สั่งสำรองผลิตไฟรับก๊าซขาด
 ที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ / 20 พฤศจิกายน 2552

โพสต์ทูเดย์ - เตรียมแผนสำรองเชื้อเพลิงหลังก๊าซแหล่งพม่าประกาศหยุดจ่าย 2 สัปดาห์ ซ่อมเครื่องประจำปี ห่วงกระทบต้นทุนไฟฟ้า
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการบริหารเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะดูแลการจัดสรร เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างเหมาะสม ซึ่งแผนหยุดซ่อมประจำปีของแหล่งก๊าซยาดานาและเยตากุนของพม่า 20 วัน แม้จะทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าหรือสร้างภาระต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่ม
นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติครั้งนี้ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า จึงไม่น่าเป็นห่วง โดยแหล่งเชื้อเพลิงที่จะมาทดแทนปริมาณก๊าซธรรมชาติที่หายไปจะมาจากการเพิ่มกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีที่ จ.ระยอง รวมทั้งเพิ่มสำรองน้ำมันเตาและดีเซลไว้รองรับ หากไม่เพียงพอจะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเข้ามาเสริม
“ถ้ามีการแจ้งล่วงหน้าแผนหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจะไม่มีปัญหาต่อการผลิตไฟฟ้า ไม่เหมือนกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินครั้งที่แล้ว ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ ทำให้ต้องปรับแผนการผลิตไฟฟ้าแบบเร่งด่วนเพื่อไม่ให้มีปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งยืนยันว่าหากมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากแผนหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจะไม่ผลักภาระให้กับประชาชน โดยปตท. เองก็มีแผนจัดสรรนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นมาชดเชยให้ด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว” นายสมบัติ กล่าว
ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวถึงปริมาณการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในเดือนพ.ย. ที่สูงขึ้นมากว่า 1 แสนตัน ว่า เป็นผลมาจากระดับราคาน้ำมันที่เริ่มขยับตามราคาตลาดโลก โดยมอบหมายให้ปตท. บริหารปริมาณแอลพีจีให้เพียงพอกับความต้องการใช้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน ที่ผ่านมาปริมาณแอลพีจีนำเข้าที่สูงขึ้น จะใช้วิธีการจัดเก็บสำรอง โดยวิธีบรรทุกในเรือลอยลำอยู่กลางทะเล รวมทั้งสั่งให้ผู้ค้าก๊าซเพิ่มปริมาณสำรองจาก 0.5% เป็น 1%
สำหรับภาระนำเข้าแอลพีจีต้องจ่ายคืนให้ปตท. แยกเป็น 2 ประเภท คือ ภาระนำเข้าแอลพีจีปี 2551 มียอดสะสม 4,500 ล้านบาท ทยอยจ่ายคืนรายเดือนไม่เกิน 500 ล้านบาท/เดือน และภาระนำเข้าปีนี้กว่า 1,000 ล้านบาท ทยอยจ่ายตามจริงในแต่ละเดือน ซึ่งสถานการณ์นำเข้าที่สูงขึ้นช่วง 2-3 เดือน และราคาที่ระดับ 660 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ต้องขยายเพดานชำระหนี้ จากไม่เกิน 500 ล้านบาท/เดือน เป็นไม่เกิน 800-1,000 ล้านบาท/เดือน


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>