เปิดม่าน

บก.. ไกรสุข

เพื่อนกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

 

การลงทุนทางวัฒนธรรม

ดร. พิสิฐ เจริญวงศ์

จิ้งจกทัก

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

เติมชีวิตให้พิพิธภัณฑ์

ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

บอกเล่า

นางเมร

คำถามนี้มีที่มา

หนูหริ

 


เปิดม่าน

บก. ไกรสุข

กุมภาพันธ์ ผันมาสู่ฤดูร้อน …..เป็นเพลงไทยเดิมที่ใช้ร้องในชั่วโมงขับร้องของนักเรียนมัธยม เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่บอกกล่าวเล่าเรื่อง ถึงฤดูกาล บรรยากาศย่างเข้าสู่หน้าร้อน ข้าวกล้าเจริญงอกงามท่ามกลางแสงแดดต้นฤดูเสมือน "อุ่นไอแดด" กระจายกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า อบอวล บนแผ่นดินบ้านของเรา

เป็นปลื้มเอามากๆ หลังจากเริ่มหว่านพืชพันธุ์เมล็ดแรกที่เป็นสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม หวังให้งอกงามแพร่กระจายออกไปทั่วผืนแผ่น ดินไทย ตื้นตัน ตัวลอย ในคำยอว่าจดหมายน้อยน่ารัก น่าสนใจ ของคุณพรรณิภา โสตถิพันธุ์ กลุ่มเด็กไทย หัวใจไท จากสงขลา พร้อมแนะให้ทอดสายตาไปถึงท้องถิ่นต่างจังหวัดให้มากๆ ตามด้วยท่านรองอธิการ ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ สถาบันราชภัฏนครศรี ธรรมราช ขอให้ออกจดหมายน้อยต่อเนื่อง ไม่เพียงภาคใต้เท่านั้นมีมาจากทุกภาค จะเห็นในคอลัมน์บอกเล่าและเพื่อนกองทุนฯ ขอขอบคุณเป็นที่สุดจะขอตอบสนองน้ำใจทุกท่านตลอดไป

ชักจะได้ใจจากคำชม และไมตรีที่หยิบยื่นให้จดหมายน้อยจึงขอฉวยโอกาสนี้ บอกกล่าวรบกวนผู้มีน้ำใจและเป็นเพื่อนกองทุนนี้ กรุณาเขียนเลยอย่างเพียงแต่ คิดเฉยๆ หากมีเรื่องราวที่จะบอกกล่าวถ่ายทอด เปิดประเด็น ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ก่อนที่ของดีที่เรามีอยู่และมรดกทางวัฒนธรรม จะถูกมองข้าม ถูกซื้อ ถูกทำลายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพื่อประโยชน์เล็กๆน้อยๆ

จดหมายน้อยฉบับนี้ นอกจากสีสันที่ดูแล้วเริ่มอุ่นไอแดด ยังมีรังสีของผู้อำนวยการกองทุนฯ แผ่ วิธีคิดที่เป็นประเด็นที่จะให้หลายๆ ฝ่ายได้ฉุกใจ หันหน้ารวมกัน ร่วมคิดเพื่อความรู้สึกทางใจและภูมิใจของท้องถิ่น มากกว่าการบงการหรือหลงว่าท้องถิ่นต้องการเช่นนั้น จากส่วนกลาง ควรเริ่มได้แล้ว

เรื่องเอกสาระสำคัญในจดหมายน้อยนี้ คุณพิสิฐ เจริญวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ (SEMEO-SPAFA) ได้กรุณาถ่ายทอดความรอบรู้ จุดประกายแห่งความหวังเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมและรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และท่านผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอีกท่านหนึ่ง ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาและคณะให้ความเมตตาร่วมส่ง "จิ้งจกทัก" มาส่งเสียงให้รู้ว่า อย่าเพิ่งใจด่วนให้กับบางคน บางกลุ่ม บางท้องถิ่น ชะงักไว้บ้าง ถ้ายังไม่สะกิดใจจะส่ง อย่างอื่นมาทักต่อไป

ฉบับหน้าจะไม่บอกอะไรทั้งนั้น รอดูว่าเพื่อนจดหมายน้อยจะบอกให้เราทำอะไร อย่างไรเราก็เตรียมไว้แล้ว โปรดติดตามต่อไป

สวัสดีครับ

เพื่อนกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

 

ข้อมูลเพื่อนกองทุนฯ ท่านแรกมาถึงประมาณกลางเดือนมกราคม และจากนั้นก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆครับ คงนึกภาพไม่ออกว่า กองบก. ดีใจกันมากขนาดไหนที่มีผู้ตอบรับเป็นเพื่อนของเรา เป็นกำลังใจให้เรามุ่งมั่นในการทำงานเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมต่อไป

ขณะนี้กองทุนฯ เริ่มมีเพื่อนหลากหลาย ทั้งเป็นกลุ่ม องค์กร เป็นอาจารย์ นักศึกษา สถาปนิก นักวิจัย พนักงานบริษัท หลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็น ประโยชน์ในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม มีทั้งที่ต้องการให้ มีการเผยแพร่ข่าวสารความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในท้องถิ่น จนถึงการลงมือปฏิบัติในการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม การมีกิจกรรมที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วม บางท่านได้ย้ำเตือนเราถึง "พืชพันธุ์เมล็ดแรก" เด็กๆ และเยาวชนที่รอการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้งอกงามและยั่งยืน รวมทั้งการมีกิจกรรมที่ร่วมกันทำทั้ง ครอบครัว อันจะเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมโดยตรงที่อบอุ่นและมั่นคง และที่ลืมไม่ได้ ก็คือ "ชุมชนท้องถิ่น" พลัง สำคัญที่จะพิทักษ์รักษาและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง

กอง บก. ขอขอบคุณข้อเสนอแนะทุกๆ ข้อของเพื่อนกองทุนฯ ที่มีมาและที่จะมีตามมา ซึ่งล้วนชี้แนะแนวทางการขับเคลื่อนของ กองทุนฯ ต่อไป

สำหรับท่านที่อาจจะเพิ่งรู้จักจดหมายน้อยฉบับนี้เป็นครั้งแรก กองทุนฯ ยังรอทุกท่านที่ยินดีจะเป็นเพื่อนกับเรา เพียงท่านกรอกข้อมูล ต่างๆ ในใบแนบ ส่งจดหมาย หรือโทรสารมายังกองทุนฯ และหากเพื่อนท่านใดต้องการเขียนจดหมายมาคุยกัน สามารถส่งมาถึง บรรณาธิการ "จดหมายน้อย" เราจะนำมาตอบกันใน คอลัมภ์นี้ในฉบับต่อๆ ไปครับ

การลงทุนทางวัฒนธรรม

ดร. พิสิฐ เจริญวงศ์

การพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเรียนรู้ว่าประเทศมีทรัพยากรอะไรบ้าง แล้วศึกษาหาวิธีจัดการให้ทรัพยากรเหล่านั้น เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด และยั่งยืนนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นทรัพยากรอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่เอามาใช้ให้เต็มที่ หรือใช้แล้วแต่ใช้ไม่เป็น จึงได้ประโยชน์น้อย และเสีย หายมาก ทั้งๆที่ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสิ่งพิเศษกว่าสิ่งของทั่วๆไป เนื่องจากมีคุณสมบัติหลายประการอยู่ในตัว นอกจากจะเป็น หลักฐานความเป็นมาของมนุษย์และของสังคม หรือศิลปกรรมเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจสมัยหนึ่งสมัยใด หรือเป็นความภาคภูมิใจ ของคนในสังคมแล้ว ยังเป็นตัวสินค้าที่วิเศษกว่าสินค้าประเภท อื่นใดในโลกด้วย เพราะมีชีวิตทางเศรษฐกิจ (economic life) ยาว
กว่าสินค้าทั่วไป มีคุณค่าเพิ่มเพราะมีประวัติศาสตร์อยู่ในตัว และราคาดี เพราะขึ้นอยู่กับฝีมือมากกว่าค่าแรงถูกหรือราคาของวัสดุ ที่ใช้ผลิต

ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แต่เป็นส่วนใหญ่และเป็นรูปธรรม คนส่วนมากจึงแยกออกจากกันให้เป็นสองเรื่องเพื่อความสะดวก เดี๋ยวนี้คนสนใจเรื่อง วัฒนธรรมกันมากขึ้น วงการโบราณคดีในประเทศตะวันตกตั้งหลักสูตรการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม (Cultural Resource Management) กันมากมาย โดยนิยามคำ "ทรัพยากรวัฒนธรรม" ให้หมายถึง "มรดกวัฒนธรรม (cultural heritage) คือของที่บรรพบุรุษสร้างและคงเหลือตกทอดมาถึงคนรุ่นเรา ซึ่งก็เป็น"ทรัพยากรโบราณคดี" (archaeological resource) ในรูปของ โบราณสถานหรือแหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุ นั่นเอง

การจัดการกับสิ่งที่เป็นมรดกวัฒนธรรมดังกล่าว ต้องเริ่มที่ "อนุรักษ์" แล้วใช้ประโยชน์ทีหลัง

ในส่วนที่เป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้น (creativity) ใหม่ เราเน้นเรื่อง "พัฒนา" ไม่ว่าจะ "แบบ" หรือ "ฝีมือ"

งานอนุรักษ์และพัฒนาจึงอยู่ในกระบรวนการใช้ประโยชน์ "มรดก" ที่ดี ที่มีคำขวัญเป็นคำภาษาอังกฤษว่า "a wise use of heritage" และเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "un bon usage du patrimoine"

ศิลปะและวัฒนธรรมสร้างงานให้คนได้มากมาย ในประเทศฝรั่งเศสมีคนกว่า 400,000 คน ทำงานด้านนี้ คิดเป็นร้อยละ 1.7 ของการ จ้างงาน และจำนวน "ผู้จัดการทางวัฒนธรรม" (cultural manager) เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ในรอบ 8 ปี ตัวเลขสถิติของประเทศอื่น ๆ ยังมี อีกมากมาย แต่ยกของฝรั่งเศสแห่งเดียว เพราะต้องการให้เห็นว่าศิลปะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ต้องเรียนรู้เพื่อหาวิธีการจัดการให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทั้งทางการศึกษา สังคมและเศรษฐกิจ

ลอนดอนเมืองเดียวมีพิพิธภัณฑสถานและหอศิลป์มากกว่าเมืองไทยทั้งประเทศ เพราะเขาเลือกศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันการ ศึกษาใหญ่ๆ ธุรกิจข้ามชาติ ฯลฯ ไม่ใช่หาบเร่แผงลอยเป็นดัชนีแสดงอารยธรรมเมือง

พิพิธภัณฑสถานส่วนมากไม่เก็บค่าเข้าชม แต่แนะให้บริจาค (suggested donation) มีตั๋วราคาต่างๆ เหมือนใบเสร็จให้อนุญาตให้ ถ่ายรูปได้ในที่ทั่วไป เว้นแต่ส่วนที่แสงอาจทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ เช่น หนังสือเก่าและผ้าโบราณ เป็นต้น

ในปีหนึ่ง ๆ คนเดินทางท่องเที่ยวปารีสแห่งเดียว ลอนดอนแห่งเดียว มาดริดหรือโรมแห่งเดียวกว่า 15 ล้านคน ในขณะที่การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยตั้ง เป้าหมายปีนี้ให้มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย (เนื้อที่ 5 แสนกว่าตารางกิโลเมตร) 8.8 ล้านคน

กรุงเทพมหานครมีขนาดใหญ่กว่าลอนดอนและปารีสมาก มีมรดกวัฒนธรรมกระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วไป ไม่ใช่แค่พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดเบญจมบพิตร และวัดสุทัศน์เทพวราราม ฯลฯ เท่านั้น

กรุงเทพมหานคร มีงบประมาณมากพอที่จะทำให้กรุงเทพฯ สะอาด สวยและสง่างาม สมชื่อ "เทพยดามหานคร" กว่านี้มาก ถ้าเรียน รู้การจัดการทรัพยากรให้ถูกต้อง อย่างน้อยก็มีรสนิยมทางศิลปะพอสมควรที่จะไม่เอาถังขยะสีเขียวสีเหลืองไปตั้งเด่นตามถนน เหมือนประติมากรรมตกแต่งเมืองอย่างในปารีส

ปัจจุบันหน่วยงานรับผิดชอบเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถาน อุทยานประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีพิเศษบางแห่งได้ปีละ 100 ล้านบาท จากค่าเข้าชมของคนไทย 5 หรือ 10 บาท และต่างชาติ 20 บาท แต่ผลพลอยได้ของธุรกิจอื่น เช่น การเดินทาง การขนส่ง ที่พัก อาหาร และอุปกรณ์การเดินทางและท่องเที่ยว (กล้องถ่ายรูป ฟิล์ม และค่าอัดล้าง) และของที่ระลึก รวมแล้วคงหลายหมื่นล้านบาท

การทำของที่ระลึกนั้น สั่งทำที่ไหนก็ได้ แฮร์รอดส์สั่งจากจีนหลายรายการ ตุ๊กตาทหารยามที่เปลี่ยนยามหน้าพระราชวังบัคกิงแฮมก็ ทำจากจีน ไทยเราสมัยที่ยังทำเบญจรงค์ไม่เป็นก็สั่งทำจากจีน แต่ขายที่เรา อังกฤษเรียกธุรกิจนี้ว่า cottage industry ซึ่ง่ให้ภาพชัด เจนว่า ทำที่บ้านก็ได้ไม่ต้องมีโรงงานใหญ่โต และใครๆ ก็ทำได้

พิพิธภัณฑสถานและหอศิลป์ทุกแห่งมีของที่ระลึกและหนังสือขายทั้งนั้นแหละครับ ที่ใหญ่ๆรับส่งทางไปรษณีย์และจัดส่งทางเครื่องบิน ให้ด้วยซ้ำไป โดยรับประกันสภาพและคุณภาพเต็มที่ หากชำรุดหรือไม่ชอบใจก็คืนได้ ใครใคร่ซื้อ ซื้อได้เลย จะเอากล่องใส่ปากกาดินสอ เป็นโลงศพมัมมี่ หรือนาฬิกาแมลงสแคแรบ เนคไทสวยลายของพวกเคลท์ของยุโรปตะวันตก อายุประมาณคริสตศตวรรษที่ 7-8 ประมาณทวารวดีของเรา หรือลายศิลปะของเมารีก็ยังได้ หรือจะเอา แหวนเงินหรือทองแบบแองโกล-แซกซอน ต่างหูโรมัน ฯลฯ ร้อยแปดพันเก้าชนิด น่าซื้อน่าใช้ทั้งนั้น การจัดการวัฒนธรรมของเขาดีจริงๆ

ผมคิด พูด และเขียน หลายครั้งในที่หลายแห่งว่า ถ้าเราลงทุนทางวัฒนธรรมด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ (ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นศิลปะวัตถุด้วย) สร้างพิพิธภัณฑสถาน หอศิลป์ อุทยานประวัติศาสตร์ ดึงดูดความสนใจให้คนของเราและของเขาเข้ามาดู ให้ได้ รู้จักเรา และจ่ายค่าบริการ (ในการชม) ให้เรา เราไม่เพียงแต่ได้กำไรเป็นตัวเงิน แต่ได้ประชาสัมพันธ์ประเทศไปในตัวด้วย และสินค้า นั้นๆ ก็ยังเป็นของเราเหมือนเดิม อย่างนี้ไม่เรียกว่า "สินค้าวิเศษ" แล้วจะเรียกว่าอะไร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทแด่พนักงาน ท.ท.ท. (ขณะนั้นเป็น อ.ส.ท.) เมื่อ พ.ศ. 2514 ว่า การที่ชาว ต่างประเทศได้เห็น ทิวทัศน์ของเมืองไทย ทราบประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง สัมผัสอัธยาศัยอันเปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีของคนไทย เขาจะ ชมชอบเรา มีมิตรมากขึ้น เขาจะ ประชาสัมพันธ์ให้เรา "...ก็ทำให้เราได้รับผลในทางการเมือง และในทางความปรารถนาดีจากชาว ต่างประเทศ..." "...ย่อมทำให้การติดต่อในทางการหรือ ในทางธุรกิจกับเมืองไทยดีขึ้น..." ไม่ได้รับสั่งถึง "กำไรที่เป็นตัวเงิน" ซึ่งปีนี้ ท.ท.ท. คาดว่าจะได้สามแสนสี่หมื่นล้านบาทเข้าประเทศแม้แต่น้อย เพราะ อย่างไรก็ต้องได้อยู่แล้ว แต่รับสั่งถึง "กำไร" ตัวอื่น ๆ ซึ่งอาจสำคัญ กว่าแต่ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แม้ในปัจจุบัน

ศิลปะและวัฒนธรรม ลงทุนน้อย กำไรมาก และกำไรนั้นไม่ได้เป็นตัวเงินอย่างเดียว ยังได้เป็นกำไรทางใจอีกด้วย

ประเทศไทยมีประชากร 61-62 ล้านคน แต่มีผู้ชำระภาษีเพียง 4.5-5 ล้านคน เท่านั้น ถ้าเราสร้างงาน cottage industry ให้คนที่มี อายุตั้งแต่ 15 ถึง 65 ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน นอกจากรัฐจะไม่ต้องรับภาระดูแลคนว่างงานแล้ว ยังได้ภาษีเงิน ได้บำรุงประเทศด้วย

คิดกันดูสิครับว่า ประเทศไทยจะมั่งคั่งขนาดไหน ถ้ามีผู้ชำระภาษี 35 ล้านคน อย่าว่าแต่จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้เร็วขึ้นเท่านั้นเลย ดีไม่ดียังพอให้ประเทศอื่น กู้ได้ด้วยซ้ำไป

รัฐไม่ต้องช่วยอะไรมาก เพียงแต่ลดภาษีบางอย่างให้บ้าง และช่วยการตลาดในต่างประเทศหน่อย อีกไม่นานก็รวยกันแล้ว!

2 กุมภาพันธ์ 2543

จิ้งจกทัก

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

คำว่า "จิ้งจกทัก" นี้ เป็นคำพูดคำเตือนของคนในสมัยโบราณที่ยังคงใช้กันมาทุกสมัย เพียงแต่ว่าในปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครนิยมพูดบ่อยนัก มีความหมายในลักษณะที่เตือน บอกเหตุ หรือทักท้วง โดยอาศัยสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่อยู่คู่บ้านของคนไทยเรามาแต่โบร่ำโบราณ มาช่วย สะกิดเตือน บางคนก็ถือเอาเป็น ลางว่า ถ้าจิ้งจกในบ้านร้องทักก่อนออกจากบ้านเป็นต้องยกเลิกการออกจากบ้านนั้นไปเสีย เป็นต้น เลยขอนำเอาคำว่า จิ้งจกทัก และความหมายนี้มา ใช้ในด้านวัฒนธรรมบ้าง เพื่อเป็นการช่วยย้ำเตือนเสนอแนะเกี่ยวกับการ อนุรักษ์พัฒนาและสืบสานมรดกไทย