นักเศรษฐศาสตร์แนะเร่งแก้ปัญหามาบตาพุด
 ที่มา ทีมข่าวเศรษฐกิจ / 20 พฤศจิกายน 2552

Pic_47984
นักเศรษฐศาสตร์ รุมสับรัฐบาล เร่งแก้ปัญหามาบตาพุด รับมือกฎเกณฑ์กีดกันทางการค้าที่เปลี่ยนไปของโลก กระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมัวแต่ทะเลาะกันเอง เศรษฐกิจไทยไปไม่รอดแน่ ...
วันที่ 19 พ.ย. นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวในการอภิปรายเรื่อง “เศรษฐกิจไทย อยู่อย่างไรในอนาคต” ในการสัมมนาของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะฉวยโอกาสนี้ในการฟื้นตัวตามด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับประเทศมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องแก้ไขจำนวนมาก ทั้งในภาคการเมือง และปัญหาด้านเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยเอง รวมถึงกฎเกณฑ์การกีดกั้นทางการค้า กฎเกณฑ์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ที่เริ่มมีมากขึ้น และรุนแรงขึ้น ซึ่งทั้ง 2 เรื่องจะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยที่จะต้องปรับตัวอย่างมาก โดยอยากจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในเรื่องการรองรับปัญหาที่จะตามมาจากกฎเกณฑ์การกีดกันในเรื่องมลพิษ และภาวะเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีการปรับตัวในขณะนี้

นอกจากนั้น การตระหนักที่จะทำให้อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี อยู่กับชุมชนได้ ถือเป็นอีกปัญหาที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ นอกเหนือจากเร่งรัดการปรับตัว เพื่อรองรับกฎเกณฑ์การกีดกันทางการค้า และด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเราคงแข่งขันทางการค้า การส่งออกได้ลำบาก ถ้าไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และ ศาลปกครองยังคงระงับกิจกรรมทั้งหมดของ 76 โครงการในมาบตาพุด และที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้ออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้อุตสาหกรรมอาจจะไม่ได้ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่ต้องการ ดังนั้น หากต้องการที่จะฉวยโอกาสการฟื้นตัวของโลก ต้องเร่งรัดปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลต้องวางกฎเกณฑ์ให้อุตสาหกรรมดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม

ขณะเดียวกัน ต้องสร้างโอกาส และปรับกฎเกณฑ์ของภาครัฐที่จะช่วยเอื้อประโยชน์ด้านการแข่งขันของธุรกิจเอกชนด้วย สำหรับการดูแลปัญหาในเรื่องพลังงานนั้น การสนับสนุนในเรื่องพลังงานทดแทน การดูแลพืชพลังงานยังมีความจำเป็นต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของภาคเกษตร รัฐบาลนี้มาถูกทางแล้วในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกัน การลดต้นทุนในด้านการขนส่ง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และระบบรางของประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยลดปัญหา และประหยัดพลังงานไปได้มาก อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับ ภายใต้การเมือง และนักการเมืองในปัจจุบัน การเข้าไปจัดการปัญหาในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทย ถือเป็นเรื่องยาก และในขณะการแปรรูป กลายเป็นคำสกปรก ที่คนไม่กล้าแตะต้อง ทำให้ไม่แน่ใจว่า การเร่งรัดในเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า หากเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อไป คงจะต้องมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยเจริญเติบโตที่ผ่านมา ในด้านอุตสาหกรรม และ การส่งออก เป็นเรื่องที่ทำไว้ดีหรือไม่ ต้องการที่จะเดินหน้าไปทางนี้ต่อหรือไม่ ซึ่งในส่วนของการพัฒนากระแสหลัก การส่งออกยังเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องใช้ในการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพียงแต่ต้องปรับตัวมาสู่เอเชียมากขึ้น เนื่องจาก แนวโน้มประเทศในเอเชียกำลังฟื้นตัว และอีก 2 ไตรมาส จะกลับสู่สถานะก่อนวิกฤตได้ ขณะที่ยุโรป และอเมริกาต้องใช้เวลาที่นานกว่ามากขณะที่การสนับสนุนอุตสาหกรรม ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง และต้องเร่งให้เกิดการลงทุนใหม่ ลดปัญหาอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้น แต่ปัญหา คือ การลงทุนกำลังเจอตอใหญ่ เพราะปัญหามาบตาพุด กำลังทำให้ประเทศไทยไม่มีการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมั่นใจเข้ามาลงทุน ดังนั้น ในช่วงที่ยังแก้ปัญหามาบตาพุดไม่ได้ และดูเหมือนว่า อุตสาหกรรมฝั่งตะวันออกเริ่มเต็มพื้นที่  รัฐบาลไทยควรจะต้องเร่งเปิดแหล่งอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ คือ เซาเทิร์น ซีบอร์ด เพื่อที่จะเร่งให้เกิดการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี เพราะถ้าจากนี้ การลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยคงจะไม่ไหว แต่การเปิดแหล่งลงทุนใหม่จะต้องมีการเตรียมการที่ชัดเจน มีการลงทุนเรื่องสิ่งแวดล้อม และการเจรจาสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ถึงข้อดี ข้อเสีย และ ความเจริญ รวมถึงรายได้ที่จะเข้ามา อย่าให้เกิดการประท้วงซึ่งชื่อว่าหากตั้งใจจริง การเปิดแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทยที่สร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศจะเกิดขึ้นใหม่ได้

"เรื่องนี้รัฐบาลต้องกล้าทำ ต้องกล้าเสี่ยง ต้องทำความเข้าใจ ถ้ากลัวเสียงหาย กลัวกระแสตก ไม่ต้องทำ แต่ประเทศชาติก็ซวยเท่านั้น แต่ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทำอีสเทิร์น ซีบอร์ด ขึ้นมาจนประเทศพัฒนาในกระแสหลักได้ ก็ต้องใช้ความกล้าเช่นกัน ดังนั้น อยากเห็นภาวะผู้นำที่จะกล้าแก้ไขในสิ่งเหล่านี้" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า เมื่อมีอุตสาหกรรม มีการลงทุนใหม่ในภาคใต้แล้ว ระบบโลจิสติกส์ที่มีภาระต้นทุนที่ลดลง จะเป็นตัวที่ทำให้การพัฒนาประเทศในกระแสหลักเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และรองรับการแข่งขันทางการค้า และการเปิดเสรีที่มีมากขึ้น ซึ่งตนเห็นด้วยกับนายปิยสวัสดิ์ ในเรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และระบบราง ซึ่งรัฐบาลจะต้องกล้าตัดสินใจอีกเรื่อง ในการดูแลปัญหา และปรับโครงสร้างในเรื่องการรถไฟ เพราะสิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องต่อไป คือ การสร้างระบบการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างประเทศ (แลนด์บริจด์) เชื่อมต่อตั้งแต่ใต้ ผ่านเชียงของจนถึงประเทศจีน รวมถึงเวสต์เกทต์ ที่เชื่อมประตูจากโลกตะวันตกผ่านไทยเข้าไปสู่จีน ทั้งการขนส่งทางราง และ การเชื่อมต่อทางถนน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น ให้รัฐบาลเร่งทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตต่อเนื่องได้จากนี้ไปถึง 10 ปีข้างหน้า

ขณะที่ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ชัดเจน เอเชียจะกลายเป็นตลาดหลักของโลกที่ชัดเจนขึ้น เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เห็นชัดในขณะนี้ว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง โลกกำลังมองมาที่เอเชีย มองว่าเอเชียจะมีโอกาสเติบโตที่ดี ขณะนี้ออสเตรเลีย ยังบอกว่าตัวเองเป็นเอเชีย ทั้งที่แต่ก่อนถือว่าตัวเองเป็นตะวันตก ดังนั้น การส่งออกของไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัว เพื่อรองรับตลาดใหม่ และ ที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวได้อย่างดี เพราะได้มีการกระจายการส่งออก มายังเอเชียอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในส่วนหนึ่งประเทศไทย ยังจำเป็นที่ต้องใช้การนำเข้าและส่งออก เป็นตัวนำในการพัฒนา และการขยายตัวของประเทศในระยะต่อไป การส่งออกสู่เอเชียเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องปรับตัวและเดินหน้าให้มากขึ้น ขณะที่การนำเข้า ต้องนำเข้าในส่วนของสินค้าที่นำมาลงทุน นำมาพัฒนาประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า ภาคอุตสาหกรรมในประเทศกำลังมีปัญหา

"ในขณะนี้ ทุกคนกำลังพูดเรื่องเอเชีย จะกลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนของโลก และเมื่อมองแผนที่ถามว่าใครอยู่ตรงกลาง ประเทศไทย นี่แหละอยู่ตรงกลาง ดังนั้น หากภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีปัญหามากนัก การใช้การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่งเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันตก สู่ตะวันออก เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาประเทศ เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง" นายณรงค์ชัย กล่าว

นายณรงค์ชัย ยังได้กล่าวถึง การเร่งรัดพัฒนาประเทศไทย ภายใต้แผนไทยเข้มแข็งในเรื่องระบบการจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ และ เกษตรกรไทย ซึ่งเท่าที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าที่ผ่านมา ไทยเข้มแข็งมีส่วนที่เป็นเบี้ยหัวแตกที่รั่วไหลออกไปจำนวนมาก ดังนั้น ในอนาคต รัฐบาลจะต้องดูแลไทยเข้มแข็งให้มีโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ และสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง และไม่มีการคอรัปชั่นเกิดขึ้น

ต่อข้อถามที่ว่า หากประเทศไทยยังไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ และประเทศไทยยังคงแตกแยกกันอยู่เช่นในปัจจุบัน ประเทศไทยจะขยายตัวต่อไปได้หรือไม่ และอยู่อย่างไรในอนาคต นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยคงขยายตัวต่อไปได้เล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ดี และเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจจากข้างนอกเข้ามา มีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทางการค้า หรือ การทำธุรกิจในโลก เช่น เรื่องเกณฑ์ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องภาวะเรือนกระจก หรืออื่น ๆ จะปรับตัวไม่ได้ เสียโอกาส และอาจจะถึงกับเสียหาย เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องเฉพาะหน้า เรามัวแต่ทะเลาะกันเอง  ขณะที่นายณรงคชัย มีความเห็นว่า ทุกคนคงมีความเห็นตรงกันว่า ในภาวะเช่นนี้ การหวังที่จะได้รับการตัดสินใจที่ชัดเจน และรวดเร็ว จากข้าราชการภาคการเมืองคงยาก ขณะที่ข้าราชการ ทำตามกฎเกณฑ์ไป ดังนั้น ภาครัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนในขณะนี้ จึงต้องเป็นตัวหลักในการปรับตัว และการสร้างการฟื้นตัว และ ขยายตัวของประเทศในระยะต่อไป แต่ถ้าประเทศไทยยังคงเป็นอย่างนี้ เราต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วยตัวของพวกเราเอง

สำหรับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เห็นด้วยว่า หากประเทศไทยยังคงอยู่อย่างนี้ ประเทศไทยคงขยายตัวต่อไปได้ แต่แบบอ่อนแอ และเหนื่อยมาก เพราะทุกฝ่ายต้องดิ้นรน เพื่อให้อยู่รอด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งรัดที่จะทำงาน และกล้าตัดสินใจให้มากขึ้น เพราะในความจริงหากประเทศไทย ไม่มีการปรับตัว ไม่มีความพยายามที่จะแก้ปัญหา มีความพยายามที่จะสร้างอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ ลดต้นทุนของประเทศลง เศรษฐกิจไทยก็จะอยู่ได้ยาก

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>