เปิดม่าน

บก.. ไกรสุข

เสน่ห์ของตลาดพื้นถิ่น

อรศิริ ปาณินท์

จิ้งจกทัก

สุเมธ ชุมสายฯ และ คณะ

มรดกโลกทางวัฒนธรรม
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

สมฤดี
นิโคร วัฒนยิ่งยง

การพัฒนาเมืองเก่า

รศ. ประสงค์ เอี่ยมอนันต์

บอกเล่า, คำถามนี้มีที่มา

หนูหริ


เปิดม่าน

บก. ไกรสุข

สวัสดีครับ เพื่อนๆ จดหมายน้อย
จะเอ่ยคำ “สวัสดีปีใหม่” ก็ดูไม่สมควร เพราะล่วงเลยจนถึงตรุษจีน จนจะเข้าตรุษไทย หรือ สงกรานต์ อีกในไม่ช้า จึงถือโอกาสทักทายพร้อมๆ
กับวาระที่จะเป็นมงคลของบ้านเมืองและพวกเราทั้งหลายที่กำลังได้รัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีใหม่ พร้อมกับวัฒนธรรมการเมืองที่มากับ
รัฐธรรมนูญล่าสุดของแผ่นดินไทยสร้างความหวังให้กับชีวิต รวมทั้งความหวังของ “จดหมายน้อย” ตามไปด้วย

สืบเนื่องจากบัตรอวยพรปีใหม่ของกองทุนฯ ของเรา ที่ศาสตราจารย์อรศิริ ปาณินท์ และอาจารย์ช่วง มูลพินิจ เป็นผู้สร้างสรรค์ บางท่านไม่มีโอกาสเห็น
จึงถือโอกาสนำมาเป็นปกเสมือนพรปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้น ท่านอาจารย์อรศิริ ปาณินท์ ยังได้กรุณาพาเที่ยวตลาดพื้นบ้าน หรือบางแห่งก็เป็น
ตลาดนัดชาวบ้านแท้ๆโดยไม่ได้ตกแต่งเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด เป็นตลาดของท้องถิ่นที่ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นปกติ เป็นเสน่ห์ของท้องถิ่น
ถ้าได้มีโอกาสไป ยามเช้าตรู่ ซื้อของใส่บาตร และซื้ออาหารเช้าจากตลาดมานั่งกินกับกาแฟที่สภากาแฟของถิ่นนั้นๆ ถ้าไม่ได้เห็นนานมาแล้ว
คงจะทำให้รู้สึกเสมือนระลึกชาติได้ขณะหนึ่ง ตลาดพื้นบ้านคงจูงใจให้คิดถึงวัฒนธรรมแวดล้อมของเราบ้าง ก่อนจะถูกวัฒนธรรม “ซุปเปอร์มาร์เก็ต”
รวมทั้งประเภทขายข้ามคืนข้ามวันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครอบคลุมดูดกลืนไปหมดแม้กระทั่งชนบท

เนื้อหาสาระฉบับนี้ ค่อนข้างเป็นทางการสักหน่อย เพราะทั้ง การพัฒนาเมืองเก่า มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่สุโขทัย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน แม้กระทั่ง
“จิ้งจกทัก” ก็ดูขึงขังไปกับเขาด้วย ดูเป็นเรื่องเป็นราว จึงขอฝากไว้กับแผ่นดินให้เป็นหลักฐาน จดหมายน้อยจะอยู่กับทุกท่านเรื่อยๆ ไป

กลับด้านบน

เสน่ห์ของตลาดพื้นถิ่น

อรศิริ ปาณินท์

หลังจากที่ได้เข้าสำรวจหมู่บ้านต่างๆด้วยใจรักและมีความสุขมาร่วม ๒๐ ปีแล้ว อยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศมาสำรวจตลาดร้านค้าแบบชาวบ้านบ้าง
เพราะตลาดร้านค้า ของไทยแสนจะมีเสน่ห์ชวนหลงไหล…เริ่มจากตลาดใกล้ตัวก่อน คือแถวใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไล่ไปตั้งแต่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี
และเพชรบุรี ดิฉันและกลุ่มลูกศิษย์ที่มีความชอบเหมือนๆ กัน ๕-๖ คนช่วยกันสำรวจได้ ๑๖ แห่ง คือ ตลาดบางเลน ตลาดลำพญา ตลาดนครชัยศรี
และตลาดวัดดอนหวาย จังหวัดนครปฐม ตลาดท่ายางตลาดท่าช้าง ตลาดเก้าห้อง และตลาดศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ตลาดถนนเขางู
ตลาดเจ็ดเสมียน ตลาดคุ้งพยอม ตลาดน้ำวัดปราสาทสิทธิ์ และตลาดบางแพจังหวัดราชบุรี หลังจากสำเร็จ ทีมงานของเรามาคุยกัน ทุกคนรู้สึก
เหมือนๆกัน คือ เสียดายเหลือเกิน เพราะค่อนข้างแน่ใจว่า อีกไม่นาน เราจะไม่ได้เห็นบรรยากาศเหล่านี้อีกแล้ว และต่างคนต่างก็มีคำถามมากมาย ว่า
ทำไมเราถึงไม่เห็นคุณค่าของตลาดร้านค้าพื้นถิ่น ? ทำไมตลาดแบบนี้ถึงต้องเปลี่ยนเป็นศูนย์การค้าแบบใหม่ ?ทำไมคุณค่าของการ
ออกแบบห้องแถวไม้เช่น ตลาดเก้าห้อง ตลาดลำพญา ตลาดวัดดอนหวาย ถึงไม่มีใครเอาไปใช้กับการออกแบบใหม่
และทำไม ทำไม
ทำไม อีกมากมาย….เราพบว่าตลาดพื้นถิ่นทุกแห่งเริ่มการขนส่งทางน้ำ ดังนั้นตลาดที่สำเร็จมาทุกแห่งอยู่ติดริมน้ำ บางแห่งเป็นแม่น้ำบางแห่ง
เป็นคลองซึ่งยังเห็นหลักฐานหลงเหลืออยู่ บางแห่งยังใช้การขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ แต่บางแห่งเปลี่ยนเป็นขนส่งทางบก หรือใช้ร่วมกันทั้งสองอย่าง
แต่ยังเห็นท่าเรือขนส่งหลงเหลืออยู่ซึ่งอาจกลายเป็นท่าเรือที่ชาวบ้านใช้ ซึ่งยังเป็นประโยชน์…. เมื่อเราเข้าไปสัมผัส บรรยากาศของตลาดแบบนี้
นอกจากสภาพแวดล้อมติดน้ำใกล้เรือเราจะพบความเปลี่ยนแปรทีละน้อย เมื่อเดินจากท่าเรือเข้าตลาด ซึ่งทั้งขายทั้งอยู่อาศัย ชีวิตของชาวตลาด
อบอุ่นเป็นกันเอง เมื่อปิดตลาด เจ้าของร้านก็นั่งคุยกันเหมือนญาติสนิทหน้าร้านของแต่ละคน เมื่อเดินออกมายังส่วนทางเข้าตลาดที่ติดถนนใหญ่
จะพบความเปลี่ยนแปรของบรรยากาศค่อนไปทางชาวกรุง……



ชีวิตและสภาพแวดล้อมแบบนี้ยังหลงเหลืออยู่อีกมากมาย….เราเก็บรักษาไว้ได้บ้างหรือไม่? เราจะทำอย่างไรกันดี

กลับด้านบน

จิ้งจกทัก "กำแพงเมืองโบราณ เชียงราย"

ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และคณะ

“ กำแพงเมืองโบราณ เชียงราย “
ฉบับนี้ ขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับเมืองกันบ้าง ถ้าใครเคยไปต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่ขึ้นไปทางเหนือ กรุงเทพฯ เช่น อยุธยา ลพบุรี นครราชสีมา
นครสวรรค์ พิษณุโลก กำแพงเพชร แพร่ เชียงใหม่ และ เชียงราย เป็นต้น ในอดีต เมืองเหล่านี้ยังคงมี กำแพงเมืองเดิมๆ ให้เห็นคุ้นตากันอยู่บ้าง
โดยเฉพาะท่านผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย เมื่อเวลาเปลี่ยนไป คนเปลี่ยน สถานที่และวัตถุก็เปลี่ยนแปลง กำแพงเมืองเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปในลักษณะ
ที่ถูกทำลาย ถูกละเลยไป โดยประชาชนและหน่วยงานของรัฐ ยกตัวอย่างเช่น กรมโยธาธิการ ในสมัยก่อน ท่านคงเห็นว่า ฐานแนวกำแพงเมือง
อยุธยามีความมั่นคงแข็งแรงดี ถูกตามหลักวิศวกร เลยขอใช้เป็นถนนแทน ประหยัดงบประมาณด้วยเป็นต้น ท่านไม่เคยเห็นความสำคัญ
ของกำแพงเมืองเหล่านี้ในแง่มุมประวัติศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานเอาเสียเลย ใช้หลักการพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าเพียงถ่ายเดียวอะไรที่เก่า
ที่แก่ หาประโยชน์ไม่ได้แล้ว ก็ทิ้งไป นี่เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเอาเยี่ยงอย่าง บ้านเมืองก็กลายเป็นเมืองใหม่ ไม่มีหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์เก่าๆให้ดูกัน หารู้ไม่ว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า (คือปัจจุบันนี้) เราต้องเก็บของเก่าเอามาหากินกันแล้วเพราะปัจจุบันกระแส
การท่องเที่ยวมันแรง หากเรายังคงทำลายของเก่าเท่ากับว่าเราทุบหม้อข้าวใบสุดท้ายของเราเอง และลูกหลานในอนาคตของเรา
ก็จะไม่ทราบอดีตกันต่อไป

ครับ กลับมาเรื่องกำแพงเมืองกันต่อ นับว่าเรายังโชคดีอยู่พอควรที่ยังคงมีผู้ใหญ่ที่เห็นความสำคัญของกำแพงเมืองเหล่านี้อยู่บ้าง ที่ช่วยกัน
ปรับปรุงดูแลซ่อมสร้างอดีตกำแพงเมืองเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว ยังคงมีข้อถกเถียงทางวิชาการอยู่อีกหลายแนวทาง
ต่างคนก็ต่างทรรศนะ ตีความกันไป…… กำแพงเมืองเชียงราย ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีนี้ ถ้าใครเคยผ่านบริเวณอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย
ก็จะเห็นบางส่วนของตัวกำแพงเมืองตั้งตระหง่านท้าแดดท้าลมอยู่ เป็นการดีครับที่จัดสร้างขึ้นมาให้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย
ว่าครั้งหนึ่งเคยมีกำแพงเมืองโบราณตั้งอยู่ตรงนี้ แต่มันถูกต้องหรือเปล่า? แน่ใจว่าอยู่ตรงนี้? นี่คือคำถามที่นักวิชาการหลายท่านสงสัยอยู่
ถ้ามองด้วยสายตาง่ายๆจากหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ ได้แก่ รูปภาพกำแพงเมืองเชียงรายเป็นลายเส้นสเก็ตเก่าแก่ จาก LE TOUR DU
MONDE,๑๘๘๕ (ดูรูปประกอบ) จะเห็นว่า สัดส่วนของกำแพงเมืองในรูปสเก็ตจะสูงใหญ่กว่าของจริงสร้างใหม่ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน
อย่างเห็นได้ชัดอย่างนี้จะเชื่อได้อย่างไรละครับว่า มันถูกต้อง น่าที่จะมีการสำรวจค้นคว้าเพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การจัดสร้างตัวอย่าง
แนวกำแพงเมืองเชียงรายที่เป็นที่น่าภูมิใจสำหรับชาวเมืองเชียงราย
ท่านพ่อเมืองฯ ท่านนายกเทศบาลเมืองเชียงรายและท่านอธิบดีกรม
ศิลปากรน่าจะเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดในเรื่องนี้ เพราะเมืองเชียงรายเป็นเมืองเก่าเมืองแก่ เป็นเมืองพี่เมืองน้องกันกับเมืองเชียงใหม่
มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ล้านนามิใช่น้อยและกำลังเป็นเมืองที่มีอนาคตทั้งในเรื่องการท่องเที่ยว การศึกษา และการค้าขายกับประเทศ
เพื่อนบ้านตอนเหนือ หรือที่เรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ท่านอยากจะให้ข้อมูลที่ผิดๆ ปรากฏเป็นหลักฐานแก่บ้านเมือง
อีกหรือ? ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับ
๑. ขอให้มีการจัดเสวนาเรื่อง กำแพงเมืองเก่าเชียงราย โดยเชิญนักวิชาการ ผู้รู้ท้องถิ่น อาทิเช่น อ.ศรีศักดิ์ วัลโภดม อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์
อ.สุจิตต์ วงศ์เทศท่านอธิบดีกรมศิลปากร คุณจรัล มโนเพช็ร ฯลฯ มานั่งถกกัน โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าฟังและซักถามได้ จุดประสงค์
เพื่อระดมความคิดและหาแนวทางร่วมตลอดจนจุดประกายเรื่องประวัติศาสตร์เมืองและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับชาวเมืองได้ร่วม
รับทราบและเข้าใจ อย่างน้อยก็จะได้บันทึกเป็นกรอบความเห็นนานาทรรศนะ จากผู้รู้เหล่านั้นเพื่อเป็นแนวทางต่อไป
๒. นำกรอบแนวทางดังกล่าวมา ค้นคว้าวิจัยในเบื้องลึกและอาจขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อจัดทำโครงการ รื้อฟื้น กำแพงเมืองและซุ้ม
ประตูเมือง ขึ้นมาแทนของปัจจุบันให้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึง เมืองเชียงรายในอดีต โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของ จังหวัด เทศบาล
ร่วมกัน
๓. งบประมาณที่ใช้ น่าจะมาจากหลายทาง อาทิเช่น จากงบประมาณบางส่วนของ อบจ. บางส่วนจากเทศบาล บางส่วนจากเอกชน เช่น
สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย ฯลฯ โดยนำมารวมกันเป็นกองทุนสนับสนุน

ครับ แนวทางข้างต้น จะต้องนำมาขยายความกันต่อไปครับ ก็ต้องขอฝากกันไว้ ณ ที่นี้ด้วย

กลับด้านบน

มรดกโลกทางวัฒนธรรมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขึ้นที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหง ในอุทยาน
ประวัติศาสตร์สุโขทัยโดยการสัมมนานี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการการสร้างแรงจูงใจและมาตราการในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกและสิ่งแวดล้อม
วัฒนธรรม”ซึ่งกองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมได้อุดหนุนให้กองทุนสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม
ดำเนินการศึกษา

เราได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร จากสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 5 จากอุทยานประวัติศาสตร์
สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร จากพิพิธภัณฑแห่งชาติ รามคำแหง และพิพิธภัณฑ์อื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง และจากท่านรองผู้ว่าฯดิเรก ก้อนกลีบ
จากเทศบาล อบต. หน่วยราชการต่างๆรวมถึงโรงเรียนและชุมชนในบริเวณโดยรอบ ดิฉันจึงถือโอกาสเอาข้อสรุปจากการประชุมกลุ่มย่อยทั้งสามกลุ่ม
มานำเสนอให้ท่านผู้อ่านทราบ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกันถึงความคิดความรู้สึกของเราที่มีต่อ “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ในประเทศไทย ดังนี้ค่ะ

กลุ่ม 1 ข้าราชการในพื้นที่
ปัญหาในการอนุรักษ์
1. ประชาชนบุกรุกพื้นที่อุทยาน
2. อุทยานฯ อ่อนการประชาสัมพันธ์
3. ประชาชนไม่ทราบข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับอุทยาน เช่น
- เขตอุทยาน
- อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในเขตอุทยาน และหน้าที่ของประชาชนในพื้นที่อุทยาน
- มรดกโลกคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
4. เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ไม่ชัดเจนในด้านการให้ความรู้แก่นักเรียนว่าต้องการในระดับไหน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มาชมพิพิธภัณฑ์
5. หัวหน้าส่วนราชการที่ย้ายมาใหม่ในจังหวัด ไม่สนใจมาชมพิพิธภัณฑ์ นอกจากเวลามีคนสำคัญมาจึงต้องมาด้วย
6. เรื่องมรดกโลก ยังไม่ได้บรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
7. ครูและเจ้าหน้าที่ ยังไม่มีความรู้ชัดเจนในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และมรดกโลกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
กระจายอยู่หลายแห่ง
8.มีปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยราชการเองยังต่างคนต่างทำงาน แม้แต่ภายในกระทรวงเดียวกันมีช่องว่างระหว่าง นักโบราณคดี
กับครูและนักเรียนในด้านการใช้ภาษาทางเทคนิควิชาการเพื่อการอนุรักษ์

ข้อเสนอแนะ
1. ในด้านการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหาประชาชนเองโดยเสนอให้จัดทำเป็น
- หอกระจายข่าว
- เอกสารเผยแพร่ในเรื่อง แผนที่เขตอุทยานฯ , กฎระเบียบของอุทยานฯ , มรดกโลกคืออะไร สำคัญอย่างไร และหน้าที่ของประชาชนต่อมรดกโลก เป็นต้น
- ทำเป็นหนังสือราชการ
- ประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายชุมชน 12 ชุมชน
2. อุทยานฯ ควรทำแบบอาคารต่างๆ ที่อนุญาติให้ปลูกสร้างได้ในพื้นที่เขตอุทยาน โดยระบุความสูงและระยะห่างจากโบราณสถาน เพื่อแก้ปัญหา
การก่อสร้างผิดแบบและลดรายจ่ายลดภาระประชาชน รวมทั้งสร้างเอกลักษณ์ของพื้นที่ประวัติศาสตร์ด้วย
3. สร้างกลุ่ม “ชุมชนคนรักเมืองเก่า” โดยประสานเจ้าหน้าที่ราชการ ผู้นำกลุ่มต่างๆ จัดในลักษณะกลุ่มเปิด ไม่บังคับการเข้าร่วม คล้ายๆ “สภากาแฟ”
โดยจัดเสวนาหรือทำกิจกรรมร่วมกันทุก 2-3 เดือน
4. ตั้งชมรมหรือจัดสัมมนาเยาวชน เพื่อสร้างความรู้ ความรัก และให้ความรู้ทางวิชาการในทุกระดับ ตั้ง แต่ระดับอนุบาล
5. ส่งเสริมการใช้จักรยานในบริเวณอุทยาน เพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
6. จัดสรรผลประโยชน์ให้ถึงประชาชนที่อยู่ในเขตอุทยานฯ เช่น จัดตลาดนัด และขายผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น
7. ติดตามและประเมินผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

8. สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และกรมศิลปากร ควรจัดลำดับความสำคัญในการพิจารณางบประมาณควรให้ความสำคัญ
กับสิ่ง แวดล้อมวัฒนธรรมด้วย
9. ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่งานศิลปกรรมท้องถิ่น
10. อบรมผู้บริหารระดับสูงในพื้นที่ให้มีความรู้และจิตสำนึก เข้าใจในสิ่ง แวดล้อมวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์
11. วิชา “ท้องถิ่นของเรา” ขอให้ครูพานักเรียนมาพิพิธภัณฑ์ หรือเชิญเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ไปบรรยายก็ได้ เวลาหน่วยงานด้านโบราณคดี
ขุดชั้นดินเพื่อศึกษาควรเชิญนักเรียนและอาจารย์ในโรงเรียนไปเรียนรู้ด้วย เพื่อจะได้ลดช่องว่างในด้านศัพท์เทคนิควิชาการในการอนุรักษ์
12. จัดกลุ่มนักเรียนภายในโรงเรียน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันในเรื่องการอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อมวัฒนธรรม

13. ให้รางวัล ยกย่องผู้มีฝีมือในท้องถิ่นในด้านศิลปกรรมและสิ่ง แวดล้อมวัฒนธรรม
14. ทำทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ แจกให้ทุกคนเพื่อประสานความร่วมมือกันต่อไป

กลุ่มที่ 2 ประชาชนในพื้นที่
มาตรการในการสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์
1. สร้างเสริมรายได้ให้ชุมชน
- ทำตลาดนัด ร้านค้าชุมชน โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในชุมชน
- จัดตั้งสหกรณ์ร้านค้าชุมชน ส่งเสริมหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างจริงจัง โดยภาครัฐเข้ามาดูแล
- ทำที่พักนักท่องเที่ยว โดยใช้บ้านสมาชิกในชุมชน
- พัฒนาและส่งเสริมอาชีพที่เป็นรายได้ โดยเน้นที่กลุ่มคนว่างงานในชุมชน
2. การจัดการและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งกติกาชุมชน ร่วมกันรับผิดชอบทำความสะอาดและมีบทลงโทษสำหรับผู้ทำผิดกติกา
- ปรับปรุงตลาด ให้เป็นตลาดชุมชนตัวอย่าง โดยจัดให้เป็นสัดส่วน
- ทำป้ายเน้นทางเข้าอุทยานฯ โดยเริ่มตั้งแต่เขตเทศบาล ปรับปรุงภูมิทัศน์และความสะดวก
- ปรับคูเมืองทั้ง 3 ชั้น โดยตัดแต่งต้นไม้ และดูแลอย่างสม่ำเสมอโดยชุมชน
- ร่วมกันลด/แก้ปัญหามลภาวะเป็นพิษ น้ำเสีย กำจัดขยะ
- สร้างจิตสำนึก

3. การสร้างความร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ
- ความชัดเจนในการออกเอกสารสิทธิ์ ตรงไหนออกได้ บริเวณไหนออกไม่ได้ เพราะอะไร
- ความชัดเจนในเรื่องขอบเขตโบราณสถาน
- ร่วมกันพัฒนาแบบบ้านที่เหมาะสมให้กลมกลืนกับท้องถิ่น และจัดช่วยเหลือวัสดุบางส่วน หาสปอนเซอร์จากองค์กร มูลนิธิและองค์กรเอกชน

4. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- รณรงค์ให้ชุมชนปลอดยาเสพติด
- จัดกิจกรรมสันทนาการ กีฬา ลานวัฒนธรรม และกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เช่น แข่งขันวาดรูปสำหรับเยาวชน เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว เป็นต้น
5. ประชาสัมพันธ์ ความรู้ข่าวสารที่ควรปฏิบัติ เช่น การขออนุญาติต่างๆ
6. ปัจจุบันชาวเมืองเก่าไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของโบราณสถาน แต่รู้สึกว่าเป็นลูกน้องถ้าเปลี่ยนความคิดนี้ไม่ได้คงเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นได้ยาก

กลุ่มที่ 3 อบต.ในพื้นที่
ปัญหา
1. ประชาชนขาดจิตสำนึก ความรู้ ความเข้าใจ คุณค่าและความเป็นเจ้าของในสถานที่โบราณสถาน เนื่องจาก ไม่ได้รับการศึกษา การปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย ต้องทำมาหากิน
จึงมองข้ามความสำคัญในการอนุรักษ์โบราณสถาน
2. ความไม่สะดวกในการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นป่ารกทึบ เส้นทางและถนนเป็นหลุมบ่อ
3. ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างทั่วถึงและบางพื้นที่เป็นป่ารกทึบ
4. เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ข้อเสนอแนะ
1. ให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่เด็กและเยาวชนในเรื่องประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน เพื่อให้เกิดจิตสำนึก รู้สึกรักและหวงแหน เป็นเจ้าของ
สถานที่โบราณสถานในท้องถิ่นของตน
2. อยากให้เพิ่มจุดท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงภูมิทัศน์บางพื้นที่ ปรับปรุงทางเท้า เป็นต้น
3. ร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างภาครัฐและประชาชนในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน โดยมีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน และให้มีการชี้แนวเขตที่ดินให้ชัดเจน

อ่านความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆข้างต้นแล้ว ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างคะ หากท่านผู้อ่าน (ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด) มีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างใดต่อ
มรดกโลกทางวัฒนธรรมในประเทศไทย กรุณาเขียนมาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังค่ะ มรดกโลกควรต้องเป็นมรดกของไทยและของเราด้วย จริงไหมคะ
เรื่องนี้ยังมีต่อค่ะ

กลับด้านบน

การพัฒนาเมืองเก่า
รศ.ประสงค์ เอี่ยมอนันต์

๑. องค์ประกอบเมืองเก่า
ดินแดนประเทศไทยอันกว้างใหญ่ไพศาลในปัจจุบันนี้ ได้เคยเป็นที่