กรมควบคุมมลพิษส่งทีมตรวจกลิ่นเหม็น “มาบตาพุด”
www.bangkokbiznews.com 18 ม.ค. 51 

กรมควบคุมมลพิษ ส่งทีมลงพื้นที่มาบตาพุด ตรวจสอบกลิ่นเหม็นตามคำร้องเรียน พบข้อสันนิษฐานมาจากโรงงานที่ผลิตผ้าเบรกเอบีเอส คาดแก้ปัญหาได้ภายใน มี.ค.นี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุด จ.ระยอง ว่า ขณะนี้ทาง คพ.กำลังสรุปผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุด ในช่วง 1 ปีที่ ผ่านมา เสนอต่อนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 ชุดเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด

โดยเฉพาะการหาความสัมพันธ์ทางด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนกับมลพิษในพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ภาพรวมถือว่ามีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รวมทั้งภาคเอกชนในการร่วมกันจัดการมลพิษในจังหวัดระยอง ทำให้สามารถควบคุมการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่เคยมีค่าความเข้มในบรรยากาศสูงให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหาหลักคือเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งชาวบ้านแถวชุมชนซอยร่วมพัฒนา และชุมชนโสภณ ที่อยู่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดยังได้รับผลกระทบเป็นครั้งคราวจากกลิ่นเหม็นคล้ายๆ กลิ่นไหม้ กลิ่นน้ำมัน ขณะที่บริเวณชุมชนบ้านฉางใกล้กับนิคมเอเชีย ก็ร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นของอะซิติกเอซิค

โดย คพ.ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงไปติดตามสภาพปัญหา รวมทั้งหาแหล่งกำเนิดของกลิ่นเหม็นดังกล่าวแล้ว ซึ่งเบื้องต้นสันนิษฐานว่ากลิ่นเหม็นที่มาบตาพุดมาจากโรงงานที่ผลิตผ้าเบรกเอบีเอส

ส่วนปัญหาสารอินทรีย์ระเหยในบรรยากาศ ที่มีแหล่งกำเนิดจุดรั่วซึมจากโรงงานอุตสาหกรรม คาดว่าจะแก้ปัญหาได้ครบ 100% ภายในเดือนมี.ค.นี้ ขณะที่การระบาย VOCs จากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมตั้งเป้าให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดภายใน 3 ปี

“อย่างไรก็ตาม การจะประกาศเขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดหรือไม่ คงขึ้นกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้” ดร.สุพัฒน์ กล่าว

ส่วนการจัดการคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มีการระบายสารมลพิษทางน้ำ เช่น บีโอดี ซีโอดี ทีดี เอส ตะกั่ว เซเลเนียม เหล็ก แมงกานีส แคดเมียม ตั้งเป้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน 100% ภายในเดือน มี.ค.นี้ ส่วนน้ำทิ้งชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด หลังจากมีการวางแนวท่อดักน้ำเสียของเทศบาลคาดว่าใน อีก 3-4 ปีจะลดน้ำเสียลงได้ 50% ซึ่งในการดำเนินการต่อจากนี้จะมีการเข้าไปตรวจสอบและแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ดร.สุพัฒน์ ยังกล่าวว่าถึงผลกระทบที่เกิดจากการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ คาดว่าในช่วงวันที่ 16-18 ม.ค.นี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมไทย อาจส่งผลให้เกิดการสะสมสารมลพิษในบรรยากาศ

โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กและก๊าซโอโซนที่มีระดับเกินมาตรฐาน ดังนั้น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงออกนอกบ้านในช่วงนี้

ด้าน นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า หลังจากกลุ่มได้ฟ้องศาลปกครองกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไม่ยอมประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2550 และหลังจากนั้น 2 เดือนทาง คพ.ได้ทำหนังสือคัดค้านคำฟ้อง ซึ่งมีคำคัดค้านที่ขัดแย้งกันเองว่าท้องถิ่นไม่มีศักยภาพในการดูแลจัดการปัญหาได้ โดยเครือข่ายจะส่งให้ศาลปกครองตีความหนังสือคัดค้านของคพ.อีกครั้งในวันที่ 21 ม.ค.นี้


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>