คอลัมน์ จับชีพจรเศรษฐกิจ: ผลกระทบจากมาตรการลดโลกร้อน
   
ที่มา สยามรัฐ / 27 พฤศจิกายน 2552

          รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

          เดือนธันวาคมที่จะถึงนี้มีการประชุมระดับโลกที่สำคัญมากคือการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดโดยสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในวันที่ 7-18 ธันวาคม2552 ซึ่งผู้นำประเทศทั่วโลกจะไปประชุมเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงคงอยู่ของมนุษยชาติในอนาคต
          การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมากเพราะผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตัวและเริ่มตระหนักถึงภัยพิบัติที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจสถิติของการเกิดภัยทางธรรมชาติ พบว่าจำนวนภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถึง 4,215 ครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2543-2552 ) เทียบกับ 2,974 ครั้งใน ช่วง 10 ปีก่อนหน้า (ปี 2533-2542) หรือเพิ่มขึ้นถึง 42%
          และมีหลักฐานอีกหลายอย่างที่แสดงว่า "อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" เช่นอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลายเป็นพื้นที่ที่กว้างขึ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้เกิดเฮอริเคนในระดับความรุนแรงที่สูงขึ้นและเกิดถี่ขึ้น
          กระแสความกังวลด้านสภาวะโลกร้อน ทำให้มีการรณรงค์ให้ทุกประเทศต้องมารับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งต่างจากการประชุมเกียวโตเมื่อปี2540 ที่ผลักภาระให้ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้แก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งก็ไม่เป็นผลเพราะประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่นต่างไม่ยอมรับผิดชอบในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามมีความคาดหวังว่าการประชุมโคเปนเฮเกนจะให้ผลสำเร็จมากกว่า เพราะอย่างน้อย 3 ผู้นำในเอเชียคือจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ประกาศแล้วว่าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ รวมทั้งสหภาพยุโรปที่ตั้งแท่นเรื่องนี้มานานจะทำให้สหรัฐฯ ซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบมาตลอดถูกบีบให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น
          ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมาตรการลดโลกร้อนที่จะประกาศออกมาในงานนี้ จะมุ่งไปที่การค้าและการลงทุนเป็นสำคัญ เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัวไว้จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้ เช่นการที่ประเทศที่พัฒนาแล้วย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา นอกเหนือจากเพื่อหาแหล่งแรงงานที่ถูกกว่าแล้ว ยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาษีสิ่งแวดล้อมในประเทศของตน แต่ถ้าประเทศกำลังพัฒนาต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไม่ว่าจะผลิตที่ใด ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันลดลง อาจทำให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งเป็นต้น
          นอกเหนือจากนี้ภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสินค้าหรือบริการที่มีกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนเกินเกณฑ์มาตรฐานจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หรืออาจถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปขายในประเทศคู่ค้าต้องทำการซื้อ "คาร์บอนเครดิต" จากผู้ผลิตที่มีการควบคุมการปล่อยคาร์บอน ทำให้สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ผลตอบแทนกลับมา ซึ่งก็เป็นโอกาสให้เกิดธุรกิจบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในวิกฤติภาวะโลกร้อน ผู้มีวิสัยทัศน์สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอ
          เพราะฉะนั้นเรื่องผลกระทบของสภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะจะส่งผลถึงความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้NIDA Business School และธนาคารนครหลวงไทย จึงได้จัดสัมมนา "Thailand Green Competitiveness and Rebranding" เพื่อระดมความคิดจากผู้ทรงวุฒิจากภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อหาทางปรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและธุรกิจ ให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กระแสความกังวลด้านสภาวะโลกร้อนที่พูดถึงกันมากในขณะนี้
          การสัมมนาจัดขึ้นในวันที่ 3 ธันวาคม2552 เวลา 13:00 - 21:00 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯโดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในการลดสภาวะโลกร้อน" ต่อด้วยการบรรยายพิเศษจากProfessor Christian H. M. Ketels  จาก Harvard Business School  ในหัวข้อ"การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยให้ยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" สอดคล้องกับการบรรยายพิเศษของคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในเรื่อง "การปรับยุทธศาสตร์ของประเทศไทย" นอกจากนี้ยังมี Crisis Watch  ภาคพิเศษที่จะจัดเป็นงานใหญ่ประจำปีหลังจากที่ทำต่อเนื่องมาทุกเดือนตั้งแต่ปีที่แล้ว และการแสดงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยคุณอดิศักดิ์ โรหิตศุน รองประธานสภาอุตสาหกรรม ปิดท้ายด้วย CEO Forum  ในการปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อรับมือกับมาตรการลดโลกร้อนที่จะทวีความเข้มข้นในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก CEO ชื่อดังของเมืองไทย เช่น คุณชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ จากธนาคารนครหลวงไทย ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร จาก IRPC ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น"เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" เราจึงต้องเตรียมพร้อมไว้ ถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีอาจอดตายก่อนโลกแตก


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>