TDRI ชี้ SMEs นับแสนรายเตรียมเจ๊ง เซ่นกม.กีดกันการค้าด้านสิ่งแวดล้อม!  
 
ที่มา ผู้จัดการ 360 ํ รายสัปดาห์ / 27 พฤศจิกายน 2552

          TDRI จี้ภาครัฐ-เอกชน เตรียมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อม คาด เอสเอ็มอี กระอักปรับตัวไม่ทัน จ่อคิวเจ๊งนับแสนราย แนะบุกตลาดในประเทศ ทดแทนผลักดันส่งออกด้านหอการค้าไทยห่วงกฎหมายใหม่สหรัฐฯที่จะใช้ต้นปีหน้าฉุดยอดการค้าไทยร่วงคุมเข้มมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์หากเกินเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเผยหน่วยงานรัฐใส่เกียร์ว่าง ปล่อยภาคเอกชนรับเคราะห์
          จากสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นานาประเทศต่างแสวงหามาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นโดยมาตรการทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการบังคับให้ทุกประเทศในโลกต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้า และการเกษตร ให้ทำลายสภาวะแวดล้อมน้อยลงด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่าแนวโน้มการค้าโลกในปีหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มาตรการตรวจสอบสินค้าย้อนหลัง ซึ่งทุกชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์จะต้องตรวจย้อนหลังไปถึงแหล่งผลิตและแหล่งวัตถุดิบได้โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร จะต้องสามารถสืบย้อนหลังลงลึกไปได้ว่ากุ้งแปรรูปที่ส่งออกไปมาจากเรือประมงลำไหนหรือเลี้ยงที่ฟาร์มอะไร ทำให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พยายามตัดซัปพลายเชนของตัวเองให้สั้นลงเลือกเฉพาะซัปพลายเออร์ที่มีมาตรฐานมีระบบตรวจค้นย้อนหลังได้ ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนหลายแสนรายจะได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะจะถูกตัดออกจากซัปพลายเชนจากบริษัทใหญ่เพราะกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถตรวจสอบต้นทางของวัตถุดิบไม่ได้แนะบุกตลาดในประเทศทดแทนส่งออก
          ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งตั้งหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานเพราะเครื่องมือตรวจสอบเหล่านี้มีราคาแพงมาก ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถซื้อเองได้นอกจากนี้เอสเอ็มอีรายย่อยควรจะรวมตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มพลังในการต่อรองกับผู้ผลิต และมีน้ำหนักในการเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาลนอกจากนี้ภาครัฐควรจะออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศให้เท่ากับสินค้าส่งออกเพื่อให้ผู้ผลิตยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐานสูงซึ่งขณะนี้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างเช่นจีน เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศในเอเชียต่างก็ออกมาตรการสิ่งแวดล้อมของตัวเอง เพื่อรับมือกับมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้ารวมทั้งควรจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดส่งออกเพราะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯญุ่ปุ่นและยุโรปเริ่มถึงจุดอิ่มตัวซึ่งไทยนับว่ามีความได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศเพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง และมีกำลังซื้อมากพอสมควรจี้ออกกม.สิ่งแวดล้อมยกระดับสินค้าไทย
          อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมซึ่งอนุญาตให้ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เช่น การอุดหนุนด้านภาษีเป็นต้นเพื่อชักจูงให้ภาคการผลิตปรับปรุงเครื่องจักรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้น้ำ ซึ่งประเทศจีน และอีกหลายประเทศในเอเชียได้ออกกฎหมายในลักษณะนี้ใช้กันแล้วเหลือเพียง ไทยพม่า สปป.ลาว กัมพูชา ที่ยังไม่มี ซึ่งกฎหมายนี้มีความจำเป็นเพื่อลดระดับมลพิษให้ได้ต่ำกว่า
          มาตรฐาน ป้องกันข้อกีดกันการค้าจากต่างชาติซึ่งถ้าผู้ผลิตไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ก็ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่น นอกจากนี้ไม่เพียงแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเข้ามาเป็นปัญหาต่อการทำการค้าในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศผู้นำเข้าจะหันมาให้ความเข้มงวด และออกมาตรฐานในการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และการปล่อยน้ำเสีย เพราะแนวโน้มการเพิ่มตัวของประชากรโลกที่คาดว่าจะทะลุไปถึง 9 พันล้านคนในเร็วๆ นี้ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่จะออกมานี้จะช่วยให้ทุกประเทศหันมาอนุรักษ์การใช้น้ำมากขึ้นสินค้าไทยอ่วมสหรัฐฯเก็บภาษีคาร์บอน
          ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่าขณะนี้มาตรการทางสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นข้อถกเถียงที่สำคัญในแวดวงการค้าโลก ซึ่งทั้งองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศคู้ค้าต่างๆ หันมากำหนดมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆและในบางประเทศก็ออกมาตรการที่เข้มข้นกว่ามาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศ จึงทำให้กลายเป็นข้อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ ขณะนี้กำลังร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสินค้าไทยทุกชนิด เพราะกฎหมายฉบับนี้ได้ตั้งกฎเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกสินค้า ถ้าสินค้าชนิดใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินกว่าที่กำหนดจะต้องเสียภาษีเพิ่ม ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศที่มีมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า
          อีกทั้งสินค้าทุกชนิดจะต้องติดฉลากคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมาตรการนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตรเพราะการทำการเกษตรจะมีการปล่อยสารพิษหรือก๊าซเรือนกระจกบางชนิดที่สามารถนำมาเทียบเคียงกับมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์ได้ขณะที่สหภาพยุโรปก็ออกกฎหมายบังคับให้ติดฉลากระบบอัตราการปล่อนคาร์บอนไดออกไซด์ในสินค้าที่ผลิต หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็จะทำการค้ากับประเทศเหล่านี้ยาก
          ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวภาครัฐของไทยยังนิ่งเฉยมาก โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมารองรับเลย ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะนำเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อมเสนอกับนายกรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนนี้
          สำหรับภาวะการค้าโลกในปีหน้านั้นกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว และขยายตัวประมาณร้อยละ 2.5 เศรษฐกิจญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จะขยายตัว ร้อยละ1.7 และ 0.8 ตามลำดับ แต่เศรษฐกิจยุโรปยังคงติดลบ ทำให้การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปยังไม่สดใสมากนักขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งทำให้การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน อินเดียและอาเซียนในปีหน้าจะขยายตัวได้มากกว่าภูมิภาคอื่น รวมทั้งเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาก็ยังคงขยายตัวในระดับร้อยละ 4.1 ทำให้ตลาดนี้เป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพการส่งออกที่ดีนอกจากนี้การที่ไทยได้เข้าไปลงนามเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ก็ทำให้มีอัตราการส่งออก และนำเข้าเพิ่มขึ้นในประเทศคู่สัญญามากขึ้น


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>