เกร็ดมหากาพย์ทุจริตคลองด่าน (1) กับการบำบัดน้ำเน่าแห่งการทุจริต (สารส้ม)
 
ที่มา หนังสือแนวหน้า / 20 พฤศจิกายน 2552 

องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการสำรวจและจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน CPI (Corruption Perceptions Index 2009) ประจำปี พ.ศ. 2552 โดยที่คะแนนดังกล่าว มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันมากที่สุด) ไปจนถึง 10 (คอร์รัปชันน้อยที่สุด)
ยิ่งได้คะแนนมาก ก็จะได้รับการจัดอันดับอยู่ต้นๆ สะท้อนว่า สถานการณ์ปัญหาคอร์รัปชันต่ำ
ปรากฏว่า ประเทศไทยได้คะแนน 3.4 คะแนน!
อยู่อันดับที่ 84 (ตกลงจากอันดับที่ 80 เมื่อปีที่แล้ว) จากร้อยกว่าประเทศทั่วโลก
นับว่า ยังไม่ดีเท่าที่ควร
เรื่องนี้ ทำให้หวนนึกถึงการสะสางปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในบ้านเราหลายๆ กรณี
กรณีที่เป็น "มหากาพย์" อาทิ การทุจริตโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ มูลค่าโครงการกว่า 24,000 ล้านบาท
มีการแกะรอยทุจริต ติดตามสืบสวนสอบสวน จนนำไปสู่การดำเนินคดีและฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมไปแล้วหลายประเด็น แยกเป็นหลายคดี
ผลเป็นอย่างไรบ้าง?

1) คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาไปแล้ว คือ กรณีของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเด็นเกี่ยวกับโฉนดที่ดินมิชอบ
พิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา!
บางส่วนของคำพิพากษาดังกล่าว ได้ชี้ขาดในประด็นปัญหา และได้ข้อยุติของข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการนี้ หลายประการ เช่น
ประเด็นว่า จำเลยข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สำหนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ หรือไม่?
องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า จำเลยย่อมมีส่วนได้เสียใน บจก.ปาล์มบีช น่าเชื่อว่าเป็นมูลเหตุที่จำเลยกับพวกกว้านซื้อที่ดินจากราษฎรในนาม บจก.เหมืองลานทอง และขอออกโฉนดในนาม บจก.ปาล์มบีช เพราะจำเลยมีส่วนได้เสีย จำเลยได้ว่าจ้างนายกิติชัย อดีตข้าราชการกรมที่ดินมาทำงานให้ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายสุรพงษ์ ข้าราชการฝ่ายทะเบียน สนง.ที่ดินสาขาหนองแขม กทม.
ต่อมา อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น มีคำสั่งให้นายสุรพงษ์ไปช่วยราชการที่ สนง.รมช.มหาดไทย เพื่อช่วยเหลือจำเลยทำงานในหน้าที่และงานส่วนตัว โดยนายสุรพงษ์ได้รับมอบหมายให้ไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนที่ดิน บจก.เหมืองแร่ลานทอง รวมทั้งประสานเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินให้แก่ บจก.ปาล์มบีชฯ
นอกจากนี้ ยังมีนายสุทัศน์ อดีตช่างรังวัด เป็นผู้ช่วยเหลือนายกิติชัย ในการนำชี้ปักหลักเขตที่ดิน อันเป็นการก้าวก่ายการทำงานและครอบงำดุลพินิจการรังวัดออกโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงาน
กรมที่ดินจึงมีคำสั่งให้นายพรชัย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่กรมประมง และมีความสามารถในการรังวัดที่ดินที่น้ำท่วมถึงไปช่วยราชการที่ สนง.ที่ดินสาขาบางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งจำเลยได้ตกลงซื้อกล้องสำรวจและประมวลผล 2 เครื่องราคา 800,000 บาท เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการรังวัดที่ดินดังกล่าว ทั้งนายสุรพงษ์ เคยนำเอกสารเกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดินให้นายสมชัย หัวหน้าฝ่ายทะเบียนดูและบอกว่าจำเลยฝากให้ช่วยดูแลการออกโฉนดที่ดินล่าช้า ซึ่งนายสมชัย เคยถูกจำเลยเรียกไปต่อว่าและถูกย้ายไปอยู่กองสำรวจและควบคุมที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครอยากอยู่เป็นการถูกกลั่นแกล้งและลดชั้น
ส่วนนายเกรียงศักดิ์ ปลัด อ.บางบ่อขณะนั้นทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวน้ำท่วมถึง บางแปลงติดคลองสาธารณะ การรังวัดออกโฉนดอาจรุกล้ำที่สาธารณะหรือที่ดินของผู้อื่น จึงไม่ยอมลงชื่อรับรองการรังวัดออกโฉนดที่ดินตามที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอบางบ่อ
ต่อมา นายสมพร อัศวเหม น้องชายจำเลย มาพูดกับนายเกรียงศักดิ์ ให้ลงชื่อรับรอง และหากเกิดอะไรขึ้นจำเลยที่เป็นรัฐมนตรีจะช่วยดูแลให้ นายเกรียงศักดิ์ จึงลงรายมือชื่อรับรอง ส่วนนายวงษ์ ชาญสมร ผู้ใหญ่บ้าน ม.11 ต.คลองด่าน ให้การว่า ที่ยอมลงชื่อในเอกสารรับรอง เนื่องจากเกรงใจจำเลย
และจำเลยยังเคยเรียกนายไพศาล เจ้าพนักงานที่ดินสมุทรปราการสาขาบางพลีให้ไปพบจำเลยที่บ้าน เพื่อขอให้รีบออกโฉนดที่ดินให้ นอกจากนี้จำเลยยังเคยผลักประตูห้องทำงานของนายไพศาล และพูดกับนายไพศาลว่า "คุณไพศาล คุณพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ผมเป็นรัฐมนตรีจะให้คุณดังก็ได้ จะให้คุณดับก็ได้"
และจำเลยเคยเรียกประชุมเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินสาขาบางพลี ให้เร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้กับจำเลย แม้สภาพความจริงจะเป็นทะเลก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นายไพศาลยอมลงนามให้ บจก.ปาล์มบีชฯ เพียง 2 แปลง ส่วนอีก 3 แปลง น้ำทะเลท่วมถึง จึงไม่กล้าลงนามออกโฉนดที่ดินให้ นายไพศาลจึงส่งเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินทั้ง 3 แปลงให้กรมที่ดินพิจารณาตามที่ผู้ตรวจราชการที่ดินสั่ง
ต่อมา นายไพศาลได้ถูกย้ายไปเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนเพราะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ
ต่อมานายไพศาล ได้พบกับนายผัน จันทรปาน อธิบดีกรมที่ดินขณะนั้นเพื่อชี้แจงเหตุที่ไม่ยอมออกโฉนดที่ดินทั้ง 3 แปลง ซึ่งนายผัน ตอบว่า "ย้ายไปก็ดีแล้ว เพราะหากอยู่ที่เดิมเกรงจะได้รับอันตราย" ภายหลังจำเลยได้ทวงกล้องสำรวจ 2 ตัวคืนจากสำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ นายสมมาตร เจ้าพนักงานที่ดินสาขาบางพลี จ.สมุทรปราการขณะนั้น ได้เล่าเรื่องที่จำเลยไม่พอใจให้นายเสนาะ เทียนทอง รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ขณะนั้นทราบ
ช่วงกลางปี 2536 หลังจากจำเลยพ้นจากตำแหน่ง จำเลยได้เป็นประธานกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกนายอนันต์ อนันตกูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายผัน จันทรปาน อธิบดีกรมที่ดินไปพบที่โรงแรมปริ้นเซส ส่วนนายอนันต์ได้เรียกนายสมมาตรไปพบและสอบถามกรณีไม่ยอมลงนามในโฉนดที่ดินทั้ง 3 แปลง ซึ่งนายสมมาตรชี้แจงให้จำเลยทราบต่อหน้านายอนันต์ และนายผัน ว่าที่ดินดังกล่าวมีบางส่วนรุกล้ำเข้าไปในทะเล หากตัดส่วนดังกล่าวออกก็จะออกโฉนดที่ดินให้ จำเลยจึงยอมรับ
ต่อมา มีการรังวัดที่ดินใหม่และออกโฉนดที่ดินได้ นายสมมาตร นายคมชิต ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายทะเบียน และนายพรชัย ได้รับการประสานจากนายกิติชัย ให้นำโฉนดที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่บ้าน จำเลยได้มอบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำแก่บุคคลดังกล่าวคนละ 1 องค์
องค์คณะผู้พิพากษา จึงมีเห็นว่า จำเลยได้ใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในนาม บจก.ปาล์มบีชโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
องค์คณะผู้พิพากษายังระบุต่อไปด้วยว่า ในส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบทำนองว่า จำเลยถูกดำเนินคดีเพราะถูกกลั่นแกล้งจากระบอบทักษิณ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้นกลั่นแกล้งจำเลย เพราะพรรคการเมืองของจำเลยไม่ยอมยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย แม้อาจมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่เหตุดังกล่าวก็เกิดจากที่จำเลยมีจุดอ่อนให้การเมืองเข้ามาสอดแทรกได้
นี่แค่เฉพาะประเด็นคดีเดียว ที่เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบเท่านั้น
ยังมีอีกประเด็นความผิดอีกหลายเรื่องที่น่าติดตาม !
มหากาพย์ของการทุจริตเรื่องนี้ ยังมีผู้ร่วมกระทำผิดในอีกหลายประเด็น หลายคน

สารส้ม


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>