ลดปัญหาขัดแย้ง...สร้างความเข้าใจกับชุมชน ด้วยโครงการวางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม รับสมัครแล้ววันนี้  
 
ที่มา สยามรัฐ / 27 พฤศจิกายน 2552

          ปัญหาร้องเรียนซ้ำซาก...การชุมนุมประท้วง... ข่าวลบ... ข่าวลือ มวลชนในพื้นที่มองโรงงานในแง่ลบ... ปัญหาต่างๆ เหล่านี้สามารถลดลงได้จริง
          จากที่...ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและมีทบบาทมากขึ้น และเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรมโครงการใหม่ ซึ่งต้องได้รับฉันทามติจากชุมชนทำให้การประกอบกิจการอุตสาหกรรม หรือการขยายกิจการต่อไปในพื้นที่ต่างๆ ต้องได้รับการยอมรับและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ด้วย เพราะหากปราศจากความเข้าใจและความร่วมมือแล้วปัญหาอาจลุกลามขยายวงรุนแรง กระทบต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีของสถานประกอบการ
          ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมนอกจากจะดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เป็นกลไกแก้ไขปัญหาความไม้ไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสถานประกอบการ และชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและมีความสุข
          ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สถานประกอบการนำร่องจำนวน 278 ราย ที่เข้าร่วมโครงการวางระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ต่างประสบความสำเร็จในการสร้างการยอมรับ จากที่มีปัญหากลายเป็นได้รับความร่วมมือและความเข้าใจจากชุมชนมากขึ้น อีกทั้งสามารถต่อยอดพัฒนาสู่หลักความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ได้ต่อไป ปี 2553 กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดรับสมัครสถานประกอบการ จำนวน 220 ราย จัดทำระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการยกระดับกิจการให้เป็นที่ยอมรับชื่นชอบทั้งจากชุมชน ตลาดภายในและต่างประเทศเพราะ ภาพลักษณ์ที่ดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กรธุรกิจปัจจุบัน
          เล่าสู่กันฟังจากผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ
          เจริญ เลิศรัชตากร ผู้อำนวยการธุรกิจผลิตไฟฟ้า บริษัท พี อาร์จี พืชผล จำกัด
          "เรามีคณะกรรมการไตรภาคีประกอบด้วยฝ่ายบริษัท ตัวแทนชุมชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องลักษณะของธรรมาภิบาลก็คือจะมีการประชุมเดือนละครั้ง ให้ตัวแทนชุมชนมาดูสถานประกอบการว่าเรามีการทำงานอย่างไรเรามีปัญหากับสิ่งแวดล้อมด้านไหนบ้าง และเรามีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาต่อชุมชน ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งตัวแทนชุมชนก็จะมีปัญหาให้เรารับทราบและช่วยกันแก้ไข มีการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อตอบแทนให้ชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่อยู่รอบๆ บริษัท เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ้าไม่มีการทำลักษณะนี้ก็จะมีการเรียนร้องทุกข์ต่อทางราชการแน่นอน แต่ว่าเราอยู่ร่วมกันได้ เพราะมีการพูดคุย พบปะกัน เข้าใจและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ที่เวทีไตรภาคี ผมก็อยากจะเชิญชวนให้โรงงาน ซึ่งคิดว่ามีผลกระทบต่อชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ถ้าใช้หลักการของธรรมาภิบาลเข้าไปก็สามารถที่จะช่วยลดปัญหาได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวโรงงาน และสังคมที่อยู่รอบๆ"
          พันโทสุปรีชา ชลสาคร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทเซฟสกิน
          "เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้น ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ของปัญหา ในสายตาของชุมชนก็คือ โรงงาน แม้ว่า ฝ่ายโรงงานเองจะมีความมั่นใจในมาตรการการควบคุมสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติตามกฎหมายเพียงใดก็ตาม แต่ความไม่เชื่อใจ และความไม่ไว้วางใจในโรงงานก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งความไม่ไว้วางใจนี้ เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนกับโรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          เมื่อมีโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม หลักการทั้ง 7 นี้ เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล ตรวจสอบ และเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ให้กับบริษัท พร้อมกับส่งเสริมให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งช่วยลดความไม่ไว้วางใจจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้ง และความหวาดระแวงระหว่างชุมชนกับโรงงานที่เกิดขึ้น ก่อนที่กลุ่มบริษัทเซฟสกินจะเข้าร่วมโครงการ ได้เปลี่ยนเป็นความร่วมมือในการสอดส่องดูแล หากโรงงานใดได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ ท่านจะพบด้วยตัวท่านเองว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและโรงงานได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โครงการนี้ จึงไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะโรงงานที่มีปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนเท่านั้นแต่ยังเหมาะกับทุกโรงงานที่ต้องการจะมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยั่งยืนกับชุมชน บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม"
          วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
          "ปัญหาระหว่างโรงงานกับชุมชน เป็นเรื่องของความไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าแต่เดิม โรงงานที่เอาเปรียบสังคมก็มีเช่นกัน ภาคประชาชนเลยฝังใจไม่ไว้ใจตลอดเวลา และยังระแวงด้วยว่าภาคราชการนั้นไปเข้าข้างโรงงานซึ่งในความเป็นจริง มีโรงงานที่กระทำผิดน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนโรงงานทั้งหมดเฉลี่ยแล้วไม่ถึงร้อยละ 5 และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกอบการอุตสาหกรรมไม่ก่อมลพิษ แต่มลพิษและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตสมัยใหม่ขณะนี้จะมีน้อยลง และสามารถแก้ไขป้องกันได้ โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้กำกับดูแลตามกฎหมายไม่ว่าโรงงานใหญ่หรือเล็ก จะสร้างมลพิษที่ผิดกฎหมายไม่ได้ กระทรวงฯ ได้เข้มงวดกวดขันเรื่องนี้อย่างจริงจัง
          การทำธรรมาภิบาลนั่นคือโรงงานทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง หรือทำแล้วไม่อายใคร โดยสามารถบอกให้ทุกฝ่ายรู้และเข้าใจ ทำให้โรงงานและชุมชนตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน และฝากเตือนโรงงานว่าไม่ให้โรงงานเข้าใจผิดมุ่งเน้นไปที่การทำชุมชนสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำคือ การลงทุนปรับปรุงกระบวนการการผลิตไม่ให้สร้างมลพิษ พร้อมๆ กับสร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชนได้รู้และเปิดโอกาสให้เข้ามีส่วนร่วมตัดสินใจตามความเหมาะสม"


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>