APEC เห็นพ้องต้านกีดกันการค้าเป้าหมายลดโลกร้อน
 ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์ / 16 พฤศจิกายน 2552

ผู้นำเอเปกเห็นพ้องร่วมมือกันต่อต้านนโยบายกีดกันทางการค้า  แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ประเด็นเป้าหมายการลดโลกร้อน

     ผู้นำ  21  เขตเศรษฐกิจของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก  หรือเอเปก  เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างใหม่เพื่อความสมดุล  ขณะเดียวกันยอมรับว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มจะบรรลุข้อตกลงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันก่อนการประชุมสภาวะอากาศโลกที่เดนมาร์กในเดือนหน้า

    การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกที่สิงคโปร์ปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์  ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีบารัก   โอบามา  ของสหรัฐจะเดินทางเยือนจีนเพื่อคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าสืบเนื่องจากกรณีที่สหรัฐเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดกับสินค้านำเข้าจากจีน   อย่างไรก็ดี  ที่ประชุมเอเปกหนนี้ไม่ได้กดดันจีนประเด็นค่าเงินหยวนเท่าที่ควร  สะท้อนให้เห็นว่าประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกไม่ต้องการร่วมวงกับสหรัฐบีบจีน   ยักษ์เศรษฐกิจเบอร์  1  ของภูมิภาคให้ยืดหยุ่นค่าเงินหยวน

     ระยะหลังสหรัฐสูญเสียอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเอเชียให้แก่จีนอย่างเห็นได้ชัด   เมื่อดูจากมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนที่สูงถึง  1.79  แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  กระโดดขึ้นมาเกือบ  20  เท่าในช่วงเวลาไม่ถึง  2  ทศวรรษ  โดยจีนขยับสัดส่วนการค้าขายกับอาเซียนเพิ่มจาก  2%  เป็น  10.5%  สวนทางกับสหรัฐที่ลดลงจาก  17%  เหลือ  12%  ในปัจจุบัน

     อย่างไรก็ดี  ประธานาธิบดีโอบามาประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า  ตอนนี้สหรัฐกลับมาแล้ว  และจะมีบทบาทในภูมิภาคนี้เหมือนเดิม

     "เมื่อความมั่งคั่งของเศรษฐกิจจีนเป็นกำลังหลักช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจโลกได้  ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน  ผมว่าโอบามาควรจัดการความสัมพันธ์กับจีนให้ดี  และหลีกเลี่ยงความตึงเครียดที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ"  ไซมอน  เทย์  ประธานสถาบันกิจการระหว่างประเทศของสิงคโปร์  ลงความเห็น

     ด้านประธานาธิบดีเฟลิเป  คัลเดรอน  ของเม็กซิโก   กล่าวโจมตีสหรัฐว่าเป็นประเทศที่ใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากกว่าชาติใด  "ภัยคุกคามที่ร้ายกาจที่สุดต่อการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ก็คือการกีดกันทางการค้า"  ผู้นำเม็กซิโกย้ำ 

     ขณะเดียวกัน  การประชุมสุดยอดที่ดำเนินมา  2  วัน  ไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันได้  ประเด็นเป้าหมายใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  โดยร่างแถลงการณ์การประชุมระบุว่าก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอีก  2-3  ปีข้างหน้า  จึงจำเป็นต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซอันตรายนี้ลงครึ่งหนึ่ง  จากระดับเมื่อปี  2533  ให้ได้ภายในปี  2593  แต่แถลงการณ์สุดท้ายหลังการประชุมของเอเปกกลับไม่ได้ระบุถึงเป้าหมายดังกล่าวแต่อย่างใด  เพียงแต่ให้คำมั่นว่าจะขจัดภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน  และผสานความร่วมมือกันเพื่อจุดมุ่งหมายร่วมกันในการประชุมสภาวะอากาศโลกครั้งสำคัญที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก   ในวันที่   7-18  เดือนหน้า.


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>