เปิดม่าน

บก.. ไกรสุข

สองฝั่งน้ำเพชร

ล้อม เพ็งแก้ว

จิ้งจกทัก

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

ว่าที่ผู้ว่าฯกทม.กับวัฒนธรรมคลอง

ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

บอกเล่า

นางเมร

คำถามนี้มีที่มา

หนูหริ


เปิดม่าน

บก. ไกรสุข

ขอเปิดม่านจดหมายน้อยฉบับนี้ ด้วยความรู้สึกนึกคิดถึงวิถีชีวิตริมคลอง ที่ยังมีการสืบทอดชีวิตความเป็นอยู่ ต่อเนื่องมากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยส่วนใหญ่ รักที่จะอยู่ใช้ชีวิตตามแนวลำน้ำ ดังนั้นชุมชนจึงอยู่หนาแน่น ตามริมคลอง ริมแม่น้ำ สะดวกกับการดำรงชีวิต การสัญจรและอาชีพการเกษตร บ้านเรือนทั้งหลายพากันหันหน้าบ้านเข้าสู่ลำน้ำ มีความคุ้นเคยผูกพันกันมาช้านาน ดังที่ ท่านอานันท์ ปันยารชุน ประธานกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ได้บันทึกไว้ในการเปิดงานนิทรรศการภาพเขียน “ศิลปิน กับสายน้ำ : ล่องแม่กลอง ท่องแม่น้ำเพชร” ว่า “น้ำกับคนไทย มีความผูกพันมานาน และสายสัมพันธ์ระหว่างชีวิตคนไทยกับแม่น้ำ ลำคลอง จำเป็นต้องรักษาไว้”

ปัจจุบันวิถีชีวิตริมน้ำได้เปลี่ยนไป ชุมชนริมน้ำกำลังมีชีวิตหันหลังให้กับลำน้ำ หันหน้าเข้าสู่ถนนเพื่อดำรงชีพในปัจจุบันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเขตกทม. และรอบๆกทม. ลำน้ำถูกเบียดไปเป็นถนน เปลี่ยนเป็นท่อระบายน้ำ เป็นที่กักขังน้ำเน่า ขยะและพืชน้ำ จนมอง ไม่ออกว่า ยังเป็นลำน้ำอยู่อีกหรือ ไม่ แต่ขณะนี้อาจจะเป็นโชคหรือความเผอิญไม่ทราบ ลำน้ำลำคลองยังไม่ถูกมองข้ามไปเสียทีเดียว กำลังถูกนำมาเป็นเป้าหมาย ชูประเด็นแข่งกันหา เสียง ผู้ที่จะเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ผู้อำนวยการกองทุน สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ได้นำเสนอความเห็นที่น่าคิดและน่าสนใจเป็นอย่าง มากในจดหมายน้อยนี้แล้ว

แม้ว่าวิถีชีวิตริมน้ำในกทม. และจังหวัดชายกรุง จะต้องสูญเสียสภาพไปด้วยสาเหตุส่วนหนึ่งที่ เป็นที่ยอมรับกัน คือ การพัฒนา ประเทศ และรับ ความเจริญในรูปต่างๆ โดยลืมนึกถึงผลกระทบในระยะยาว เรายังพอมีบางท้องถิ่นใกล้กรุงเทพฯ เช่น จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร จ.เพชรบุรี ที่ยังมีแม่น้ำและชุมชนริมน้ำเหลืออยู่บ้าง แม้จะมี สภาพไม่เหมือนดั้งเดิมก็ตามสภาพ ผสมผสานกับปัจจุบันยังหลงเหลือให้พอได้ชื่นชมบ้าง เรามีท่านผู้อาวุโส เปรียบเสมือนสถาบันหนึ่งได้ ในเรื่องของความรอบรู้ลึกซึ้ง ในวรรณคดี มีความรักในสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ศิลปกรรม ผู้นี้คือ อ.ล้อม เพ็งแก้ว ที่ปรึกษากองทุนฯอีกท่านหนึ่งของเรานี่เอง ท่านไม่ได้มาตามลำพัง ท่านมาพร้อมกับ ท่าน “สุนทรภู่” ที่ อ.ล้อมคุ้นเคยมากเป็นพิเศษ นำความสวยสดงดงาม แฝงปรัชญามา ให้เราได้ระลึกถึงลุ่มแม่น้ำเพชร และหวังว่าเราคงได้มีส่วนร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้เป็นวัฒนธรรมห้อหุ้มกายและใจพวก เราต่อไป

อยากชักชวนพวกเราเพื่อน CEF ทั้งหลายได้ ร่วมมือกันปรบมือเป็นเกียรติให้กับความร่วมมือระหว่างประชาคมกับส่วนราชการ ท้องถิ่นที่ริเริ่มร่วมกันรักษา สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่มีคุณค่า ของท้องถิ่น คือ ที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย และสถานี ตำรวจภูธร อำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ ไว้ด้วยความรักและรู้ซึ้งถึงสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ดังที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ยามนี้ อาคารบ้านเรือนของเอกชน ก็ประสบปัญหาค่าใช้ จ่ายในการรักษาสภาพ เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นไม้ ส่วนอาคารสถานที่ ราชการที่เคยใช้หรือกำลังใช้ ประสบภาวะการขยายหน่วยงาน หาที่ดินไม่ได้ ไกลเกินไป ต้องรื้ออาคารดั้งเดิมทิ้งเพื่อสร้างใหม่ คุณค่า เหล่านี้ต้องสูญเสียไป โดยไม่รู้คุณค่ามากมาย หวังว่าวีรกรรมของชาวแม่สรวย ชาวพระประแดง ร่วมกับข้าราชการท้องถิ่น คงเป็น แบบฉบับให้กับประชาคมอื่นๆทั่วไป เราขอร่วมเป็นภาคีและชื่นชมต่อไป


สองฝั่งน้ำเพชร

ล้อม เพ็งแก้ว

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมทางศิลปกรรม นำโดยท่านอาจารย์นิจ หิญชีระนันทน์ ได้ไปประชุม ที่เมืองเพชรบุรี และมีรายการมีทัศนศึกษาล่องชมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีอยู่ด้วย นัยว่าเพื่อตามรอยสุนทรภู่ ที่เดินทางไปเมืองเพชรบุรี และได้แต่งนิราศที่เลื่องลือไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ ผมจึงถูกเพื่อนฝูงรุ่นน้องขอให้ช่วยนำทางและบรรยายประกอบตลอดเส้นทาง

เป็นเรื่องปรกติของการประชุมที่มีคนหมู่มาก เวลาที่กะไว้ว่าจะไปลงเรือที่วัดปากคลอง ประมาณบ่ายโมง จึงมีอันต้องเลื่อนออกไป กว่าหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นก็มีการส่งสารจากเรือที่คอยอยู่ ว่าหากเวลาต้องเลื่อนเลยบ่ายสองออกไป จะต้องไปลงเรือที่วัดเขา-ตะเครา เพราะเรือไม่อาจจะลอดผ่านสะพานตรงปากคลองบางครกได้ และสะพานแห่งนี้จะมีปัญหาเรื่องเรือลอดอยู่แทบทุกครั้ง ที่มีการจัดการท่องเที่ยวทางเรือ เพราะหน่วยงานราชการ ผู้รับผิดชอบในการออกแบบถนนและสะพาน ทำสะพานไว้ล้ำเกินไป เช่นเดียวกับสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ในถนนสายธนบุรีปากท่อ ที่กรมทางหลวงสร้างไว้ล้ำเกินไป เรือลอดไม่ได้ และขณะนี้กำลัง เปลี่ยนสะพานให้สูงขึ้น สงสัยว่ารัฐบาลและกรมทางหลวงคงมีเงินเยอะมากจึงออกแบบสะพานไว้เพื่อทุบสร้างใหม่ และไม่ทราบว่า
เรื่องแบบเดียวกันนี้จะเกิดกับสะพานที่ปากคลองบางครกอีกหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เห็น

สุนทรภู่ท่านเดินทาง ไปเมืองเพชรโดยเรือสี่แจว มีเวลาในการทัศนาสองฝั่งให้อย่างเต็มที่ แต่การตามรอยท่านครั้งนี้ต้องใช้เรือยนต์ ซึ่งขัดขวางการบรรยายจนทำไม่ได้ สมาชิกจึงได้แต่ชมธรรมชาติสองฝั่งน้ำ ซึ่งยังคง

เห็นนกบินกินปลาล้วนน่ารัก นกปักหลักลงน้ำเสียงป้ำป่วม
นกกระเด็นเต็นตามนกกามทวม กับเหี้ยต้วมเตี้ยมตะกายตามชายเลน

เมื่อผ่านคลองลัดจะตรงไปยี่สาร อากาศครึ้ม ฝนทำท่าจะตก คนเรือบอกว่าน่ากลัวจะมีพายุข้างหน้า ขอกลับหลังไปออกปากอ่าว ดีกว่า ก็เป็นอันตกลงตามนั้น

ยังไม่ทันออกปากอ่าว ลมยิ่งพัดแรง ฝนกระหน่ำหนัก จนมองอะไรไม่เห็น ต่อจากนั้นทั้งเสียงลมเสียงคลื่นอื้ออึงไปหมด เรือโยนตัว อย่างน่ากลัว คนขับเรือขอร้องให้นั่งนิ่งๆ และบอกว่า อาจจะต้องแล่นออกปากอ่าว จะได้หลีกลมแรง แต่หลายเสียงบอกว่าให้หา ทางเข้าฝั่งจอดเถิด เพราะฝนสาดจนเปียกปอนกันทั่วทุกคน

พอฝนเกือบซาเม็ด นายท้ายก็สามารถนำเรือเข้าจอดตรงท่าวัดปากอ่าวได้ บอกว่าตั้งแต่แล่นเรือมายังไม่เคยเจออย่างนี้

ทุกคนดีใจรีบขึ้นฝั่ง เห็นหลังคาท่าน้ำเปิดเปิง กระเบื้องและสังกะสีมุงหลังคาเกลื่อนบริเวณ พวกเราต่างวิ่งเข้าไปหลบใต้สะพาน โดยมิได้นัดหมาย ต่างยิ้มให้กัน ผมปลอบใจว่า นี่ละคืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล คิดว่าทุกคนคงจะจดจำฝังใจเหตุการณ์วันนี้ไปอีกนาน ทำให้นึกถึงท่านสุนทรภู่ เข้าใจว่าคงจะเกิดเหตุคล้ายกับวันนี้เช่นเดียวกัน

 

เห็นเมฆกลัดกลางทะเลบนเวหา

เสียงโครมครึ้นคลื่นกระทั่งฝั่งชลา ลมสลาตันตึงหึ่งหึ่งฮือ
นาวาเซเหหันให้ปั่นป่วน ต้องแจวทวนท้ายหันช่วยกันถือ
ถึงสี่แจวแล้วเรือยังเหลือมือ ลมกระพือพัดโงงดูโคลงเคลง
ทั้งคลื่นซ้ำน้ำซัดให้ปัดปั่น โอ้แต่ชั้นคลื่นลมยังข่มเหง
น่าอายเพื่อนเหมือนคำเขาทำเพลง มาเท้งเต้งเรือลอยน่าน้อยใจ
ยิ่งแจวทวนป่วนปั่นยิ่งหันเห ลมทะเลเหลือจะต้านทานไม่ไหว
เสียสวบเสยเกยตรงเข้าพงไพร ติดอยู่ใต้ต้นโกงกางแต่กลางคืน


แม่น้ำเพชร รวมไปถึงทิวทัศน์สองฝั่งนั้นมีเสน่ห์ แม้ทุกวันนี้ชาวบ้านจะกลับหลังหัน ให้แม่น้ำเป็นหลังบ้าน ตามคำของท่านไกรสุข แต่การได้ล่องเรือก็เท่ากับได้เปลี่ยนบรรยากาศ และทุกท่านที่สนใจชีวิตวัฒนธรรม ต่างก็คาดหวังว่าจะมีสักครั้งหนึ่งที่ได้ล่องเรือ ชมฝั่งน้ำ จะน้ำเพชรหรือน้ำอะไรก็ได้

เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๑ สมัยท่านอาจารย์เปลื้อง ณ นคร ยังเป็นบรรณาธิการนิตยสารวิทยาสาร ท่านติดต่อให้ผมช่วยจัดรายการ ให้ท่านได้ล่องชมสองฝั่งแม่น้ำเพชร สมัยนั้นยังไม่มีปัญหาเรื่องสะพานเรือลอดไม่ได้ แม่น้ำจะน้อย ต้องลงเข็นเรือกันเป็นบางตอน แต่เราก็ได้สนุก ท่านอาจารย์ได้เขียนเล่าเรื่องการตามรอยท่านสุนทรภู่คราวนั้น ลงในบทบรรณาธิการ และต่อมาก็ได้รวมพิมพ์เป็น บทหนึ่งในหนังสือ "สุนทรภู่ครูกวี" ของท่าน ท่านบอกว่า "ยังพอมีให้ดูได้บ้าง คือป่าไม้ตีนเป็ด ป่าเสม็ด ป่าแสม ส่วนนกไม่เห็นเลย เราอาจมาผิดเวลากัน เพราะสุนทรภู่ผ่านมาตอนเช้าๆ เรามาตอนบ่ายโมงเศษๆ"

ในเวลาใกล้เคียงนั้น ท่านศาสตรจารย์ เวลลา แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาย ท่านกำลังวิจัยเกี่ยวกับผลงานของสุนทรภู่ ท่านก็ได้มา ทดลองเดินทางโดยเรือแจวจริงๆ ท่านบอกว่าสองข้างทางยังตรงกับที่สุนทรภู่บรรยายไว้ ผมแย้งท่านเล่นๆ ว่า มีไม่ตรงอยู่อย่างหนึ่ง เพราะท่านศาสตราจารย์ไม่พบ " ยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ เสียผัวะผะพึ่บพั่บปุบปับแปะ " ท่านศาสตราจารย์ยิ้ม ผมยังนึกเห็น แววตาท่านอยู่นะนี่ (ท่านศาสตราจารย์ผู้นี้ คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ไทย เรื่องแผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ ไชโยพระมงกุฏฯ ท่านมาสิ้น ชีวิตที่กรุงเทพฯ เพราะถูกรถเมล์ ขสมก.ชน!)

จากการล่องเรือตามรอยสุนทรภู่ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๒๑ จนถึงเวลานี้ กว่ายี่สิบปีแล้ว ผมถูกเกณฑ์ให้นำร่องนับครั้งไม่ถ้วน เคยเขียนถึง เคยบ่นถึง เคยด่ามามาก ตามประสาคนมีปากไม่อยู่สุข แม้ขณะนี้ได้เกิดกลุ่มต่างๆ ช่วยกันบ่น ช่วยกันดูแล แต่สองฝั่งแม่น้ำเพชรก็ ยังไม่เปลี่ยนให้น่าภูมิใจ ลำพังปัญหาเรื่องขยะที่เป็นไปตามธรรมชาติของคนที่ขาดสำนึกแล้ว ราชการก็ยังซ้ำเติมสร้างปัญหา สะพานเตี้ย ให้กลายเป็นเรื่องงี่เง่าไว้ในแผ่นดิน

สองฝั่งน้ำจะผจญเวรกรรมไปอีกนานเท่าไร ใครเล่าจะให้คำตอบ?

จิ้งจกทัก "อาคารริมน้ำเจ้าพระยา"

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

" น้ำ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต ของคนไทย ตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน คนไทยมีความผูกพันกับน้ำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น
การอาบ ดื่มกิน คมนาคมขนส่งในชีวิตประจำวัน ใช้น้ำประกอบประเพณีวัฒนธรรมต่างๆมากมาย หรือแม้แต่ในภาษา ก็ไม่วายที่จะ เอาคำว่า น้ำ มาประกอบคำ เช่น น้ำใจ น้ำคำ น้ำเงิน น้ำใสใจจริง เหล่านี้เป็นต้น " ในทางด้านกายภาพ แม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็น สายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวกรุงเทพฯ และภาคกลาง มีความหลังและความเชื่อมสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์ของคนกรุงเทพฯ ทั้งในเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการตั้งถิ่นฐาน ที่สำคัญในอดีต ที่เรากำลังจะละเลยและลืมเลือนไป หลักฐานอันเด่นชัดที่บ่งบอก ก็ได้แก่ เหล่าบรรดาอาคารริมน้ำเจ้าพระยาทั้งในส่วนของราชการและเอกชน ที่ยังมีคงเหลือรอดยืนตระหง่านบอกเรื่องราว ท้าแดด ท้าลม อยู่บ้าง แต่นับวันก็จะเหลือน้อยลงเต็มที เช่น


๑. บ้านตระกูลหวั่งหลี ฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นตระกูลชาวจีน ค้าขายข้าว และมีบทบาทผูกพันกับประวัติศาสตร์กรุงเทพฯไม่น้อย
๒. มัสยิดเก่าริมน้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุ ด้านฝั่งธนบุรี
๓. อาคารโรงภาษีเก่า หรือสถานีตำรวจน้ำ อยู่ข้างสถานทูตฝรั่งเศส ฝั่งกรุงเทพฯ เป็นตึกทรงยุโรปที่สวยมากแห่งหนึ่ง
๔. อาคารไปรษณีย์เก่า ข้างสะพานพุทธฯฝั่งกรุงเทพฯ ปัจจุบันโดนรื้อทิ้งไป
๕. บ้านตระกูลโปษยานนท์ อยู่ริมแม่น้ำแถบทรงวาด ปัจจุบัน เจ้าของเดิมยังอาศัยอยู่ มีความสวยงามมาก

อาคารเหล่านี้ แม้ว่าปัจจุบัน บางอาคารนอกจากจะไม่ได้ถูกใช้งานและทิ้งไว้เฉยๆแล้ว ยังถูกสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นทำลาย ลงไปเรื่อยๆ โดยขาดการดูแลอย่างเข้าใจจากเจ้าของ หรือในกรณีของตึกไปรษณีย์เก่าถูกรื้อทิ้งโดยไม่จำเป็น
แล้วทำไม
เราจึงควรอนุรักษ์อาคารเหล่านี้ด้วยเล่า บางหลังก็ไม่ใช่แบบไทยแท้ เป็นแบบผสมจีน ผสมแขก หรือทรงยุโรป ด้วยซ้ำไป? หลายคนอาจจะตั้งคำถามดังกล่าวขึ้นมา คำตอบง่ายๆก็คือ ไม่ว่าอาคารเหล่านี้จะเป็นอาคารทรงใดๆ คลาสิค หรือไม่ก็ตาม ก็เป็นข้อมูลหลักฐานด้านประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน โบราณคดี และวัฒนธรรมการผสมผสานทางชาติ พันธุ์ที่สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆของกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนรากเหง้าสะท้อนพื้นเพร่องรอยของชาว กรุงเทพฯทุกผู้คน ที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากที่กรุงเทพฯ เป็นเสมือนตัวต่อโฉมหน้าประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะ ช่วงรัชกาลที่ ๔ ถึง ๖ อันเป็นช่วงที่ชนชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตรับอิทธิพลตะวันตก ตามกุศโลบายของพระ มหากษัตริย์ของเราในสมัยนั้น ถ้าเรามองในมุมมองด้านชาติพันธุ์วิทยา เราก็จะเห็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างเชื้อชาติ ไทย-จีน ที่แทบจะแยก กันไม่ออก หรือ แขก ที่มีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งในระหว่าง ชนชาติ ตระกูลต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เริ่มต้นราชวงศ์จักรี บางส่วนยังสืบเนื่องย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายด้วยซ้ำ ถ้าเรามองในมุมมองด้านผังเมือง การ ปกครอง และการตั้งถิ่นฐาน โดยดูจากตำแหน่งบริเวณที่ตั้งของกรุงธนบุรี ภายในกรอบคลองบางกอกน้อย บางกอกใหญ่และ บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน ในกรอบคลองคูเมืองเดิม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองหลอด เป็นศูนย์กลางชุมชน และมองเรื่อย ลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ลงมาจนถึงแถบคลองสานด้านฝั่งธน และบริเวณปากคลองผดุงกรุงเกษม (ซึ่งปัจจุบันไม่เห็นปาก คลองแล้ว เนื่องจากเป็นบริเวณที่ตั้งของโรงบำบัดน้ำเสียของกทม.และอาคารริเวอร์ซิตี้ ไปแล้ว) ในยุคนั้นเรียกว่า เขตชั้นใน ก็จะเห็น ทั้งสองฝั่ง เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวไทย ชาวจีน และแขก ซึ่งเรียกรวมๆว่าเป็น "คนใน" ส่วนตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปฝั่งธนบุรี จะเป็น ที่ตั้งโกดังต่างๆ ฝั่งกรุงเทพฯจะเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวต่างประเทศต่างๆ เช่น ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัชท์ โปรตุเกส ฯลฯ ซึ่งเรียก รวมๆว่า"คนนอก" อธิบายอย่างนี้ไม่ใช่ว่ากีดกันด้านเชื้อชาติใดๆทั้งสิ้น ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจตามนี้ด้วย โดยบริเวณรอยต่อ เขตชั้นใน นอกในสมัยนั้น ทางไทยเราก็ได้วางโซ่กั้นกลางขวางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นแนวเขตแดนให้เฉพาะเรือสำเภาไทยจีน ข้ามเข้ามาในเขตชั้นในได้ ส่วนเรือกลไฟฝรั่ง ให้จอดอยู่ในส่วนชั้นนอกเท่านั้น โดยมีโรงภาษีตั้งอยู่ เพื่อเก็บภาษีด้านฝั่งกรุงเทพฯ

นี่เป็นเรื่องราวย่อๆส่วนหนึ่งของประวัติกรุงเทพฯมหานครที่น่าสนใจไม่น้อย และเป็นเหตุผลสำคัญที่เราควรจะใส่ใจกับ "สถาปัตย กรรม" เหล่านี้ ฉบับหน้าจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ อาคารริมน้ำเจ้าพระยา บางอาคาร ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ให้ทราบต่อไป ก่อนจบ ท้ายเป็นที่น่ายินดีว่าในวันที่ ๔ กรกฏาคม ศกนี้ สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ จะทรงเสด็จพร้อมด้วยลูกศิษย์จาก รร.เตรียม ทหารฯ และผู้ติดตามโดยทางเรือมาทอดพระเนตร "บ้านตระกูลหวั่งหลี" ด้วยความสนพระทัยยิ่ง.....

น่าภูมิใจแทน คนตระกูลหวั่งหลี ทุกท่าน ครับ



ว่าที่ผู้ว่าฯกทม. กับวัฒนธรรมคลอง

สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. คลื่นวิทยุ เอฟ. เอ็ม. 99.5 จัดให้มีการพบกันระหว่างผู้สมัครผู้ว่ากทม. 5 ท่าน (รายที่ 6 ไม่ปรากฏกาย) กับประชาชนเพื่อตอบ คำถามแสดงวิสัยทัศน์ของแต่ละท่านในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

มีคำถามหนึ่งจากผู้เข้าร่วมการเสวนาถามว่า "ในความเห็นของผู้สมัครแต่ละท่าน "คลอง" คืออะไร ? เป็นทางสัญจร ? ท่อระบายน้ำ ?
หรือเอาไว้ทำถนน ? เมื่อคลองเป็นอันใดอันหนึ่งนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับวิถีชีวิตริมคลอง ?" น่าสนใจว่าผู้สมัครแต่ละท่านล้วนตอบว่า
ต้องรักษาวัฒนธรรมชีวิตริมคลองเอาไว้ให้ได้ (ทั้งๆ ที่แม้แต่รักษาการผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันที่ใครๆ เห็นว่ามีจิตใจเป็นมิตรแท้กับ สิ่งแวดล้อม ก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะทำโครงการถนนคร่อมคลอง) ว่าแต่ว่าว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ทุกท่านต้องการรักษาคลอง และชีวิตริมคลองไว้ให้ได้เพื่ออะไรคะ ทุกท่านตอบว่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาดู ผู้สมัครตัวเก็งมาแรงจากพรรคนักธุรกิจแสดงวิสัยทัศน์ อย่างเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าต้อง "ขาย" วัฒนธรรม !

ดิฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความผิดพลาดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ที่ยิ่งพัฒนาสิ่งแวดล้อมของเรา และวิถีชีวิตของเราเองกลับยิ่งยับเยินกันไป จนมาถึงแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 8 ที่มีผู้หาญกล้าในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลุกขึ้นมายอมรับว่าที่ผ่านมาเราเดินผิดทาง (ดร.ป๋วยได้ยอมรับก่อนหน้านี้มานานแล้ว) และในแผนฯ 8 นี้เราต้องเอา"คน"ไม่ใช่เอา"เศรษฐกิจ"มาเป็นเป้าหมายของการพัฒนา

เราจะรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของเราเพื่อพวกเรากันเอง เราจะรักษาวิถีชีวิตริมคลองเพราะคนสองฝั่งคลองเป็นพี่น้องของเรา และเป็นพลเมืองของเมืองนี้ เพราะกรุงเทพฯเคยเป็นเมืองคลอง และเพราะเราประสงค์และตั้งใจสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของเรา
ไม่ได้เชียวหรือ ? ความดีความงามยังจะต้องวัดกันที่จำนวนเงิน นี่คือสัจธรรมของคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯเช่นนั้นหรือ ?

สมัยเป็นเด็กนักเรียนดิฉันต้องนั่งเรือแจวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อมาโรงเรียนที่ตั้งอยู่ฝั่งพระนคร บังเอิญว่าโรงเรียนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
ใกล้กับโรงแรมที่มักจะมีแต่ฝรั่งมาพัก เมื่อดิฉันมาถึงใกล้ฝั่ง มักจะพบกับฝรั่งในเรือยนตร์กำลังจะไปท่องเที่ยวทางน้ำกัน ฝรั่งเหล่านี้
มักจะมองดูพวกเราในเครื่องแบบนักเรียน ยิ้มและยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ ด.ญ.สมฤดีคงไม่ใช่พลเมืองดีของกรุงเทพฯ เพราะเธอไม่ค่อย
จะยิ้มให้กับกล้องและนักท่องเที่ยวเหล่านั้น เธอมัวแต่สงสัยว่ายีราฟในสวนสัตว์มันรู้สึกเหมือนเธอไหมเวลาคนไปยืนดูแล้วเอากล้อง
ไปถ่ายรูปมัน

ที่จริงดิฉันได้ส่งคำถามขึ้นไปให้คุณกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการของเราด้วย แต่โชคไม่ดี คุณกิตติไม่ได้เลือกคำถามที่ดิฉันเขียน ส่งไป เวลาคงจะไม่พอ ดิฉันถามว่า "ว่าที่ผู้ว่าฯแต่ละท่านจะมีมาตรการอะไรบ้างในการแสดงความโปร่งใสในการบริหารงานของ ท่าน และประชาชนจะได้มีส่วนเข้าร่วมแสดงความโปร่งใสของท่านให้ประจักษ์ด้วยไหม"

กรุงเทพฯช่วงนี้คึกคักดีค่ะ บรรยากาศสดใส เพราะมีแต่คนคอยมาบอกเราว่าจะทำเรื่องดีๆให้เราอยู่ทุกวัน จนอยากจะให้มีเลือกตั้ง กันทุกปีเสียเลย โครงการต่างๆที่เสนอให้เราแต่ละกลุ่ม กลุ่มผู้อาศัยในหมู่บ้าน กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่ค้า กลุ่มแท็กซี่ ฯลฯ และโครงการอีกมากมายเพื่อแก้ปัญหาจราจร ยิ่งท่านมีไอเดียรุ่งโรจน์เสนอโครงการมากเท่าใด เรายิ่งต้องถามหา มาตราการพิสูจน์ความโปร่งใสมากขึ้นเท่านั้น

คนช่างสงสัยสังสัยอีกแล้วค่ะว่า ทำไมผลโพลว่าที่ผู้ว่ากทม.ถึงได้ห่างไกลสุดขอบฟ้ากับผลการเลือกตั้งสว.ของคนกรุงเทพฯบ้าน เราเสียจริงๆ.

บอกเล่า
นางเมรี

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆกองทุนฯทั้งหลาย มีใครไปเที่ยวงานไหนที่ได้แนะนำไปบ้าง ลองเขียนมาเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆกันด้วย นะคะ ไม่แน่ ประสบการณ์แสนสนุกของเพื่อนอาจได้อยู่เป็นส่วนหนึ่งในจดหมายข่าวฉบับต่อๆไปของเราค่ะ เริ่มแรกนางเมรีขอ รายงานข่าวคราวของกองทุนฯเราก่อนค่ะ

เสาร์ที่ 20 พฤษภาคม ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง ผอ.ฝ่ายเมืองและสิ่งแวดล้อม และ ผอ.กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ได้รับเชิญจากชมรมรักบ้านเกิดนครศรีธรรมราช (นครฟอรั่ม) ในโครงการเติมชีวิตให้พิพิธภัณฑ์ เข้าร่วมเสวนาเรื่อง "พิพิธภัณฑ์กับเมือง" ซึ่งจัดโดย นครฟอรั่มร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ตอนบ่ายวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน ที่อาคารเมืองไทยประกันชีวิต กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ร่วมกับ ชมรมนักข่าว สิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสำนักข่าวไอ เอ็น เอ็น จัดงานสนทนา เรื่อง เมือง น่าอยู่กับว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. - ร่วมสร้าง ร่วมถาม โดยเชิญผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ได้แก่ ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช คุณธวัชชัย สัจจะกุล นางปวีณา หงสกุล พ.อ.วินัย สมพงษ์ นายสมัคร คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาร่วมตอบคำถาม งานนี้ได้รับ ความร่วมมืออย่างดีจากผู้สมัคร ช่วยเสนอแนวทางและนโยบายต่างๆที่ช่วยให้กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้น โดยเน้นด้านสิ่งแวดล้อมโดย เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการลดมลพิษด้านต่างๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงการเห็นความสำคัญของคลองที่ควรจะปรับปรุงให้ สะอาดน่าอยู่และพัฒนาวิถีชีวิตริมคลอง

ลองพลิกปฏิทินสำรวจวันหยุดในช่วงเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม มีวันหยุดมากมายไม่ว่าจะเป็นวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ทั่วทั้งประเทศต่างร่วมกันจัดงานเพื่อถวาย พระพร มีการประดับประดาไฟอย่างสวยงามและสมพระเกียรติ และในวันนี้ยังเป็นวันแม่แห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติคุณของแม่ที่ เลี้ยงเราตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเติบโตมาได้กระทั่งทุกวันนี้ ทางราชการมีการมอบรางวัล "แม่ดีเด่น" และ "ลูกดีเด่น" ในวันนี้ด้วย

และในช่วงเดือนนี้ยังมีวันสำคัญทางศานาถึง 2 วัน ได้แก่ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เมื่อย่าง เข้าฤดูฝนการที่พระภิกษุออกไปบิณฑบาตรอาจเป็นเหตุให้ไปเหยียบเรือกสวนไร่นา ยังความเสียหายและเป็นอันตรายในการหาที่ พักพิง จึงเป็นช่วงที่พระภิกษุสงฆ์ควรอยู่จำวัดเพื่อเล่าเรียนฝึกฝนธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เหล่าพุทธศาสนิกชนจึงมีประเพณีสำคัญ ที่มักกระทำในช่วงวันนี้ ซึ่งนางเมรีขอนำมาบอกเล่าให้เพื่อนได้ทราบอยู่ 2 ประเพณีด้วยกัน

15-21 กรกฎาคม งานประเพณีแห่เทียนพรรษา บริเวณรอบทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ แสงออกถึงความเลื่อมใสในศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ซึ่งจะได้เห็นถึงความสวยงามวิจิตรบรรจงของการแกะสลัก เทียนพรรษาที่มีความงดงามยิ่ง ซึ่งจะมีการแห่เทียนไปรอบเมืองก่อนที่จะมีการอัญเชิญเข้าไปในวัด

16-17 กรกฎาคม ประเพณีตักบาตรดอกไม้ บริเวณพระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ในตอนเช้าของวันทำบุญ เข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนต่างก็พากันไปทำบุญตักบาตร และก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาทำบุญตักบาตรด้วยดอกไม้สด ในช่วงบ่ายนั้น ในตอนสายหลังจากทำบุญที่วัดแล้ว บรรดาพุทธศาสนิกชนจะชวนกันออกไปเก็บดอกไม้ช่อสวยตามป่า เพื่อนำไป ใส่บาตร ผู้ที่จะนำดอกไม้สดไปทำบุญนั้น ส่วนใหญ่จะเก็บดอกไม้ซึ่งมีชื่อว่า ดอกพรรษา ซึ่งเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 1 คืบ มีสีเหลือง ขาว น้ำเงิน หรือน้ำเงินปนม่วง ซึ่งดอกนี้จะผลิดอกออกช่องามสะพรั่งเฉพาะในวันเข้าพรรษาเท่านั้น ซึ่งนับว่าแปลกมาก ภายในงานมีการละเล่นตามประเพณีพื้นบ้านของชาวภาคกลาง มีขบวนแห่เทียนพรรษา ขบวนแห่ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ซึ่ง ประชาชนจะยืนอยู่ 2 ฟากถนน เว้นที่ตรงกลางประมาณ 2 เมตร เพื่อให้พระภิกษุได้เดินผ่านตรงกลางเพื่อบิณฑบาตรและจำวัด ในช่วงวันเข้าพรรษา

เนื่องด้วยจดหมายน้อยฉบับนี้ เป็นฉบับ "ชีวิตริมคลอง" จึงขอแถมท้ายด้วยข่าวจากต่างแดน ที่ประเทศฝรั่งเศส นายก เทศมนตรีเมืองปารีส ได้แถลงว่าจะมีการปรับปรุงคลองหลักในเมืองปารีส 3 คลองด้วยกัน ซึ่งระบบคลองเหล่านี้ได้ถูกขุด ขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในสมัยของพระเจ้านโปเลียน โบนาปาร์ต เพื่อนำน้ำสะอาดเข้าสู่เมือง และเป็นคลองลัดของแม่น้ำเซน ซึ่งโครงการปรับปรุงคลองนี้ คาดว่าใช้งบประมาณ 600 ล้านฟรังค์ (3,450 ล้านบาท) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ริมสอง ฝั่งคลอง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพลิดเพลินใจและรำลึกประวัติศาสตร์ของมหานครประวัติศาสตร์ปารีสนี้

ตัดตอนบางส่วน จากหนังสือบันทึกประเพณีไทยภาคกลาง, สมพงษ์ เกรียงไกรเพชร, 2537

คำถามนี้มีที่มา
หนูหริ

คนไทยเราในอดีตมีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำ ลำคลองมาก เพราะแม่น้ำลำคลองเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน เป็นทาง สัญจรไปมา และยังมีความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมประเพณีหลายๆอย่าง

ในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของเรา สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ คงนึกไม่ถึงว่าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 500 ปีก่อน บริเวณตั้งแต่วังหน้าหรือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ลงมาจนถึงวัดอรุณราชวราราม เป็นผืนแผ่นดินติดต่อกัน ไม่ได้มีแม่แม่น้ำคั่นกลางอย่างเช่นทุกวันนี้ ต่อมาเมื่อมีการขุดคลองให้ตรง ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยมาออกปากคลองบางกอกใหญ่ตรงวัดอรุณฯ ผืนแผ่นดินนั้นจึงกลาย เป็นคลอง นั่นก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การขุดคลองเพื่อให้ราษฎรสัญจรไปมาโดยสะดวกก็ได้ ทำกันมาทุกรัชกาล กรุงเทพฯ ในอดีตจึงเต็มไปด้วยคลองมากมาย น่าเสียดายที่ต่อมาหลายๆ คลองได้ถูกถมเป็นถนน และคลองที่ เหลือในปัจจุบันก็มีสภาพตื้นเขิน สกปรก น้ำเน่าเสีย

คำถามประจำฉบับนี้จึงขอถามว่า ยังพอจำกันได้ไหมคะว่า ในอดีต กรุงเทพฯ เคยได้รับการขนานนามจากชาวต่างชาติว่า
เป็นเมืองอะไร?


ส่งคำตอบมาร่วมสนุกกับจดหมายน้อย และรับรางวัลเป็นเสื้อยืดเก๋ๆ ของกองทุนฯ ได้ตามที่อยู่ โทรสาร หรือ e-mail ตามรายละเอียดด้านหลัง หมดเขต 7 สิงหาคม 2543 นี้ค่ะ

เฉลยคำถามฉบับที่แล้ว ถามว่า พิธีขอฝนของภาคกลาง เรียกว่าพิธีอะไร คำตอบก็คือ พิธีแห่นางแมว ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ คุณนฤมล ขันคำ กรุงเทพฯ คุณพรรณราย คนไว กรุงเทพฯ คุณวรรณา ฉายาวัฒนะ นนทบุรี คุณมัดหมี่ นนทบุรี

ข้อมูลจากหนังสือ ชีวิตตามคลอง โดย ส.พลายน้อย