เปิดม่าน

บก.. ไกรสุข

สิ่งแวดล้อม สิ่งห่อหุ้มคุ้มกายมนุษย์

ช่วง มูลพินิจ

จิ้งจกทัก

ดร. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

พิพิธภัณฑ์เมือง และศูนย์วัฒนธรรมชุมชน

สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

โครงการทางยกระดับในเมืองเชียงใหม่

เรื่องจากเพื่อนกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม

ภพพล หมื่นไธสง

บอกเล่า, คำถามนี้มีที่มา

หนูหริ


เปิดม่าน

บก. ไกรสุข

ในฉบับนี้ นอกจากเพื่อน CEF ส่งเรื่องมาร่วมบรรเลงประกอบคอลัมน์ประจำแล้ว อาจารย์ ช่วง มูลพินิจ ผู้โด่งดังในฝีมือที่วาดให้เห็นมดยิ้มได้ กรุณาฝากข้อคิดเห็นแฝงปรัชญาถึงมิติความเป็นมนุษย์ในปัจจุบันอีกแนวหนึ่ง

"เริ่มเรื่อง บ้านเก่าเมืองเก่า" เป็นความบังเอิญที่ลงตัวกับ อักษร "ก" ที่เป็นปกฉบับนี้ คือ "กาญจนบุรี" ประกอบกับเพื่อน CEF ท่านหนึ่งคือ ร.ต.กำธร ล้อวงศ์งาม จากองค์กรพัฒนาประชาคม จ.กาญจนบุรี ส่งเรื่องและภาพของ อาคารสำนักงานโรงงานกระดาษไทยสมัยพระยาพหลฯ แต่ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนและยังใช้งานอยู่ คุณกำธรอยากเห็นอาคารนี้เป็นประโยชน์ในทางวัฒนธรรมและเป็นหน้าตาของกาญจนบุรี สมเมืองเก่า บก. "จดหมาย น้อย" เพิ่งได้มีโอกาสไปดูด้วยตนเองหลังจากเป็นหนี้อยู่นาน ทำให้เห็นความงามของอาคารทั้งหลายของโรงงานกระดาษไม่เพียงแต่หลังเดียว ยังคงสภาพและวิญญาณยั่งยืนให้เห็นความงามทางวัฒนธรรมคู่เมือง ไม่เพียงเท่านั้น ถนน หลักดั้งเดิมคือถนนปากแพรกที่เป็นเสมือนศูนย์กลางเมืองชาวเมืองกาญจน์ ทั้งสองฝากถนนยังทรงคุณค่าในความเป็นสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของเมืองกาญจน์ที่น่าภูมิใจ ต่อต้านกับแพท่องเที่ยวมหากาฬที่ก่อมลภาวะหลายประการอยู่ในลำน้ำที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้น เสมือนการเผชิญหน้ากันของยุคเก่าและยุคใหม่ เสียดายไม่มีโอกาสนำภาพของอาคารที่งดงามมาให้เห็นได้หมดนอกจากบางส่วนที่ปรากฏอยู่บนปก อาคารบ้านเรือนเหล่านี้ยังมีชีวิต วิญญาณในการอยู่อาศัยและดูแลรักษาอย่างดี ไม่ใช่มีไว้ดูเล่นอย่างเดียว คงเป็นคำตอบได้ดีว่าสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมเป็นวิญญาณ และชีวิตดั้งเดิม ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหนึ่งใด สามารถยืนยงยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป ถ้าเราเริ่มช่วยกันรักษากันไว้แต่วันนี้ ผมจึงถือโอกาสนำเสนอเมืองกาญจน์เป็นพื้นฐานของเรื่อง บ้านเก่าเมืองเก่า จุดประกายให้ถิ่นอื่นต่อไป

ช่วงเวลาที่ผ่านไปได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกิจกรรมบางเรื่องที่เป็นการช่วยเหลือรักษาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ดังนี้

อยากชักชวนพวกเราเพื่อน CEF ทั้งหลายได้ ร่วมมือกันปรบมือเป็นเกียรติให้กับความร่วมมือระหว่างประชาคมกับส่วนราชการ ท้องถิ่นที่ริเริ่มร่วมกันรักษา สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่มีคุณค่า ของท้องถิ่น คือ ที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย และสถานี ตำรวจภูธร อำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ ไว้ด้วยความรักและรู้ซึ้งถึงสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ดังที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ยามนี้ อาคารบ้านเรือนของเอกชน ก็ประสบปัญหาค่าใช้ จ่ายในการรักษาสภาพ เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นไม้ ส่วนอาคารสถานที่ ราชการที่เคยใช้หรือกำลังใช้ ประสบภาวะการขยายหน่วยงาน หาที่ดินไม่ได้ ไกลเกินไป ต้องรื้ออาคารดั้งเดิมทิ้งเพื่อสร้างใหม่ คุณค่า เหล่านี้ต้องสูญเสียไป โดยไม่รู้คุณค่ามากมาย หวังว่าวีรกรรมของชาวแม่สรวย ชาวพระประแดง ร่วมกับข้าราชการท้องถิ่น คงเป็น แบบฉบับให้กับประชาคมอื่นๆทั่วไป เราขอร่วมเป็นภาคีและชื่นชมต่อไป

เรื่องแรก คณะจากกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ซึ่งมี ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา คุณมีชัย วีระไวทยะ ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง ผู้อำนวยการกองทุนฯ และ บก. "จดหมายน้อย" ได้เข้าพบคุณสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม. นำเรื่อง บ้านทรงไทยสมัย ร.๕ ที่กำลังอาจจะต้องสูญเสียไป เป็นโชคของบ้านเมืองที่คุณสมัคร ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบันนี้ รอบรู้ มีวิสัยทัศน์ยาวไกล และรวดเร็วในการตอบสนองโครงการตัดถนนที่ผ่านบ้านหลังนี้เริ่มมานานมาก ไม่มีความจำเป็น และเหมาะกับสภาพปัจจุบันแล้ว ท่านจึงมีความคิดปรับปลี่ยนโครงการเดิม พบกันครึ่งทางให้เป็นถนนคนเดิน หรือ Walking Street จึงทำให้กรุงเทพฯ เรายังคงมีศิลปกรรมบ้านสมัย ร. ๕ ยังคงอยู่ ร่วมกับชุมชนประวัติศาสตร์ย่านสี่พระยา ได้สมความเป็นบ้านเก่าเมืองเก่าของเราต่อไป ขอปรบมือและยกเครดิตเรื่องนี้ให้กับคุณสมัคร เรื่องถัดมา มาจากเครือข่ายของผู้มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมซึ่งไร้พรมแดน เรามีส่วนร่วมกับกลุ่มรักและรักษาความเป็นเมืองเชียงใหม่ พยายามปกป้องการแปรสภาพเชียงใหม่ให้เป็นกรุงเทพฯ ด้วยการทำสะพานต่างระดับทั่วเขตเมืองเชียงใหม่ ๑๖ แห่ง ที่บดบังทำลายทัศนียภาพความเป็นเมืองเชียงใหม่ เราพยายามขอให้ระงับหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องกับความต้องการของคนเชียงใหม่ โชคดีที่รัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าใจและไม่มองข้ามความรู้สึกของคนรักเชียงใหม่และวัฒนธรรม จึงให้ระงับและทบทวนความต้องการของชาวเชียงใหม่ เราต้องขอขอบคุณ รัฐมนตรีสุเทพในกรณีนี้

เรื่องก่อนสุดท้าย กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม เปิด website เร้าใจ เข้ามาเยี่ยมเรา หรือแวะมาอ่าน "จดหมายน้อย" ได้ที่ www.ThailandCEF.org ครับ

เรื่องสุดท้าย ที่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ปีใหม่นี้ กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม จะมี ส.ค.ส. ของเราเองให้เพื่อน CEF ส่งความรักในวัฒนธรรมและความสุขปีใหม่ให้กับเพื่อน เป็น ส.ค.ส.ฝีมือของบุคคลที่ได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะและสถาปัตยกรรม คือ อาจารย์ช่วง มูลพินิจ และศาสตราจารย์อรศิริ ปาณินท์ ตามลำดับ งดงามด้วยฝีมือและเนื้อหาของวัฒนธรรมไทย ๑ ชุด มี ๑๐ ใบ (๕ แบบ แบบละ ๒ ใบ) ชุดละ ๑๕๐ บาท กรุณารีบสั่งมาที่เราได้นับแต่บัดนี้ เพื่อช่วยกันแพร่ความรักในสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมของเราให้กระจายขอบเขตให้กว้างขวางและเป็นความสุขในปีใหม่นี้ต่อไป

กลับด้านบน

สิ่งแวดล้อม สิ่งห่อหุ้มคุ้มกายมนุษย์

ช่วง มูลพินิจ

พวกมนุษย์ "เราคือผู้อาศัยทรัพยากร มิใช่เจ้าของทรัพยากร" โลกมีวิธีกำจัดสิ่งที่เป็นโทษต่อโลก สิ่งไรที่เป็นโทษต่อโลกจะถูกกำจัดลงจนหมด ชนิดแล้วชนิดเล่า คนจะถูกกำจัดให้สูญพันธุ์ ถ้าทำพิษให้โลกมากเกินไป ธรรมชาติมีห้วงเวลายาวนาน และยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะอนุรักษ์ได้ โปรดอนุรักษ์พันธุ์มนุษย์ด้วยการหยุดทำร้ายสิ่งห่อหุ้มคุ้มกายเราคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือสิ่งห่อหุ้มคุ้มกาย พวกเราเผ่าพันธุ์มนุษย์ คือตัวตนเนื้อหนังของเรา มิใช่เป็นแค่ "สิ่งแวดล้อม" มันมิใช่ตึกหรูหราสมบัติ ตายทั้งหลายที่แวดล้อมตัวเรามากขึ้นทุกที โปรดมองดูสมบัติพัสถานความเจริญมั่งคั่งทั้งหลายเป็นแต่สิ่งแวดล้อมสอพลอ อันเป็นพิษที่ทำลายลงเมื่อใดก็ได้ แต่อย่าทำลายธรรมชาติดั้งเดิมอันเป็นเลือด เนื้อห่อหุ้มคุ้มกายพวกเรามวลหมู่มนุษยชาติให้ปลอดภัย อย่าเห่อเมือง เพราะ"เมืองคือที่เริ่มต้นของความเสื่อมนั้น" อย่าเห่อความเจริญ เพราะ "ความเจริญมิใช่ความงาม สันเขื่อนอัปลักษณ์กว่าสันเขา"

เสองพันกว่าปีมาแล้ว พระผู้รู้แจ้งได้ปรับเปลี่ยนความคิดมนุษย์ จากระบบเทวะอันยุ่งยากซับซ้อนของชนชาติอารยัน มาสู่ระบบมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา แต่มนุษย์กลับปรารถนาความยุ่งยากซับซ้อนในชีวิตมากยิ่งขึ้น

พลังที่ยิ่งใหญ่แท้จริง คือพลังแห่งจักรวาล โลกหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยพลังอันมหาศาลโดยที่มนุษย์รู้สึกตัวไม่ ฝูงเขาพากันตื่นเต้นภูมิใจกับพลังงานเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายไร้ระบบ ซึ่งให้โทษต่อมนุษย์และชีวิตทั้งหลาย

เทคโนโลยีมิได้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตมนุษย์ แต่มีไว้รับใช้กิเลสอันเศร้าหมอง ปัญหาของมนุษย์คือ "ความอยาก" เทคโนโลยีสร้างขึ้นมาทำให้ความอยากของมนุษย์กำเริบขึ้น พร้อมกับความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อฝูงมนุษย์ยังต้องการความร่ำรวยเกินความจำเป็นที่แท้จริงของชีวิตแล้ว การประหยัดก็คือการรดน้ำพรวนดินให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความโลภนั่นเอง

"ความมักน้อยจึงจะก่อให้เกิดการประหยัดที่แท้จริง" เมื่อไร้โลภะ ธรรมชาติเดิมอันผ่องใสของจิตใจก็ปรากฏขึ้น ความจริงใจไม่ต้องอาศัยเหตุผล เมื่อใดที่มนุษย์วิ่งหาเหตุผล การฉ้อฉลได้บังเกิดขึ้นแล้ว

มนุษย์ทั้งหลายควรรักษา "มิตรแท้" คือ ความจริงใจเอาไว้ และจงกำจัด "ศัตรูถาวร" ของมวลมนุษย์ด้วยกันเอง

"คนรุ่นใหม่" ที่แท้จริง ต้องกล้ารังเกียจและกล้าประนามบรรพบุรุษของตนเองที่เอารัดเอาเปรียบมนุษย์ชาติด้วยกัน คนรุ่นใหม่ต้องเตรียมสมบัติวิเศษไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปคือ "สมบัติผู้ดี" เป็นผู้ไม่เอารัดเอาเปรียบ โอบอ้อมอารี จริงใจต่อกัน เพื่อเอกภาพสมบูรณ์ของมนุษยชาติ

กลับด้านบน

จิ้งจกทัก "บ้านทรงไทย สี่พระยา"

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

พบกันอีกแล้วในรอบสองเดือน ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ฉบับก่อนสัญญาว่าจะนำเรื่องราวของบ้านริมน้ำที่เกริ่นไว้มาเสนอในฉบับนี้ แต่พอดีมีเรื่องด่วนๆ เข้ามา จึงขอนำเสนอเรื่องราวของ "บ้านทรงไทย สี่พระยา" อีกครั้งหนึ่ง…

ทุกท่านคงได้รับทราบเรื่องราวของบ้านทรงไทยสี่พระยา ที่เคยนำเสนอไปเมื่อ ๒-๓ ฉบับ ก่อนแล้วนั้น มาบัดนี้ ในสมัยท่านผู้ว่าสมัครฯ กทม. ก็ได้เริ่มปฏิบัติการรื้อถอนบ้านทรงไทยดังกล่าวอีก วาระหนึ่ง โดยยึดถือเอาข้อกฎหมายและข้ออ้างทางวิศวกรรมจราจรของกทม.เองเป็นหลักเพื่อเข้ารื้อถอน แต่เป็นที่น่ายินดีที่ท่านผู้ว่าฯ สั่งเบรกเจ้าหน้าที่ กทม. ให้ระงับการรื้อถอนบ้านทรงไทยดังกล่าวไว้ ก่อนเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากเจ้าของบ้านได้เข้าร้องเรียน และชี้แจงเหตุผลความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของตัวบ้านและสถานที่ให้ท่านผู้ว่าฯได้ทราบ ซึ่งท่านก็ได้สั่งเป็นวาจาให้ เลขาฯ แจ้งลงไปยังกองรังวัดและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อระงับไว้ก่อน แต่ยังไม่วายรื้อตึกแถวไม้ด้านหน้าไปบางส่วน หวุดหวิดจะถึงบ้านทรงไทย โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่ายังไม่เห็นคำสั่งของผู้ว่าฯ ทั้งนี้เจ้าของบ้านทรงไทยจะต้องทำหนังสือคำร้องขอระงับการรื้อถอนและเหตุผล เสนอต่อกทม.ต่อไป

ตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์มติชน ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ท่านผู้ว่าฯ ให้ความเห็นว่า "การสร้างถนนของสำนักโยธานั้น ก็ให้ดูตามขนาดมาตรฐานเก่าของถนนเดิม แล้วขีดเส้นให้ชัดเจนและอาจใช้วิธีสร้างรั้วหรือกำแพงกั้นระหว่างบ้านทรงไทย โดยไม่ต้องไปทำเหมือนจะกลั่นแกล้งเขา" ซึ่งเราคงจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของท่านผู้ว่าฯในกรณี บ้านทรงไทยสี่พระยานี้ภายในอีกไม่กี่วันนี้ เนื่องจากท่านจะนำเรื่องมาพิจารณาอีกทีหนึ่ง อยากจะกระซิบไปถึงท่านผู้ว่าฯ หากท่านจะสืบย้อนไปถึง ช่วงต้นๆ ของเรื่องราวการเวนคืนเพื่อตัดถนน กรณีบ้านทรงไทยสี่พระยาดังกล่าวก็คงจะทราบว่า ได้มีหลายๆ บุคคลและสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดถนนดังกล่าว รวมถึงการออกความเห็นเพื่อหา ทางแก้ไข โดยไม่ต้องรื้อถอนบ้านทรงไทยอย่างไร ตลอดจนทำไมกทม.ในสมัยนั้น ทั้งๆ ที่มีแนวทางการตัดถนนอยู่หลายทางเลือก จึงต้องตัดถนนเป็นเส้นตรงเผงอย่างที่เป็นอยู่นี้ ใครได้ประโยชน์ ? ถนนที่มีความกว้างมากกว่า ๑๖ เมตร สี่ช่องจราจรที่ กทม.อ้างว่า ใช้เป็นทางจราจรสองช่องทางและจอด รถสองช่องทางนั้น ทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ใครบ้างหรือเปล่า? อย่าลืมว่าตามกฎหมายอาคาร ที่ดิน ริมถนนที่มีความกว้างตั้งแต่ ๑๒ เมตรขึ้นไป สร้างอาคารใหญ่ได้ครับ !

แต่เผอิญช่วงนี้เศรษฐกิจตกสะเก็ดเสียก่อน ทั้งๆ ที่ห่างออกไปแค่ไม่กี่สิบเมตร ทางด่วนขั้นสองที่สร้างขึ้นภายหลังเพียงไม่กี่ปีเพื่อแก้ปัญหาจราจร ในพื้นที่ (เจ้าหน้าที่กทม.ชอบอ้างถึง) ใต้ทางด่วนดังกล่าวก็มีที่ว่างเพียงพอที่จะจัดทำถนนเชื่อมต่อ และที่จอดรถให้กับชุมชนแถบนั้นน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า ทำไมไม่ทำเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ? มาถึงจุดนี้ก็คงจะได้คำตอบซื่อๆของเจ้าหน้าที่กทม.ว่าก็ทำตามคำสั่งเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ…อะไรทำนองนี้ ทำไมไม่มีคำพูดที่ออกจากปากเจ้าหน้าที่กทม.บ้างว่า…ครับเป็นเรื่องที่ดีที่ควรจะรักษาบ้านทรงไทยหลังนี้ ซึ่งเป็นอาคารโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้เป็นศูนย์ชุมชน มีสวนปลูกต้นไม้เป็นปอดให้ชุมชน ทางด่วนก็ตัด ผ่านเพื่อแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่แล้วถนนก็น่าจะเล็กลงได้ คงจะต้องไปทบทวนโครงการใหม่ …กฎ ระเบียบ ถ้าล้าสมัยก็เปลี่ยนแปลงได้เพราะ "คน" เป็นผู้กำหนด…

หวังใจไว้ว่า ท่านผู้ว่าฯ สมัครคงจะเห็นความสำคัญของบ้านทรงไทยสี่พระยาหลังนี้ และตัดสินด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารบ้านเมืองที่จะนำพากรุงเทพฯของเราไปสู่ความเป็นเมืองหลวงที่น่าอยู่ ทันสมัย และมีรากฐานทาง ประวัติศาสตร์ที่มั่นคง สมเป็นนครแห่งวัฒนธรรม ที่มีความเจริญทัดเทียมอารยประเทศ อนาคตของบ้านทรงไทยสี่พระยา อยู่ในมือท่านแล้ว ครับ!

กลับด้านบน

พิพิธภัณฑ์เมือง และศูนย์วัฒนธรรมชุมชน

สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

ชาวกรุงเทพฯที่สนใจศิลปวัฒนธรรมกำลังลุ้นระทึกกับโครงการพิพิธภัณฑ์ศิลปร่วมสมัยของกทม.ที่สี่แยกปทุมวัน ที่รอคอยกันมานาน จนประกวดแบบเสร็จก็นานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้สร้างเสียที เมื่อเปลี่ยนผู้ว่ากทม.ฯเป็นคนใหม่ กลับมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปลี่ยนแบบเป็นอาคารสูง 11 ชั้นซึ่งจะเปิดเป็นที่จอดรถ 6 ชั้น ชั้นอื่นๆที่เหลือจะเป็นพื้นที่เพื่อแสดงงานศิลปะและกิจกรรมอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร โดยมีชั้นบนสุดเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หลายๆคนเป็นห่วงว่าอาคารนี้จะกลายเป็น ศูนย์การค้า แห่งใหม่ในย่านธุรกิจนี้ไปแทน

เราคงต้องช่วยกันเฝ้าดูว่าโครงการนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ดิฉันหวังว่าจะมีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงเรื่องนี้ ถ้าไม่มีข้อถกเถียงมากพอ โครงการนี้อาจไม่สมควรมีเลยก็ได้ เพราะจะชี้ว่าชาวกทม.ไม่ได้สนใจสักเท่าไรเลยว่ามหานครแห่งนี้ควรจะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปร่วมสมัยหรือไม่

ในเวลาเดียวกัน ดิฉันอยากจะเชิญชวนให้ชาวกทม.นึกถึง พิพิธภัณฑ์ชุมชน หรือ ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใหญ่โตตระการตา และใช้งบ 500 ล้าน หรือ 700 ล้านอย่างพิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงข้างต้น เพราะว่ากรุงเทพฯนั้นใหญ่มากและประกอบด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย ถ้าเราสามารถส่งเสริมการสร้างศูนย์วัฒนธรรมชุมชนในย่านต่างๆ ตามลักษณะที่เป็นจริงของแต่ละย่าน โดยเคารพวัฒนธรรมของชุมชนหรือย่านนั้นๆ ทั้งนี้โดยอาศัย วัด โรงเรียน ห้องสมุด หรือโดยการปรับปรุงอาคารโบราณในย่านนั้นๆ โดยเริ่มจากย่านที่มีความพร้อมมากที่สุดก่อน น่าจะดีไม่น้อย

"ศูนย์วัฒนธรรม" หรือ "พิพิธภัณฑ์ชุมชน" นี้จะให้ความรู้และสร้างความรักในรากเหง้าของชุมชนนั้นๆ โดยอาจจัดให้มีกิจกรรมด้านศิลปและวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ และเป็นกิจกรรมประชาชนเข้าร่วมได้อย่างสนุกสนาน เช่น กิจกรรมประเพณีของชุมชน การเขียนเรียงความ การจัดแสดงนิทรรศการ การเล่านิทาน การแสดงละครใบ้ การแสดงดนตรี โต้วาที ฯลฯ เพื่อสร้างความรักในงานศิลปวัฒนธรรม และความรักในชุมชนของตน และเพื่อให้ประชาชนวัยต่างๆ ทั้งเยาวชน คนวัยทำงาน และคนสูงอายุ มีกิจกรรมสร้างสรรค์ในวันหยุด แทนที่จะไปใช้เวลาในเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ รวมถึง การพนัน หรือยาเสพติด

เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ตัวแทนกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม นำโดยคุณมีชัย วีระไวทยะ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา พล.ต.อ.ไกรสุข สินศุข และดิฉันเองได้เข้าพบคุณสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกทม.และคุณชัยสิทธิ์ ภูวภิรมย์ขวัญ เลขานุการผู้ว่าฯ เพื่อหารือในหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของกทม. หนึ่งในเรื่องนั้นคืออาคารโบราณบนถนนสี่พระยา (โปรดดู "จิ้งจกทัก") ซึ่งเราได้เสนอว่านอกจากไม่ควรรื้อถอน หรือย้ายอาคารแล้ว ยังไม่ควรตัดถนนสำหรับรถยนต์ตรงนั้นเสียด้วยแต่ควรทำเป็นถนนคนเดิน ซึ่งท่านผู้ว่าฯก็เห็นดีด้วย และรับปากจะดำเนินการ เราก็คิดกันต่อไปว่าน่าจะปรับอาคารโบราณนั้นให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมชุมชนของย่านสี่พระยาเสียเลย เนื่องจากเป็นย่านที่มีลักษณะเฉพาะและมีประวัติศาสตร์คู่กรุงเทพฯมานาน กรุงเทพฯจะมีสีสันมากขึ้น และเราจะได้มีถนนสำหรับคนเดิน ดึงพื้นที่เมืองคืนกลับมาให้คนบ้าง หลังจากที่ปล่อยให้เมืองเป็นของรถยนต์มานานปี จะดีไหมคะ ?

กลับด้านบน

โครงการทางยกระดับในเมืองเชียงใหม่

เพื่อนกองทุนฯ หลายๆ ท่าน คงทราบข่าวกันมาบ้างว่า เมืองเชียงใหม่ในวันนี้กำลังจะมีโครงการก่อสร้างทางยกระดับซึ่งดำเนินการโดยกรมทางหลวงหลายโครงการ และบางโครงการได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้กลุ่มองค์กรประชาคมต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อเสริมอำนาจท้องถิ่น ชมรมทัวร์ป่าภาคเหนือ ชมรมเพื่อเชียงใหม่ ชมรมรักษ์เชียงใหม่ มูลนิธิ วายเอ็มซีเอ เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ และสภาเวียงพิงค์ กำลังรวมพลังเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการทางยกระดับที่บริเวณสี่แยกหางดงและสามแยกสนามบิน รวมทั้งโครงการทางยกระดับอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่รวม ๑๖ โครงการ เหตุผลสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

  1. ไม่แก้ปัญหาการจราจรเมืองเชียงใหม่อย่างที่กรมทางหลวงอ้าง และเป็นวิธีแก้ปัญหาจราจรที่ผิด โดยจะต้องพิจารณาข้อจำกัดของเมืองโบราณแบบเชียงใหม่ซึ่งมีถนนแคบและไม่สามารถขยายถนนได้อีก ดังนั้นจึงต้องมุ่งวางระบบการสัญจรที่ไม่ต้องอาศัยพาหนะส่วนตัวจำนวนมาก จัดเตรียมทางเลือกในการเดินทางอื่นๆ
  2. จะทำลายภาพลักษณ์ (City image) ของเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ และส่งผลลบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดหวังที่จะเห็นบรรยากาศและเอกลักษณ์ของเมืองเก่า
  3. ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันและอนาคต โครงการนี้มีการวางแผนมาตั้งแต่ช่วงแผน ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๙) ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโต แต่ในปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ และราคาน้ำมันจะแพงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โครงการที่ส่งเสริมการใช้พาหนะส่วนตัวจึงเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ สภาวะแวดล้อม และธรรมชาติในปัจจุบันและอนาคต
  4. ไม่เป็นที่ต้องการ และฝืนมติของผู้บริหารระดับจังหวัดและองค์กรธุรกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมทางหลวง เรื่องมติคณะกรรมการจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ และคณะกรรมการ กรอ.จังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า คณะกรรมการทั้ง ๓ ชุดมีมติขอให้เปลี่ยนโครงการทางยกระดับ ๔ สาย เป็นทางลดระดับแทนทางยกระดับ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ที่เป็นเมืองโบราณที่ห้อมล้อมด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม
  5. ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ โดยไม่ให้สิทธิแก่ประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ให้ข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐในการดำเนินโครงการที่จะผลกระทบต่อท้องถิ่น
  6. สวนทางกับแนวนโยบายแห่งรัฐและกระแสสังคมในปัจจุบัน ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เคารพการตัดสินใจของคนท้องถิ่น เปิดโอกาสให้คนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ชุมชนเข้มแข็ง และการพัฒนาบ้านเมืองแบบยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังจะทำให้ปัญหามลภาวะทางอากาศของเชียงใหม่รุนแรงขึ้น มีความเป็นมาที่ไม่ปกติและไม่โปร่งใส สร้างความแตกแยกระหว่างกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยราชการส่วนกลางกับหน่วยราชการส่วนภูมิภาค และเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยในสังคมปัจจุบัน

จากปัญหาและข้อบกพร่องดังกล่าาว กลุ่มประชาคมต่างๆ จึงมีข้อเสนอแนะ คือ

  1. ยุติการสร้างทางยกระดับหน้าสนามบินเชียงใหม่ แม้กรมทางหลวงจะอ้างว่าโครงการได้ดำเนินการไปแล้ว ๓๐ % แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ถูกทำลายในระยะยาว เกิดความเสียหายอื่นๆ โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึงปีละกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท
  2. นำงบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการทางยกระดับทั้ง ๑๖ แห่งมาจัดทำระบบขนส่งมวลชนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการจราจรของเมืองทุกเมือง โดยเฉพาะเมืองเชียงใหม่
  3. การดำเนินโครงการใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อสังคมและสภาวะแวดล้อมของเชียงใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของผู้บริหารระดับจังหวัด องค์กรธุรกิจ องค์กรประชาชน และประชาชนชาวเชียงใหม่
  4. เปลี่ยนแนวคิดที่มีมานานว่า การแก้ปัญหาจราจรต้องขยายถนน ทำทางยกระดับ และส่งเสริมการเพิ่มจำนวนรถ แนวทางแก้ปัญหาจราจรในเมืองที่ถูกต้องคือการจัดระบบขนส่งมวลชน การส่งเสริมทางจักรยาน การปรับปรุงทางเดิน การปลูกต้นไม้ริมถนน ตลอดจนการกระจายความเจริญออกไปตามเมืองต่างๆ แทนที่จะกระจุกความเจริญทุกด้านไว้ที่ใดที่หนึ่ง ดังเช่นกรณีกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  5. ประชาชนต้องสนใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น ติดตามข่าวสาร แสดงความคิดเห็น และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในสังคม ประชาชนจะต้องช่วยกันปกป้อง ดูแลและพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประวัติศาสตร์ ไม่มีบ้านเมืองที่ดีเกิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชาชน บ้านเมืองที่ดีไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความฝัน หรือความปรารถนาของคนหนึ่งคนใด แต่จะเกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนทุกคน

กลับด้านบน

เรื่องจากเพื่อนกองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม
พิธีกรรม วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน "สินค้าราคาถูกและสิ่งแปลกปลอมในกระแสแห่งการอนุรักษ์ช้างไทย"
ภพพล หมื่นไธสง

หากวันนี้ประเทศไทยยังมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นปี พ.ศ. 2508 (ประมาณ 176 ล้านไร่) หรือก่อนหน้านั้นสักหลายร้อยปี นับเริ่มแต่วินาทีแรกที่ผู้คนในยุคสมัยนั้นได้ส่งผ่านภูมิปัญญาเกี่ยวกับการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน ผ่านวันเวลาแห่งประสบการณ์วันแล้ววันเล่า จากคนสู่อีกคน จากรุ่นสู่อีกรุ่น จนกลายเป็นพิธีกรรมที่สอดประสานกับความเชื่อหยั่งรากลงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ในปัจจุบัน

พิธีกรรม จึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนในแต่ละยุคสมัยที่ปฏิบัติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความเชื่อ ผสมผสานกับความรู้ ความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ และผ่านการหลวมรวมของวันเวลา จนกลายเป็นวิถีแห่งวัฒนธรรมชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

ในกระบวนการแห่งพิธีกรรมนั้น เราจะเห็นแต่ละองค์ประกอบต่างๆ ล้วนมีสายใยแห่งความสัมพันธ์เหนี่ยวยึดในลักษณะของการพึ่งพาและเกื้อกูลต่อกัน

พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง เริ่มต้นตั้งแต่ยุคสมัยที่มีการจับช้างป่ามาฝึกใช้งาน ได้ชี้ให้เห็นถึงสายใยแห่งปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของพิธีกรรมอย่างชัดเจน คน ช้าง ป่า จึงถูกกำหนดบทบาทให้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพต่อวิถีแห่งการดำรงอยู่ของกันและกัน เป็นวัฏจักรแห่งชีวิตที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อการเกื้อกูลและพึ่งพา อย่างยากที่จะตัดสายใยนี้ให้ขาดจากกัน

เป็นความงามแห่งยุคสมัย ที่สังคมปัจจุบันเพรียกหา…! วันนี้…วันที่พื้นที่ป่าเหลือน้อยลง ผู้คนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมาย ระบบนิเวศน์ถูกทำลายอย่างย่อยยับ สายสัมพันธ์อันเป็นสายใยเหนี่ยวยึดวงจรแห่งชีวิตของคน ช้าง ป่า เข้าด้วยกัน จึงถูกคบดาบแห่งพิธีกรรมฟาดฟันจนขาดกระจุย

คน ช้าง ป่า ในปัจจุบันจึงมีวิถีแห่งชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากกันและกัน

ความเขลาปัญญา ความเข้าใจที่ไม่ลุ่มลึกต่อสายสัมพันธ์ขององค์ประกอบแห่งพิธีกรรมนี่เอง ที่วันนี้ พิธีกรรมได้กลายเป็นสินค้าแห่งยุคสมัย เป็นเครื่องมือแห่งผลประโยชน์ของผู้คนในสังคมละโมบ

เราเล็งผลเลิศต่อเป้าหมายและผลสำเร็จ เราจึงฉุดลากวิถีชีวิต (พิธีกรรม) เข้าสู่กระบวนการทางการค้าโดยกลไกการตลาดที่แยบยล

พิธีกรรม ซึ่งเหลือเพียงภาพอันเลือนลางในหลืบมุมแห่งซากอดีต ได้ถูกขุดคุ้ย รื้อฟื้นจับมาแต้มแต่งสีสันให้มีตัวตนปรากฏ ณ เบื้องหน้าของความต้องการ ดังสาวน้อยบ้านป่าที่ถูกจับมาอาบน้ำ ปะแป้ง แต่งตัวประทินโฉม จนกลายเป็นสาวงาม และเป็นสินค้าแปลกปลอมแห่งยุคสมัยของสังคมเมือง

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้และลุ่มลึกในจิตวิญญาณ ลืมรากเหง้าแห่งต้นกำเนิดของพิธีกรรม อันเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิถีชีวิตของชุมชนในแต่ละยุคสมัยนี้เอง…ที่สายใยแห่งชีวิต ซึ่งเคยผูกพัน พึ่งพา ระหว่างกันและกันของ คน ช้าง ป่า ได้ถูกตัดขาดจากกัน

วันนี้…คน ช้าง ป่า จึงกอดคอกันเดินไปบนเส้นทางที่มีหุบเหวแห่งความหายนะเป็นเป้าหมายและรางวัล

พิธีกรรม ภายใต้กลไกการตลาดของผู้เชี่ยวชาญ ที่ทุ่มเททั้งกำลังเงิน กำลังความคิด เล็งผลเลิศต่อเป้าหมายและความสำเร็จ โดยปราศจากจิตสำนึกและจิตวิญญาณที่ดีงาม พิธีกรรม…จึงเป็นเพียงสินค้าที่หวังผลต่อยอดขาย…แล้วก็ขายได้จริงๆ…

วันนี้…ช้างจำนวนมากจึงเดินออกจากป่าดงพงไพรลู่ป่าคอนกรีต…

นับแต่นี้…ป่าเขาและขุนห้วยจะเงียบเหงา…เพราะวิญญาณป่าได้หอบร่างอันใหญ่โตเทอะทะมาล้มตายเซ่นสังเวยผลพวงจากพิธีกรรมตามซอกมุมของป่าเมืองแทบทุกวัน…

พิธีกรรม วิถีแห่งวัฒนธรรม และภูมิปัญญา ซึ่งมิใช่เป็นเพียงแต่สินค้าราคาถูกและแปลกปลอมในกระแสแห่งการอนุรักษ์ช้างไทยเท่านั้น หากแต่ยังฉุดกระชากวิถีชีวิตของช้างไทยจากป่าธรรมชาติให้หลั่งไหลเข้าสู่ป่าเมืองมากยิ่งขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ ช้างไทยจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงจากภาวะวิกฤติแห่งการสูญพันธุ์

จากนี้ไป…เราจะเห็นช้างเชือกแล้วเชือกเล่าเดินออกจากป่าไพร…สู่ป่าเมือง และทิ้งร่างล้มตาย เพื่อเซ่นสังเวยพิธีกรรมที่กลายเป็นสินค้าราคาถูก…

นี่คือรางวัลของแผ่นดิน…ที่มอบแด่ช้าง…ผู้มีคุณ…!

กลับด้านบน

บอกเล่า, คำถามนี้มีที่มา
หนูหริ

บอกเล่าฉบับนี้เริ่มกันด้วยข่าวที่น่ายินดีค่ะ กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมขอแสดงความยินดีกับ ดร.วทัญญู ณ ถลาง นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และกรรมการที่ปรึกษากองทุนฯ และดร. สุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธอบดีกรมศิลปากร ในวาระที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๑ สาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธณรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของชาติ (ด้านอนุรักษ์มรดกไทย) ตามลำดับ

ด้านความเคลื่อนไหวของกองทุนฯ ขณะนี้เรากำลังดำเนินโครงการ "การสร้างมาตรการและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมรดกโลกทางวัฒนธรรม" โดยการสนับสนุนของกองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างมาตรการและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนและกลุ่มองค์กรต่างๆ ในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง โดยเมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. ที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้จัดสัมมนาผู้เชี่ยวชาญ (expert seminar) เพื่อระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมสัมมนา อาทิ ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์ รศ.ประสงค์ เอี่ยมอนันต์ ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย ดร.ยงถนิศร์ พิมลเสถียร คุณรณฤทธิ์ ธนโกเศศ และดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง เป็นต้น ซึ่ง เราจะบอกเล่าให้ทราบถึงความก้าวหน้าของโครงการนี้ในฉบับต่อๆ ไปค่ะ

๑๐-๑๒ พ.ย. นี้ สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมเมืองลำปาง โดยแวะทัศนศึกษา ณ อุทยานแห่งชาติกำแพงเพชร เดินทางตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ร่วมงานลอยกระทงตามแบบประเพณีโบราณ ชมการแห่สลุงหลวงของนครลำปาง แวะสักการะวัดพระธาตุลำปางหลวงและวัดพระแก้วดอนเต้า วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง และร่วมงาน "มหาบุญ มหากุศล" ทอดกฐิน ณ วัดข่วงกอม ตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีอายุเกือบ ๒๐๐ ปี ซึ่งท่านครูบาศรีวิชัยเป็นผู้สร้าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๓๓๑-๐๐๔๗ ต่อ ๔๑๙๐

ส่วนปฏิทินกิจกรรมช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. มีเทศกาลและงานประเพณีที่สำคัญของบ้านเรา คือ เทศกาลทำบุญเดือนสิบหรือวันสารทไทย ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยโบราณ หลายจังหวัดจัดงานประเพณี มีพิธีกรรม กิจกรรม ที่ปฏิบัติตามความเชื่อสืบต่อกันมา

๒๗ ก.ย.-๑ ต.ค. งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ. เพชรบูรณ์ เป็นประเพณีประจำปีของจังหวัด ชาวบ้านจะอัญเชิญพระพุทธธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ แห่ร่วมด้วยขบวนต่างๆที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ไปตามถนนสายสำคัญในตัวเมือง วันรุ่งขึ้นก็จะอัญเชิญพระพุทธธรรมราชาลงเรือ แห่ทวนแม่น้ำป่าสักไปยังโรงพิธีที่จัดไว้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้อุ้มพระดำน้ำ เพื่อขอความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง รวมทั้งขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ในช่วงเวลาเดียวกัน มีประเพณีสารทเดือนสิบ หรือที่เรียกกันว่า "ยกหมรับ" จ.นครศรีธรรมราช เป็นงานบุญตามคติพุทธศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

และในระหว่างวันที่ ๑๐-๑๕ ต.ค. เป็นเทศกาลทำบุญวันออกพรรษา ซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยพุทธกาล เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับจากจำพรรษา ณ สวรรณ์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ จะมีพุทธศาสนิกชนที่รอเข้าเฝ้าเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ ความเชื่อนี้ส่งผลให้เกิดประเพณีต่างๆ ในแต่ละภาคแต่ละจังหวัดขึ้น ดังเช่นภาคกลางและบางภาค มีประเพณีตักบาตรเทโว ๑๐-๑๕ ต.ค. จังหวัดอุทัยธานี ณ วัดสังกัสรัตนคีรี เชิงเขาสะแกกรัง งานนี้ถือเป็นประเพณีและสัญญลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นประเพณีที่เชื่อถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพื่อเป็นการสักการะพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในเทศกาลทำบุญออกพรรษานี้ โดยในช่วง ๑๑-๑๕ ต.ค. จัดขึ้น ณ จังหวัดนครพนม และ ๑๓ ต.ค. จังหวัดอุบลราชธานี ลงใต้กันบ้างค่ะ ๑๒-๑๔ ต.ค. งานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ จังหวัดพัทลุง เป็นการลากพระทางบก จะมีการตีโพน (กลอง) เพื่อควบคุมจังหวะในการลากขบวนลากพระของแต่ละวัดก็จะมีผู้ตีโพนอยู่บนขบวน เมื่อผ่านวัดต่างๆก็จะมีการตีโพนท้าท้ายกัน ทำให้มีการแข่งขันตีโพนเกิดขึ้น ซึ่งทางจังหวัดพุทลุงได้จัดให้มีการแข่งขันดีโพนขึ้นเป็นประจำทุกปี ส่วน ๑๔-๑๗ ต.ค. มีงานประเพณีแห่พระ แข่งเรือ ขึ้นโขน ชิงธง จังหวัดชุมพร

คำถามนี้มีที่มา
บ้าน-เรือน

คำถามนี้มีที่มาฉบับนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิตที่เรียกกันว่า บ้าน ค่ะ สังเกตไหมคะ เรามักจะเรียกที่พักอาศัยว่า "บ้าน" เสมอ ความจริงบ้าน คือ ส่วนที่มีบริเวณที่ดินโดยรอบรวมกับตัวอาคารทั้งหมด แต่เฉพาะตัวอาคารนั้นเรียกว่า "เรือน" ซึ่งแต่ละภาคของประเทศไทยเรา ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือภาคใต้ ต่างก็มีเรือนพักอาศัยแตกต่างกันหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นที่ตั้งและสภาพแวดล้อม

อย่างเรือนไทยภาคกลาง เป็นเรือนยกใต้ถุนสูง รวมทั้งระเบียงและชานก็ยกสูงในระดับลดหลั่นกัน ซึ่งช่วยให้ลมพัดผ่านจากใต้ถุนขึ้นมาข้างบน สามารถมองลงมายังใต้ถุนชั้นล่างได้ แต่ถ้าเป็นเรือนไทยภาคเหนือ ถึงแม้เป็นเรือนยกใต้ถุนสูงคล้ายเรือนไทยภาคกลาง แต่มีลักษณะอื่นๆ แตกต่างกันมาก เพราะดินฟ้าอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ฤดูหนาว ก็จะหนาวกว่าภาคกลางมาก ทำให้ลักษณะเฉพาะทางรูปทรงหลังคาและสัดส่วนเรือนเตี้ยคลุ่มมากกว่า เจาะช่องหน้าต่างแคบๆ เล็กๆ กันลมหนาว เรือนไทยดั้งเดิมของทางเหนือนั้น จะเป็นเรือนที่ถาวรและทนทาน มีวิธีการก่อสร้าง และฝีมือช่างที่ละเอียดประณีต หลังคาทรงจั่ว นิยมทำหลังคาแฝดติดกัน มีรางน้ำตรงกลาง ข้างบนสุดของหลังคา ทำไม้ไขว้แกะสลัก เพื่อตกแต่งให้เกิดความงาม และยังเป็นคติความเชื่อถือเกี่ยวกับโชคลางและการบูชา

เข้าคำถามประจำฉบับนี้ของเราล่ะค่ะ ถามว่า
ไม้ไขว้แกะสลักซึ่งอยู่ข้างบนสุดของหลังคาเรือนไทยดั้งเดิมของภาคเหนือ เรียกว่าอะไร ?

ส่งคำตอบมาร่วมสนุกกับจดหมายน้อบได้ตามที่อยู่/โทรสาร/e-mail ตามรายละเอียดด้านหลัง ภายในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ ผู้ตอบถูก ๕ ท่าน จะได้รับเสื้อยืดเก๋ๆ ของกองทุนฯ ส่งให้ถึงบ้านค่ะ

เฉลยคำตอบฉบับที่ ๔
คำถามฉบับที่แล้ว ถามว่า ในอดีต กรุงเทพฯ เคยได้รับการขนานนามจากชาวต่างชาติว่าเป็นเมืองอะไร คำตอบก็คือ เวนิสตะวันออก น่ายินดีที่มีผู้ร่วมสนุกเข้ามามากค่ะ กองบก.จึงต้องจับรางวัลผู้โชคดี ๕ ท่าน ได้แก่

  1. คุณสุนันท์ สมนวล ชลบุรี
  2. คุณปนัดดา โตคำนุช เชียงใหม่
  3. คุณสิริมา ศิรเจนกรุง กรุงเทพฯ
  4. คุณอมรรัตน์ ธีระเกียรติ กรุงเทพฯ
  5. คุณธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์ กรุงเทพฯ

กลับด้านบน