พบสารพิษอีก 3 ตัว 'มาบตาพุด'
 ฐานเศรษฐกิจ 15 มี.ค. 51
 
เก็บตัวอย่างอากาศในมาบตาพุด วัดค่าพบเกินค่ามาตรฐานอีก 3 ชนิดล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพต่อชีวิตคน กลุ่มปิโตรเคมีส.อ.ท.ประกาศภารกิจเร่งด่วน ระดมกลุ่มรง.ในมาบตาพุด จัดทำรายงานผลกระทบสวล.ให้สังคมรับทราบ ร่วมมือก.ศึกษาธิการปรับปรุงหลักสูตรปวส. สร้างนักศึกษาปวส.ให้มีความรู้พิเศษเฉพาะ ด้าน 4 กลุ่มทุนใหญ่ เอสซีจี/ อูเบ,/ดาวเคมิคอล และพีทีที เคมิคอล ทุ่มงบผูกพัน 3 ปี 30 ล้านบาทหนุนพัฒนาคน



สืบเนื่องจากปี2550 25ชุมชนในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบพุดร้องเรียนผ่านสื่อว่าได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ กลิ่นควัน ที่เกิดจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่กระจุกตัวหนาแน่นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ทำให้ภาครัฐและเอกชนมีการตื่นตัว และร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อลดปริมาณมลพิษในพื้นที่โดยเฉพาะภาคเอกชน มีการตั้งระบบการซื้อขายการปล่อยค่ามลพิษ(EMISSION TRADE) ในพื้นที่ เพื่อให้มีปริมาณมลพิษน้อยที่สุด รวมถึงการรวมตัวกันสนับสนุนเงินทุนช่วยเหลือในรูปของกองทุนต่างๆ

ล่าสุดนางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง เจ้าหน้าที่กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทางกลุ่มได้ร่วมมือกับกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และองค์กรโกลบอลคอมมิวนิตี้มอนิเตอร์ ได้ทำการจัดเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศในพื้นที่มาบตาพุดในช่วงปีที่ผ่านมา และได้ส่งผลการตรวจสอบไปยังสหรัฐอเมริกา โดยพบว่ายังมีสารอินทรีย์ระเหยหรือวีโอซี ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ประมาณ 10 ชนิด จากที่มีการตรวจพบก่อนหน้านี้ 21 ชนิด ซึ่งบางชนิดมีค่าความเข้มข้นน้อยลง และบางชนิดมีค่าความเข้มข้นเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

โดยข้อมูลดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการเก็บตรวจตัวอย่างของกรมควบคุมมลพิษที่ได้ติดตามตรวจสอบปริมาณสารวีโอซีในบรรยากาศ ในพื้นที่มาบตาพุดช่วงปี 2549-2550 โดยเก็บตัวอย่าง เดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องจนครบ 12 ครั้ง แล้วนำผลแต่ละเดือนมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยใน 1 ปีและเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน พบว่ามีสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีค่าความเข้มข้นไม่เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายปี 6 สาร ได้แก่ ไวนิลคลอไรด์, ไดคลอโรมีเทน, คลอโรโฟม,ไตรคลอโรเอทิลีน 1,2 -ไดคลอโรโพรเพน และเตตระคลอโรเอทิลีน

สำหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีค่าความเข้มข้นเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายปีมี 3 สาร ได้แก่ 1,3- บิวทาไดอิน จะเป็นยางสังเคราะห์ สำหรับผลิตยางรถยนต์, เบนซิน(benzene)เป็นของ

เหลวที่ไม่มีกลิ่นไวไฟ เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก เรซิน ไนลอนและใยสังเคราะห์และผลิตภัณฑ์บางชนิดเช่นสารหล่อลื่น สี กลิ่นเบนซินจะทำให้เซื่องซึม เวียนศีรษะ หรือหมดสติได้หากสูดดมหรือสัมผัสเป็นเวลานาน และ 1,2-ไดคลอโรเอทิลีน เป็นสารสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซี โดยจุดที่ ตรวจพบเกินมาตรฐาน ได้แก่ สถานีอนามัยมาบตาพุด สถานีเมืองใหม่ ชุมชนบ้านพลง และศูนย์บริการสาธารณสุขบ้านตากวน



อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ทางองค์กรทั้ง 3 แห่ง จะร่วมกันแถลงผลการตรวจวัดที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรายงานข้อมูลให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป

ด้านนายศุภชัย วัฒนางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยว่าภายหลังจากที่มีการประชุมสมาชิกกลุ่มปิโตรเคมีไปเมื่อเร็วๆนี้ ว่าสมาชิกกลุ่มปิโตรเคมีมีข้อตกลงว่าจะมีภารกิจเร่งด่วนที่จะผลักดันร่วมกันตามวาระปี 2551-2553 ที่จะต้องดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุดโดยเน้นไปที่ มาตรการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในแง่สิ่งแวดล้อม ที่ประกาศจุดยืนร่วมกันว่า กลุ่มปิโตรเคมีจะมีการทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปีร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มเพื่อรายงานผลด้านสิ่งแวดล้อมให้สังคมรับทราบ และรู้เห็นการปล่อยของเสียออกจากโรงงานอุตสาหกรรมในแต่ละแห่ง อย่างโปร่งใส

"ปีที่แล้วถูกสังคมเรียกร้องให้มีการรายงานผลด้านของเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ในขณะที่สมาชิกกลุ่มปิโตรเคมีจะได้มีการบริหารจัดการปล่อยของเสียให้อยู่ในกรอบที่กำหนด"

นอกจากนี้กลุ่มปิโตรเคมีจะต้องมีการประสานงานกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อรายงานผลการปล่อยค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ออกมาจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแต่ละสถานี ทั้งหมดนี้จุดประสงค์เพื่อต้องการติดตาม รายงานผลการวัดระดับคุณภาพอากาศให้เป็นที่วางใจต่อสังคมโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการดูแลให้ความรู้แก่พนักงานในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนที่อยู่รอบๆโรงงาน

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวอีกว่า ภารกิจเร่งด่วนเรื่องการพัฒนาคนก็เป็นอีกประเด็นที่จะต้องเน้น โดยล่าสุดบริษัทเอกชนกลุ่มปิโตรเคมีที่ตั้งโรงงานอยู่ในเขตมาบตาพุดร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และโรงเรียนดรุณสิขาลัย ปรับปรุงหลักสูตรปวส.ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโดยมีการฝึกงานอยู่ในหลักสูตรด้วย ตามหลักสูตร V-ChEPเป็นโครงการนำร่องในการสร้างนักศึกษาปวส.ให้มีความรู้พิเศษเฉพาะด้าน โดยหลักสูตรที่ปรับปรุงจะมีการเรียนการสอนในวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จ.ระยอง จะเป็นโครงการที่สร้างคนมารองรับการทำงานในอนาคต

"โครงการนี้จะให้โอกาสกับลูกหลานชาวระยองที่สนใจจะเข้ามาเรียนก่อน เมื่อเรียนจบก็สามารถเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดได้ โดยในเดือนพฤษภาคม 2551 จะเปิดรับสมัครเด็กที่สนใจจะเรียนปวส.จำนวน 50 รายนำร่องก่อน"

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กล่าวว่าโครงการพัฒนาคนได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ในพื้นที่มาบตาพุด 4 กลุ่ม คือเอสซีจี กรุ๊ปส์, อูเบ(UBE) จากญี่ปุ่น, ดาวเคมิคอลจากสหรัฐอเมริกา และพีทีที เคมิคอล จำนวนรวมกันมูลค่า 30 ล้านบาท เป็นโครงการผูกพัน 3 ปี นับจากปี2551-2553 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคาร การซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน และค่าจ้างอาจารย์ที่เข้ามาสอน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จำเป็น

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>