บทเรียนมาบตาพุด  
 
ที่มา โพสต์ทูเดย์ / 27 พฤศจิกายน 2552

          กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต กับการรั่วไหลของสารพิษ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้ประกาศให้พื้นที่แหลมฉบังเป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติ ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้
          การรั่วไหลของสารพิษดังกล่าวเป็นเรื่องที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในฐานะเจ้าของพื้นที่จะต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าสารพิษนั้นจะเป็นของบริษัท อีสเทิร์นแหลมฉบัง เทอร์มินัล (ESCO) จะนำไปส่งให้บริษัท ยามาฮัตซึประเทศไทย เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตยาย้อมผม ก็ตาม
          ทั้งนี้ เพราะในช่วงที่เกิดเหตุ กระบวนการในการเข้าไปจัดการควบคุมปัญหานี้ของกทท. เป็นไปอย่างล่าช้า และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงมีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน ที่ยังต้องอยู่ระหว่างการชันสูตรว่าสาเหตุการตายนั้นมาจากเหตุใด
          นอกจากนี้ กระบวนการเข้าไปติดตามผลของกทท. ยังเป็นในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะในช่วงเช้าวานนี้ นางสุนิดา สกุลรัตนะ รักษาการผู้อำนวยการกทท. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้ส่งนักเคมีเข้าไปตรวจสอบแล้ว และพบว่าไม่มีสารตกค้างที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประกาศให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และพนักงานได้เข้าไปทำงานตามปกติ
          แต่ช่วงเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้เป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติ แล้วการตรวจสอบของกทท. คืออะไร มีมาตรฐานน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด
          และที่น่าเศร้าใจ เมื่อกทท.บอกว่าจะนำข้อมูลที่ได้รวบรวมในครั้งนี้ จัดทำเป็นแผนแม่บทบูรณาการ การซ้อมอพยพร่วมกับชาวบ้านการท่าเรือและจังหวัดอย่างครบวงจร แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมากทท. ไม่มีแผนรับมืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งๆ ที่สถานที่แห่งนี้มีการเคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายกันอยู่ตลอดเวลา
          ความไม่น่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ คือตัวการหลักที่ทำให้ชุมชน ชาวบ้าน ไม่ไว้ใจต่อคำพูด หรือคำสัญญาใดๆ ที่หน่วยงานรัฐให้คำมั่นไว้
          ดังนั้นการรั่วไหลของสารพิษดังกล่าว ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ภาคชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่อุตสาหกรรม เกิดความไม่มั่นใจในกระบวนการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม และการรักษาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และแน่นอนว่าย่อมจะส่งผลกระทบไปถึงการพิจารณาโครงการก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ขณะนี้ยังไม่สามารถหาทางออกอีกด้วย
          ปัญหาที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหมดจะต้องกระโดดลงมาร่วมแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่แหลมฉบังเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบไปถึงพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย
          เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้อีก รวมถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหา หากมีการรั่วไหลของสารพิษในลักษณะดังกล่าวอีกว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงต้องได้รับผลกระทบ
          หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐก็จะยิ่งตกต่ำ และยากยิ่งที่จะดึงให้ฟื้นคืนกลับมา
          ยังไม่สายเกินไป หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ กลับคืนมาเหมือนเดิม
          บทเรียนที่แหลมฉบัง คือบทเรียนบทเล็กๆ ที่มีราคาแพงเหลือเกิน ที่ทุกคนต้องศึกษาให้เห็นต้นตอของปัญหาอย่างถ่องแท้ และต้องยอมรับความจริงกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
          เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำสอง ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม m


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>