ระยองระส่ำ พิพาท “มลพิษ” จุดชนวน “ไฟขัดแย้ง”
ที่มา www.dailynews.co.th 3 ต.ค. 50 

แม้กระแสข่าว “ม็อบปิดถนนต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า” จะซาลงไปแล้ว แต่ลึก ๆ ที่ “ระยอง” อีกหนึ่งใน “จังหวัดท่องเที่ยว” ชื่อดังของเมืองไทย ที่ในอีกด้านก็เป็น “พื้นที่อุตสาหกรรม” ด้วย ณ วันนี้ สถานการณ์ยังคงคุกรุ่น !! จนพ่อเมือง พลวัตร ชยานุวัชร ผู้ว่าราชการจังหวัด ระยอง ออกปากเป็นห่วง...

รัฐบาลยืนยันว่าไม่ออกใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

ทว่า “ไฟขัดแย้ง” ยังยากจะยืนยันว่าจะไม่ลุกโชน ??

“ระยอง” เริ่มปรากฏชื่อในพงศาวดารเมื่อ พ.ศ. 2113 ในรัชสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะก่อตั้งเมืองขึ้นประมาณ พ.ศ. 1500 ยุคขอมมีอานุภาพเฟื่องฟูแถบดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งนักโบราณคดีพบซากศิลาแลงคูค่ายศิลปะการก่อสร้างแบบขอม หลงเหลืออยู่ในเขต อ.บ้านค่าย

ในประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งกล่าวถึงเมืองระยอง ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่ใกล้จะเสียแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนยี่ ปี พ.ศ. 2309 พระยาวชิรปราการ หรือ พระยาตาก พร้อมไพร่พลราว 500 คน ได้ตีฝ่าวงล้อมทัพพม่ามุ่งสู่ตะวันออก หยุดพักไพร่พลที่เมืองระยอง และได้ปราบปรามคณะกรมการเมืองที่แข็งข้อยึดเมืองระยองได้ ก่อนเดินทัพไปเมืองจันทบุรีเตรียมกอบกู้อิสรภาพคืนจากพม่า จนสำเร็จในปี พ.ศ.2113

จากประวัติศาสตร์ยาวนานและเกี่ยวข้องกับความเป็นไทยในวันนี้ ปัจจุบันระยองเป็นจังหวัดตะวันออกที่มีพื้นที่ประมาณ 3,552 ตร.กม. ห่างจาก กรุงเทพฯ ประมาณ 179 กม. โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2546 มีประชากร 548,657 คน เป็นชาย 273,738 คน หญิง 274,919 คน ไม่รวมคนจากจังหวัดอื่น ๆ

“ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก” ...คือคำขวัญของ “ระยอง” จังหวัดที่ ณ วันนี้ปฏิเสธมิได้ว่า เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของผู้คนยึดโยงอยู่กับ 3 ด้านหลัก ๆ คือเกษตร-สวน ผลไม้ ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ซึ่งก็ล้วนแต่สำคัญทุกด้าน !!!

อย่างไรก็ตาม จากการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม และเกิดปัญหา “มลพิษ” ต่าง ๆ ขึ้น จุดนี้นับวันจะเป็นปัญหาใหญ่ของจังหวัด ซึ่งไม่เพียงด้านมลพิษ แต่ “อาจเกิดปัญหาความรุนแรงระหว่างกลุ่มคนด้วย ??” ทั้งนี้ จากการเตรียมการของบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่แห่งหนึ่งในระยองที่คาดว่าเป็นการเตรียมยื่นขอใบอนุญาต “สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน” จุดนี้ได้ทำให้เกิด “ม็อบต่อต้านโรงไฟฟ้า” ปิดถนนสายสุขุมวิท

ประเด็นก็คือ... แม้ภายหลังจะมีสัญญาณบ่งบอกชัดเจนว่าจะไม่มี โรงไฟฟ้าของบริษัทดังกล่าวนี้แล้ว และทางรัฐบาล โดย ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่าจะไม่พิจารณาใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าอย่างแน่นอน แต่เพราะความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น ปัญหาจึงทำท่าจะไม่ยุติง่าย ๆ

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านกรณีนี้ยังคงมีอยู่ จนเกิดการรวมตัวของคนอีกกลุ่ม ซึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับบางบทบาทของม็อบด้วย โดยเฉพาะกับเรื่องการปิดถนนสุขุมวิท ซึ่งฝ่ายหลังนี้เกรงจะเกิดขึ้นอีก และมองว่าเปรียบเสมือนการปิดเส้นเลือดใหญ่ของเมือง ทุกธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การค้าการลงทุน จะได้รับความเสียหายไปกับการปิดถนน

ฝ่ายหนึ่งต่อต้านเรื่องมลพิษ ซึ่งก็เป็นสิทธิ และการต้านมลพิษก็มิใช่เรื่องไม่ดีแต่อย่างใด ทว่าอีกฝ่ายที่รวมตัวกันขึ้นใหม่ก็มองว่า การมีม็อบปิดถนนครั้งก่อนนอกจากเท่ากับปิดวงจรเศรษฐกิจของจังหวัดแล้ว ที่มีการคลุมหน้าประท้วงยังทำให้คนทั่วไปมองภาพระยองไม่ต่างจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดความรุนแรง ทำให้เสียภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัด มีผลต่อเศรษฐกิจการ ท่องเที่ยว มีผลต่อการทำมาหากินของคนในพื้นที่

ปัญหาที่น่าจะจบก็เลยไม่จบ...กลายเป็นความขัดแย้งใหม่

จนผู้ว่าฯ ระยองต้องรับบทหนักเพื่อป้องกัน “ไฟกลางเมือง”

“จุดที่ลงตัวอยู่ตรงไหน ในอนาคตคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะตัด สินใจ แต่ ณ วันนี้เมื่อเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายุติแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรจะยุติเช่นกัน เพื่อให้ จ.ระยอง กลับมามีศักยภาพอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาจากการ ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายก็จะพูดถึงสิ่งที่เดือดร้อน แต่ความเดือดร้อนที่แท้จริงคือคนทั้งจังหวัดระยอง” ...เป็นอีกมุมน่าคิดที่อยู่ตรงกลาง มุมที่ต้องเร่งขบคิด ป้องกัน แก้ไข ของ พลวัตร ชยานุวัชร ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง

ทั้งนี้ ทางผู้ว่าฯ ระยองมองว่า... ณ วันนี้เรื่องชื่อเสียงและศักยภาพของระยองที่หดหายไปกำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขยิ่งกว่าเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าที่ยุติแล้ว และแนวทางแก้ในเบื้องต้นก็คือ... “การฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด” หากแต่ควรเป็นความคิดเห็นที่เน้นการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นที่ตั้ง

“อันดับแรกคงต้องให้ทุกฝ่ายหยุดเคลื่อนไหว เพราะยังไง ๆ โรงไฟฟ้าก็ไปแล้ว คนระยองต้องร่วมกันแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้คนอื่นผูกปมปัญหามาให้ พร้อมกับผลประโยชน์ของเขา แล้วเราก็มานั่งตั้งแง่ใส่กัน” ...ผู้ว่าฯ พลวัตรกล่าว “มีนัยน่าคิด ??” ซึ่งคนในพื้นที่เองก็คงต้องไตร่ตรองกัน...

...“จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง” ...เป็นความตอนหนึ่งจากกระแสพระราชดำรัสของ “พ่อแห่งแผ่นดิน” ที่ได้พระราชทานไว้เพื่อเตือนสติลูกไทยทั้งหลายมิให้ขัดแย้งแตกแยกกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น และมิเคยจะล้าสมัย .....

ทำให้ “ระยอง” พัฒนาต่อไป-ไม่ถอยหลังเพราะไฟขัดแย้ง

ด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่บริหารดูแลพื้นที่อยู่ก็กำลังทำเต็มที่

แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งกว่า...ก็คือคน จ.ระยอง เอง !!!!!.


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>