"อานันท์"ถกกก.4ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด คาดเสร็จใน 4-5 เดือน
 
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ / 20 พฤศจิกายน 2552

"อานันท์"ประชุมนัดแรกกก.4ฝ่าย ยึดตามแนวรธน.มาตรา67วรรค2 เป็นหลัก วางกรอบแก้ปัญหา"76 โครงการมาบตาพุด" ระบุผลออกมาอย่างไร"รบ."ต้องยอมรับ วางมาตรฐานใหม่ อยู่ร่วมกันได้ไม่มีใครแพ้ชนะ ห่วง"ทส."ชงแก้"ม.51" กม.สิ่งแวดล้อมในสภาทำสะดุด นายกฯรับลูกทันทีพร้อมชะลอ

 
"อานันท์"วางกรอบ"กก.4ฝ่าย"

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประชุมนัดแรกวางกรอบแก้ปัญหา 76 โครงการมาบตาพุดแล้ว  เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่บ้านพิษณุโลก ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

นายอานันท์ แถลงภายหลังผลประชุมว่า กรอบการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ จะยึดถือรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น กลางหรือยาว  แต่การทำงานต้องขึ้นอยู่กับว่า ปัญหามันสับสน ยุ่งยาก และรื้อรังมากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีความหวังว่า ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะเสร็จภายใน 4 -5 เดือน
 
นายอานันท์กล่าวว่าส่วนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง 76 โครงการ คาดจะใช้เวลาดำเนินการภายใน 4-5 สัปดาห์ ส่วนรายละเอียดและขั้นตอนยังไม่สามารถเปิดเผยในขณะนี้  แต่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการทางศาล  หากทุกฝ่ายต้องการเจรจาตกลงกันนอกศาลก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ และได้ข้อสรุปจะนัดประชุมกันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือ วันจันทร์ และวันพุธ  และคณะกรรมการจะลงพื้นที่ ทั้งในเขตนิคมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย  ซึ่งวันที่ 5 ธันวาคมนี้นัดหมายลงพื้นที่ร่วมกันครั้งแรก

บอกผลออกมา"รบ."ต้องยอมรับ

นายอานันท์กล่าวว่าคณะกรรมการฯยังได้ทำความเข้าใจในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการทำงาน ที่ทุกคนเข้ากันได้ดี เห็นหน้าแล้วไว้ใจกันได้  ไม่มีการทำงานแบบแบ่งฝ่าย ขณะที่ตัวแทนภาครัฐได้แสดงจุดยืนชัดเจน ว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการไปทั้งหมด ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง  รวมทั้งมีการหารือถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากสิ่งที่รัฐบาลมอบหมาย ค่อนข้างกว้าง ขณะที่มีงานหลายเรื่องที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกพ.ร.บ.หรือประกาศ กระทรวงต่างๆ
 
"คณะกรรมการฯ จึงต้องการได้รับความมั่นใจจากรัฐบาลว่าหากสิ่งที่คณะกรรมการฯ มีความเห็นออกมาในลักษณะที่เป็นคู่ขนานกับสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้ว การดำเนินงานของภาครัฐน่าจะสามารถถอน ชะลอ หรือเปลี่ยนแปลงได้  เช่น ประกาศแยกประเภทโครงการ หากคณะกรรมการฯ เห็นว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ก็สามารถทำได้ เป็นต้น"ประธานคณะกรรมการ4ฝ่ายระบุ 

ชี้ปัญหาที่ผ่านมาทุกฝ่ายบกพร่อง  

นายอานันท์กล่าวว่าสำหรับปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เกิดขึ้นขณะนี้ มองว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติที่หละหลวม และบกพร่องของทุกฝ่าย  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอุตสาหกรรม ฝ่ายชุมชน รวมถึงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้คิดว่าจะมาเพื่อตัดสินว่าใครผิดใครถูก และมาหาความผิดว่าในอดีต ใครเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดปัญหา หรือทำให้เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น แต่มาด้วยใจอิสระ มาแสวงหาความเป็นธรรม ในแง่ของมนุษยชน
 
“คณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะพยายามหาทางออกกติกา และมาตรฐานการอยู่ร่วมกันของทุกฝ่าย ให้ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน และเป็นแนวทางการปฏิบัติให้กับโครงการอื่นในอนาคตด้วย ภาคธุรกิจมีสิทธิที่จะทำมาหากินตามหลักธรรมาภิบาล ชุมชนมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตตามปกติ มีอากาศบริสุทธิ์ มีน้ำดื่มบริสุทธิ์ ไม่ถูกกระทบจากมลพิษ คณะกรรมการฯจะทำหน้าที่ประสานให้ทุกฝ่ายอยู่รวมกันได้ ในลักษณะการแบ่งปันทุกอย่างร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกม ที่จะต้องมีใครแพ้ใครชนะ”นายอานันท์กล่าว

ยันวางมาตรฐานอยู่ร่วมกันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างความเดือดร้อนของเอกชน กับประชาชน คณะกรรมการฯจะให้ความสำคัญกับใครก่อน  นายอานันท์กล่าวว่า ไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มใดเลย ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะคณะกรรมการชุดนี้ต้องการแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาในอนาคต วิธีการแก้ไขได้ก็ต้องวางมาตรฐานไว้ ที่ชุมชนชาวบ้านก็อยู่ได้ เอกชนอยู่ได้ ไม่มีใครแพ้หรือชนะ สุดท้ายทั้งสองฝ่ายได้ แบ่งปันกัน เพราะจุดสำคัญของการวางกติกาไม่ใช่แค่การกำหนด แต่ทุกฝ่าย ต้องลงมือปฎิบัติด้วย  และกติกาที่จะวางกัน ก็จะเป็นแนวทางปฎิบัติให้กับการทำโครงการอื่นๆ ต่อไปในอนาคตด้วย 
 
เมื่อถามว่าฝ่ายเอ็นจีโอไม่เห็นด้วยกับการตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นกรรมการ  นายอานันท์กล่าวว่าได้คุยกับเอ็นจีโอและให้แนวคิดของตนแล้ว ก็เคารพสิทธิไม่เห็นด้วยต่อไป แต่เชื่อว่าจะเข้าใจถึงวิธีการทำงานของตน  เมื่อถามย้ำว่าฝ่ายเอ็นจีโอ บอกว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่สังฆกรรมด้วย นายอานันท์กล่าวว่า “คุณก็ติดตามดูต่อไป แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นแบบนั้น “ 

เมื่อถามว่าหนักใจการทำงานหรือไม่ นายอานันท์กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไรก็ทำงานตามเนื้อผ้า  เมื่อถามว่า มีการวิพากวิจารณ์ว่า การทำงานชุดนี้ ในท้ายที่สุดอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ นายอานันท์ กล่าวว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ว่าไป ตนทำงานต่อไปตามปกติ  

กังวล"ทส."ชงแก้"ม.51"สิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย นายอานันท์ ได้ให้ตัวแทนจากแต่ละฝ่ายแนะนำตัวเอง หลังจากนั้นได้หารือถึงวิธีการทำงานร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้ง และปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ทั้งนี้นายอานันท์ได้แสดงความกังวลเรื่องที่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ได้เสนอแก้ไขมาตรา 51 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีการตั้งองค์กรอิสระ โดยขณะนี้เรื่องกำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายกำลังจะพิจารณาเรื่องนี้ หากคณะกรรมการ 4 ฝ่าย พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับกฏหมายฉบับดังกล่าวจะทำอย่างไร เพราะมาตรา 51 ที่ ทส.เสนอเข้าไปนั้น จะให้องค์กรอิสระอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรี ทส. ที่ประชุมจึงให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ประสานนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ชะลอการนำกฏหมายฉบับดังกล่าวเข้าสภา และคณะกรรมการจะลงพื้นที่ฟังปัญหาของชาวบ้านและภาคอุตสาหกรรม 3 ครั้ง ภายใน 4 เดือน โดยเริ่มครั้งแรก 5-6 ธันวาคมนี้

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. กล่าวถึงมาตรา 51 เพื่อตั้งองค์กรอิสระ ว่า เมื่อทส.ทำช้าก็ว่า ครั้นเสนอเข้าสภาเร็วเกินก็ด่า ทั้งๆ ที่เรื่องกฎหมายสามารถคุยและแก้ไขร่วมกันได้ กรณีที่มีปัญหาก็สามารถแก้ไขร่วมกันได้

นายกฯรับลูกยังไม่พิจารณาในสภา

เวลา 15.00น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ ว่า นายอานันท์ แจ้งให้ทราบว่าการประชุมเป็นไปด้วยดี และต้องการให้มีความสบายใจว่า รัฐบาลไม่เดินหน้าหรือล้ำจนเกินไป  ฉะนั้นตนให้ข้อตกลงไปว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่แก้ไข ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสัปดาห์หน้า ยังจะไม่พิจารณา  และคงไม่ได้ชะลอทุกอย่าง   เพราะกฎหมายนั้น เกรงว่าหากกรอบความคิดมีการปรับเปลี่ยนและอาจมีข้อครหาว่ารัฐบาลไม่รับฟัง 
 
“คิดว่าไม่เป็นไร เพราะกฎหมายนั้น จะเข้าสู่สภาในสมัยประชุมครั้งหน้าก็ได้ เพราะกว่าจะถึงวันนั้น ความชัดเจนของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายคงจะเห็นแล้วว่า เหมาะจะเดินในแนวทางนั้นหรือไม่  และเรื่องนี้มีระเบียบรองรับไว้แล้ว  ส่วนภาคเอกชนก็อยู่ในกรรมการ 4 ฝ่ายที่ประชุมด้วย และ76โครงการ ต้องหาแนวทางในการทำงานไปเพราะต้องรอฟังคำสั่งศาลปกครอง  เข้าใจว่าความขัดแย้งในกรรมการ 4 ฝ่ายคงไม่มีแล้ว”นายกฯกล่าว

นักวิชาการชี้มาบตาพุดระเบิดเวลา

 ด้านนางมิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2553 จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ประเทศไทยยังมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ล้าหลัง  แม้จะมีกฎหมายที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมแต่ไม่สามารถนำกฎหมายที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างจริงจังได้ ดังนั้นไทยควรออกพ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านรูปแบบภาษีและบังคับใช้ทั่วประเทศ เชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะลดลงแน่นอน
 
“กรณีการฟ้องร้องในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียงถือเป็นระเบิดเวลาลูกหนึ่ง สาเหตุหนึ่งมาจากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง อีกทั้งแม้ตัวผู้ประกอบการจะมีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการดำเนินโครงการ แต่ผู้ดูแลฝ่ายรัฐบาลไม่มีการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ”นางมิ่งสรรพ์กล่าวและว่าการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหา ถ้าดูตามเจตนาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติไม่ควรเกิดขึ้น ควรใช้วิธีปกติดำเนินการมากกว่า คือ การเจรจา  ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องสร้างความมีส่วนร่วมการตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นเมื่อประเทศมีเหตุการณ์ด้านความขัดแย้งขึ้นก็ต้องเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาแก้ปัญหาเสมอ

เอ็นจีโอตั้งกก.คู่ขนาน"กก.4ฝ่าย"

นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า  สมาคมฯจัดตั้งคณะทำงานคู่ขนานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อมาทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายตามที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ว่าได้ดำเนินการใด ๆ ไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งหรือไม่ การพิจารณาแก้ไขปัญหาโครงการทั้ง 76 โครงการมีการละเว้นช่วยเหลือกันหรือไม่ มติในที่ประชุมเปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านหรือไม่ หากมีประเด็นใดที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นและตรวจพบจะเปิดโปงเรื่องดังกล่าวให้สาธารณะชนรับทราบโดยทันที และประเด็นใดที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายดำเนินการได้ขัดหรือแย้งต่อข้อกฎหมาย ก็จะใช้มาตรการทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะทำงานคู่ขนานประกอบด้วย นางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ปรึกษา คณะทำงานประกอบด้วย นายศรีสุวรรณ นายขวัญสรวง  อติโพธิ นักวิชาการอิสระ นายอภิชาติ  ทองอยู่ นักวิชาการสถาบันบูรณาสังคมยั่งยืน นายสุรพล  ดวงแข ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย นายสัญชัย  สูติพันธ์วิหาร อาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายวีระ  ชมพันธุ์ ทนายสิ่งแวดล้อมจากสภาทนายความ นายนันทวัฒน์  ปรารภกุล นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และยังมีผู้แทนจากประธานชมรมประมงเรือชายฝั่งจังหวัดระยอง และนักวิชาการจากสถาบันวิชาการอื่น ๆ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>