มลพิษมาบตาพุด-ภัยร้ายคุกคามสุขภาพ
 www.naewna.com 1 เม.ย.51
"อุตสาหกรรม" ทำให้เมืองมีประชากรเพิ่มขึ้นอยู่รวดเร็ว จากการเคลื่อนย้ายของประชากรจากภายนอกเข้ามารับจ้างบริการต่างๆ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายของพวกชาวนาในชนบทที่เข้ามาเป็นกรรมกรตามโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานก่อสร้าง ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอย่างมากมาย อย่างเช่น ปัญหาชุมชนแออัด แหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาเรื่องการลักขโมย ปล้นจี้ ซึ่งรวมไปถึงปัญหา ทางโสเภณี และการว่างงานด้วย สิ่งสำคัญเกิดผลกระทบ...

"มลพิษทางอากาศ"...!!!

เกิดจากกระบวนการแปรรูป หรือการผลิตสิ่งของจากวัตถุดิบให้เป็นวัสดุใหม่ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ โดยการใช้เครื่องจักร หรือแรงคน เพื่อให้ผลิตได้ครั้งละมากๆ จนสามารถนำไปขายเป็นสินค้าได้

กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม ร่วมกับกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิเคราะห์สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากตัวอย่างอากาศที่เก็บมาตรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 มีการตรวจพบสารก่อมะเร็งอย่างน้อยที่สุด 3 ตัว ที่มีค่าสูงในบริเวณมาบตาพุด คือ Benzene, 1,3 Butadiene และ Ethylbenzene จากการติดตามปัญหา VOCs ตั้งแต่ปี 2545-2550 พบว่าในบรรยากาศรอบพื้นที่มาบตาพุด มีการปนเปื้อนของ VOCs ที่ตรวจพบแล้วอย่างน้อยที่สุด 55 ตัว ในจำนวนนี้มี 45 ตัว ที่มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายถึง 20 จุด เช่น ตับ ไต หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และประสาท

ดร.อาภา หวังเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศจากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ร่วมโครงการหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษของกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม และกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ว่าได้ตรวจพบ"สารอินทรีย์ระเหยง่าย" หรือ Volatile Organic Compounds (VOCs) 20 ตัว ในจำนวนนี้มี 6 ตัว ที่เกินค่าระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ US EPA จาก 6 ตัวดังกล่าว มี 3 ตัว ที่เป็นสารก่อมะเร็ง และพบในปริมาณที่ยังสูงอยู่ คือ 1. Benzene พบว่ามีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ US EPA Region 6 ถึง 700 เท่า, 2. สาร 1,3 Butadiene มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ US EPA Region 6 ไป 265 เท่า และ 3. Ethylbenzene ตรวจพบแต่ไม่เกินค่าระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ

นอกจากนี้ยังพบสารเมทิลเทอเทียรีบิวทิลอีเทอร์ (Methyl tert-Butyl Ether) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก และลำคอ มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของ US EPA Region 6 ไป 232 เท่า ปัจจุบันประเทศอเมริกาได้ยกเลิกการใช้สารตัวนี้ไปแล้ว

ดร.อาภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศครั้งล่าสุดเมื่อปี 2550 ยังคงชี้ให้เห็นว่าอากาศในพื้นที่นี้มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่เป็นพิษต่อสุขภาพคนในพื้นที่มาบตาพุดปนเปื้อนอยู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยการนำเสนอของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มีการกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี จำนวน 9 ชนิดแล้วก็ตาม ปัญหาคือ ตามประกาศฉบับนี้หมายความว่า เราจะรู้ว่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายมีค่าเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่ จะต้องทำการเก็บตัวอย่างเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้วเท่านั้น เท่ากับว่าชาวบ้านมาบตาพุดได้หายใจอากาศเข้าไปนานเป็นปี จึงจะรู้ได้ว่าอากาศที่หายใจมีสารอันตรายสูงเกินมาตรฐานตามกำหนดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คพ. กำลังจัดทำร่างมาตรฐานระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศของสารอินทรีย์ระเหยง่ายประมาณ 20 ตัว จึงอยากสนับสนุนให้เร่งประกาศออกมา เพื่อจะได้ใช้ควบคู่กับมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายฯ

นางสาววลัยพร มุขสุวรรณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศมาบตาพุดตั้งแต่ปี 2545-2550 ทั้งโดยการใช้กระป๋องตรวจมลพิษของกลุ่ม และจากการประมวลรายชื่อสารที่ คพ. ตรวจไว้เมื่อปี 2548 พบว่า ในบรรยากาศของมาบตาพุดมีสารอินทรีย์ระเหยง่ายปนเปื้อนอยู่อย่างน้อยที่สุด 55 ตัว และจากการค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นโดยอ้างอิงจาก MSDS พบว่า ในจำนวนนี้มีสาร 45 ตัว ที่มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายคนถึง 19 จุด เช่น มีสารอินทรีย์ระเหยง่าย 33 ตัว ที่มีอันตรายต่อตับ, 30 ตัวมีผลต่อไต, 14 ตัวมีผลต่อการทำงานของหัวใจ, 25 ตัวเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง และ 10 ตัว มีผลต่อประสาท ทั้งนี้พบว่าสารที่มุ่ง"โจมตี" อวัยวะในร่างกายของคนมากที่สุด"สารคลอโรเบนซีน" โดยจะ"โจมตี"ไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ตับ ไต ปอด ไขกระดูก อัณฑะ ต่อมไทมัส และม้าม รองลงมาคือ คาร์บอนไดซัลไฟด์ จะโจมตีไปที่หัวใจ ระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด ตับ ไต ประสาท ตา และระบบสืบพันธุ์

อย่างไรก็ตาม การชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของ"สารอินทรีย์ระเหยง่าย"กับ"อันตราย"ที่จะเกิดกับร่างกายคนอย่างง่ายๆ ในความเป็นจริงนั้น การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของสารเคมีมีข้อจำกัดหลายอย่าง เนื่องจากว่ามนุษย์รวมถึงพืชและสัตว์มีความทนทาน หรือมีปฏิกิริยาต่อสารต่าง ๆ แตกต่างกัน ขณะเดียวกันสภาวะแวดล้อมที่ต่างกันก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสารนั้นๆ ต่างกันด้วย ปกติแล้วเราจะบอกได้ว่าสารตัวไหนมีอันตรายอย่างไรกับคนด้วยการทดลองกับสัตว์ในห้องทดลอง โดยทั่วไปมักใช้หนูเป็นสัตว์ทดลอง และจะทำการทดลองกับสารเป็นรายตัว มีการควบคุมระยะเวลาที่แน่ชัด

ดังนั้นการเอาผลทดลองจากสัตว์ที่ทำในระยะสั้นมาเปรียบเทียบใช้กับคนที่ได้รับสารพร้อมกันหลายตัวและได้รับเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น ชาวบ้านมาบตาพุด ที่ต้องสูดอากาศปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่ายนานเป็นสิบปีแล้ว จึงเป็นการประมาณการอันตรายต่อสุขภาพที่มีความไม่แน่นอนสูง

ปัจจุบันเรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่า การได้รับสารอินทรีย์ระเหยง่ายผสมกันหลายตัวพร้อมกันแบบค็อกเทล จะมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ประการสำคัญคือ ในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ยังมีข้อมูลน้อยมากที่จะบอกได้ว่าสารแต่ตัวเมื่อเข้าสู่ร่างกายมีกลไกการเกิดพิษอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงและเป็นปัญหาใหญ่ของผลกระทบจากมลพิษอากาศต่อสุขภาพของชาวบ้านที่มาบตาพุด

ด้านนายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศของเราครั้งล่าสุดนี้เป็นการยืนยันว่าสถานการณ์ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดยังไม่ดีขึ้นเหมือนเมื่อสิบปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลอ้างว่าได้ดำเนินแผนการลดมลพิษแล้วก็ตาม ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะจัดการปัญหาให้ถูกต้องจริงก็ควรดำเนินมาตรการให้สอดคล้องกับผลการตรวจสอบของภาคประชาชนด้วย ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกที่ตั้งหน่วยกระป๋องตรวจมลพิษขึ้นมาเพื่อสอดส่องการปล่อยมลพิษของโรงงานต่างๆ เพื่อกดดันให้โรงงานและรัฐต้องแก้ไขปัญหาและมีความรับผิดชอบต่อมลพิษที่ตนก่อขึ้น ทำให้ปัญหามลพิษอากาศลดน้อยลงไปมาก

ทั้งนี้นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมกล่าวว่า กระป๋องตรวจมลพิษเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการรับรองจาก US EPA สำหรับใช้ตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ชุมชนสามารถใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังคุณภาพอากาศได้ และติดตามการปล่อยมลพิษของโรงงานอย่างได้ผล รัฐบาลต้องการให้ชาวบ้านมาบตาพุดมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศด้วย

แม้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมจะเป็นตัวส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของประเทศ แต่หากมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและจะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในอนาคต เราพร้อมจะรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมืองอุตสาหกรรมที่มีแต่มลพิษทางอากาศพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บหรือยัง...!!! SCOOP@NAEWNA.COM

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>