นอยู่ตามส่วนต่างๆของพระเจดีย์ เป็นสัญญาฯบอกให้รู้ว่า ในไม่ช้า เมื่อกาฝากเหล่านั้นโตขึ้นและกลายเป็นรากต้นไม้ รากและ ลำต้นของไม้ กาฝากเหล่านั้นก็จะดันอิฐที่ก่อเป็นพระเจดีย์นั้นให้แยกแตกออกจากกัน และองค์พระเจดีย์ก็จะถูกทำลายในที่สุด

ผมรู้ว่าพระท่านถือศีล 227 ข้อ ในจำนวนนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่ห้ามพระมิให้ "พรากของเขียวให้ขาดออกจากกัน" ท่านจึงตัดต้นไม้หรือ ทำลายกาฝากไม่ได้ แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้อยู่นั่นเองว่า คนอื่นๆที่ไม่ใช่พระทำไมจึงไม่ปีนขึ้นไปถอนหรือตัดกาฝากเหล่านั้นเสีย
และต่ออายุให้พระเจดีย์ออกไปบ้าง

ในบ้านเมืองอื่นที่โบราณพอๆหรือกว่าเรา คนที่เป็นห่วงของเก่าเขาไม่ดูดาย และไม่คอยรัฐบาลให้ช่วย แต่เขาลงทุนลงแรงทำกันเอง ในประเทศอังกฤษ เมื่อ ปี ค.ศ.1895 (พ.ศ.2438 หรือ 104 ปีมาแล้ว) คนใจบุญสามคนที่เป็นห่วงของเก่าได้ร่วมกันตั้ง National Trust หรือกองทุนแห่งชาติขึ้น เพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อมของชายฝั่งทะเลในชนบทและอาคารเก่าๆ มิให้ถูกทำลายเสียหายโดยการ "พัฒนา" หรืออุตสาหกรรม กองทุนนี้เป็นไปเพื่อสาธารณกุศลโดยแท้ และไม่ขึ้นต่อรัฐบาล แต่อาศัยศรัทธาบริจาคและค่าบำรุง ของสมาชิก ซึ่งมีจำนวนถึง 2.6 ล้านคน ในปัจจุบันนี้ กองทุนเป็นเจ้าของอาคารและอุทยานจำนวนกว่า 200 ในประเทศอังกฤษ และเวลส์ และไอร์แลนด์ เหนือ มีพื้นที่งดงามในชนบทอยู่ในความดูแลเป็นจำนวนประมาณกว่า 1.5 ล้านไร่ และมีบริเวณชายฝั่ง ทะเลที่อนุรักษ์เอาไว้อีกเกือบ 600 ไมล์ (ประมาณ 965 กิโลเมตร)

อาคาร อุทยาน และสถานที่ที่อยู่ในความดูแลของ National Trust นี้ ใครจะเข้าชมต้องเสียเงินไม่ต่ำกว่าคนละ 5 ปอนด์ หรือประมาณ 300 บาท ซึ่งอาจจะดูแพง แต่เมื่อเข้าไปเห็นภายในอาคารหรือสถานที่นั้นแล้ว ก็จะเห็นว่าอยู่ในสภาพงดงาม เรียบร้อยและแข็งแรง เชื่อว่าจะต้องคงทนถาวรด้วย

ในสหรัฐอเมริกาก็มีกองทุนแบบเดียวกันและชื่อ National Trust เหมือนกัน แต่อายุน้อยกว่าของอังกฤษ เพิ่งฉลองครบ 50 ปี ไปใน เดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2542 นี้เอง

โบราณสถานและธรรมชาติในชนบทของเมืองไทยยังมีให้ชมเป็นจำนวนมาก แต่หากปล่อยให้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล (โดยกรมศิลปากร) แต่ฝ่ายเดียว ก็คงจะไปไม่รอด เพราะงบประมาณที่จำกัด ถ้าจะให้อยู่คงทนถาวรไปจนถึงลูกถึงหลาน ก็เป็นหน้าที่ของคน ไทยเองที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์เอาไว้ทำนองเดียวกันกับ National Trust ของอังกฤษและอเมริกา

และจะต้องรีบทำ มิฉะนั้น ของเก่าและธรรมชาติอันงดงามของเราอาจจะถูกทำลายย่อยยับลงไปเสียก่อน
เพราะการพัฒนาและการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุและผลกำไร

สิ้นของเก่าและหมดธรรมชาติเสียแล้ว จะเหลืออะไรไว้ให้เราเรียกว่าเป็น "เมืองไทย" ได้ ?

นิราศฟลอเรนซ์
สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

ไหนไหนคนไทยเราก็ฉลองปีใหม่สากล 1 มกราคม และตื่นเต้น (ผนวกหวั่นๆ) กับการเข้าสู่สหัสวรรษใหม่สากลปี 2000 นี้แล้ว ขอถือโอกาสมาเล่าสู่กันฟังว่า ในเวทีนานาชาติมีอะไรใหม่ในเรื่อง "วัฒนธรรม" บ้าง

เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2542 ที่ผ่านมา มีการประชุมนานาชาติที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี " ฟลอเรนซ์ " เป็นเมืองหลวงของศิลปะ ยุคเรอแนสซองส์ (renaissance) มีผลงานของศิลปินเอกของโลกที่เราคุ้นชื่อเช่น ไมเคิล แอนเจโล (Michael Angelo) ลิโอนาโด ดาวินซิ (Lionardo da Vinci) และ บอตติเชลลี (Botticelli) และท่านอื่นๆ อีกมากมาย

นักเรียนศิลปะ ต้องได้ยินชื่อเมืองนี้ตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ/สถาปัตยกรรมตะวันตก นอกจากนี้ อาจารย์ศิลป พีระศรี ศิลปินชาวอิตาเลียนที่ประเทศอิตาลีส่งมาช่วยรัฐบาลไทย ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และได้เป็น ผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากรและกรมศิลปากรนั้น ท่านลงเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาบางกอกจากเมืองฟลอเรนซ์นี้เอง

ดิฉันเองใฝ่ฝันอยากจะได้ไปเยือนฟลอเรนซ์ตั้งแต่เป็นนักศึกษาปีที่ 1 กว่าฝันนี้จะเป็นจริงก็เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การประชุมครั้งนี้จัดโดยธนาคารโลก และรัฐบาลอิตาลี โดยความร่วมมือจาก UNESCO องค์กรสหประชาชาติที่ทำงานด้าน วัฒนธรรม ตั้งชื่อการประชุมว่า Culture Counts in Sustainable Development หรือ วัฒนธรรมสำคัญสำหรับการพัฒนา อย่างยั่งยืน จึงไม่น่า แปลกใจว่าทำไมเขาจึงเลือกเมือง ฟลอเรนซ์สำหรับการประชุมนี้

"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" เป็นคำที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ปี 2535 จากการประชุมนานาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งจัดโดยสห ประชาชาติ ประเด็นสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ตรงที่ว่า มีการยอมรับกันในระดับสากลว่าการพัฒนาที่ผ่านมาในประเทศ ที่ยังไม่รวย ที่มุ่งแต่จะหาทางร่ำรวยนั้น เป็น การพัฒนาที่ผิดพลาด เพราะได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างมลพิษมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม

"การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ในความหมายขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ และธนาคารโลก จึงหมายถึงการพัฒนาที่มี เป้าหมายในด้าน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคในสังคม

เมื่อสหประชาชาติ (หรือ UN) นิยาม "การพัฒนา" เสียใหม่ดังนี้แล้ว ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของ UN และเป็นลูกค้าของธนาคาร โลกจึงได้ตอบสนอง ต่อการพัฒนาแนวทางใหม่นี้ แวดวงวิชาการก็ขยับเนื้อขยับตัวตามแนวทางนี้กันยกใหญ่ จนกระทั่งคำว่า "ยั่งยืน" ได้กลายเป็นสร้อยที่ร้อยติดคำในอาชีพต่างๆ มากมาย เช่น เมืองที่ยั่งยืน อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน พลังงานที่ยั่งยืน เกษตรกรรมที่ยั่งยืน การบริโภคที่ยั่งยืน...องค์กร โครงการใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา...ตามชื่อเหล่านี้

การประชุมที่เมืองฟลอเรนซ์ จึงมีนัยยะสำคัญตรงที่ธนาคารโลกได้ลุกขึ้นมาเติมคำว่า "วัฒนธรรม" ลงไปในนิยามของ "การพัฒนา อย่างยั่งยืน" ด้วยแล้ว

การประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมจากกว่า 100 ประเทศ แบ่งการประชุมเป็นกลุ่มต่างๆ มากมาย มีบทความที่น่าสนใจเช่น "ความสัมพันธ์ของ วัฒนธรรมกับการพัฒนา" "สถานะขององค์ความรู้ในเรื่องการจัดการวัฒนธรรม" และ "สู่ยุทธศาสตร์ใหม่ของวัฒนธรรมในการพัฒนา อย่างยั่งยืน" เป็นต้น และแถมท้าย...มีคนดังอย่าง สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ฮิลารี คลินตัน มากล่าวปิดงาน

ที่น่าติดตามต่อ ก็คือ ตอนต่อไปของบทบาทของธนาคารโลก และสหประชาชาติ ว่าจะสร้างผลต่อเนื่องในการผลักดันความสำคัญของ "วัฒนธรรม" ได้เหมือนอย่างการผลักดันเรื่อง "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" หรือไม่.

บอกเล่า
นางเมรี

ฉบับแรกนี้เข้าประจำที่รายงานกิจกรรมที่ผ่านมาในรอบปี 2542 ของกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ในปีนี้กองทุนฯ เสนอเรื่องราว
ของ 'สายน้ำ' กับความผูกพันทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย เพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับ 'น้ำ' ผ่านทางกิจกรรมของ
กองทุนฯ และผ่านสายตานักวิชาการแขนงต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมมองเห็นความสำคัญและไม่ละเลยต่อ
"สายน้ำ...สายใยชีวิต"
มิเช่นนั้นอาจซ้ำรอยกับที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงของเราได้ประสบมา

โครงการแรก ศิลปินกับสายน้ำ: ล่องแม่กลอง...ท่องแม่น้ำเพชร แรกเริ่มประเดิมฤกษ์ดี ออกเดินทางในวันแม่ คือวันที่ 12-14 สิงหาคม ชวนเชิญศิลปินกว่า 40 ชีวิต ล่องเรือไปตามแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม จ. ราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี วาดภาพเกี่ยวกับสายน้ำกับสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ตามสไตล์และมุมมองของศิลปิน แต่ละท่านล้วนขะมักเขม้นหยิบสีตวัด พู่กันขีดเขียนกันอย่างเต็มที่ ผ่านพ้นไปด้วยดี แฮปปี้กันถ้วนหน้า

โครงการถัดมา นิทรรศการภาพเขียน "ศิลปินกับสายน้ำ: ล่องแม่กลอง…ท่องแม่น้ำเพชร" จัดขึ้นระหว่างวันที่
10-15 กันยายน
ที่โรงแรมอิมพิเรียลควีนส์ปาร์ค เป็นโครงการต่อเนื่อง จัดแสดงผลงานภาพเขียน กว่า 170 ภาพ ที่ศิลปิน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวริมสองฝั่งน้ำออกมาบนผืนผ้าใบในแต่ละมุมมองของศิลปิน งานนี้ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ประธานกองทุนฯ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และผู้มีใจรักศิลปะมากมายร่วมชื่นชมและซื้อผลงานของศิลปิน รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนกองทุน สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

เข้าสู่เดือนตุลาคม หน้าฝนกำลังจะลา วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม ที่โรงแรมอิมพิเรียลควีนส์ปาร์ค กองทุนฯจัดงานบรรยาย พิเศษ "คิดคำนึง ถึงสายน้ำ" เพื่อสายน้ำกับความผูกพันทางชีวิตและวัฒนธรรม ท่ามกลางเสียงฝนพรำประกอบการ บรรยาย โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และ อ.ล้อม เพ็งแก้ว และร่วมอภิปรายโดย คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ และคุณธีรภาพ โลหิตกุล โดยมี ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
ผู้ฟัง งานนี้ได้ความรู้ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชวนให้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำที่ปัจจุบันหลายคนเริ่มจะลืมเลือน

และช่วง 1-7 ตุลาคม 2542 ร่วมกับกลุ่มรักษ์คลองภาษีเจริญ "คัดค้าน" โครงการรถไฟฟ้าเลียบคลองภาษีเจริญ ของ กทม. โดยการจัดเสวนาข้อดี-เสีย ของโครงการฯ โดยนักวิชาการ: ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, สส.สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช เป็นต้น งานนี้กองทุนฯ ร่วมภูมิใจกับพลังน้ำใจของคนเมืองที่ยังรักษ์สายน้ำและวิถีชีวิตวัฒนธรรม ริมคลองไม่ให้ถูกทำลายไป

เข้าสู่หน้าหนาว วันที่ 15-18 ธันวาคม 2543 กองทุนฯ ได้เข้าร่วม การประชุมสมัชชาองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น ที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่าน กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมกับหน่วยอนุรักษ์ฯ ทั่วประเทศ โดยความร่วมมือกับกองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและ แผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมผลักดันกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมต่อไป

กิจกรรมที่ผ่านมาทั่งปีล้วนผ่านพ้นไปด้วยดี เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจจากผู้อ่านและผู้รักษ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมสร้างให้ก้าว ย่างสู่สหัสวรรษใหม่อย่างแข็งแกร่ง ในปีหน้าสองตองศูนย์ แต่ไม่สูญเปล่า กิจกรรมคร่าวๆ ของกองทุนฯ มีอะไรบ้าง ตามมาได้เลยค่ะ

กิจกรรมถัดมาพาเบิกฟ้าพาไปทัวร์เมืองหลวงพระบาง ม่วนซื่นเมืองลาว.ระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2543 พาไป สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านย่านเอเชียอาคเนย์ โดยมี อ.เสนอ นิลเดช เป็นวิทยากรรับเชิญ ผู้สนใจติดต่อ กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม โทร. 742-9641-50 ต่อ 751

โครงการถัดมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เป็นโครงการจัดพิมพ์หนังสือสารคดีภาพ "สายน้ำ...สายใยวัฒนธรรม" ของสำนัก พิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน เนื้อหาภายใน ประกอบด้วยภาพเขียนของศิลปินจากการล่องเรือ พร้อมภาพเบื้องหลังการทำงาน ที่ศิลปินร่วมถ่ายทอดมุมมองอันหลายหลาก ถึงคราวที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้ชื่นชมและเป็นเจ้าของกลับไปนอนกอดที่บ้านฝันดีกันถ้วนหน้า