บทเรียน "ชิบะ" ภาพสะท้อน "มาบตาพุด" หนทางการอยู่ร่วมกันของ "อุตสาหกรรม" และ "ชุมชน"  
 
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ  / 30 พฤศจิกายน 2552
          จะว่าไปแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกนั้นถือเป็นปมปัญหาที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ อากาศและชายฝั่งทะเล ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อม
          แม้ศาลปกครองจะตัดสินระงับทั้ง   76 โครงการ ประกาศเขตควบคุมมลพิษ และมีการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อร่วมหาทางออก
          แต่ดูเหมือนว่าการเดินออกจากปัญหานี้อาจจะไม่ง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ
          วิกฤตคือจุดเริ่มต้น
          "ปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นวิกฤต แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่าในอดีตและแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน" ทาเคชิ โนคาดะ ผู้จัดการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR manager) มิตซุย เคมีคอล บริษัทปิโตรเคมีที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ที่ตั้งอยู่ในเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ecoindustrial town) ต้นแบบของเมืองอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ความเห็น
          เพราะในอดีตญี่ปุ่นเองก็ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่การพัฒนามุ่งเน้นแต่เพียงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยละเลยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงไปในแทบทุกพื้นที่
          และเป็นเหตุที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้นต้องหันมาทบทวนนโยบายในการพัฒนาประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ  (eco-industrial town) ที่ให้ความสำคัญ กับการพัฒนาใน 3 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม และสังคมให้สามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กัน (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ)
          อุตสาหกรรมเชิงนิเวศทางออกที่ยั่งยืน
          การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมในเมืองอิชิฮารา จังหวัดชิบะ แหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ที่มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็ก ผลิตภัณฑ์เคมี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมเครื่องจักรซึ่งเป็นต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (ecoindustrial town) ในยุคที่ 2 ของประเทศก็เป็นผลพวงจากบทเรียนที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นวางแผน คิด บริหาร
          จัดการ เมืองอุตสาหกรรม โดยใส่มิติทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ตั้งแต่วันที่เริ่มต้น และจนถึงวันนี้เมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้มีอายุยาวนานมากกว่า 40 ปี และเป็นเมืองอุตสาห กรรมที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใหญ่ หรือประสบปัญหามลพิษอย่างรุนแรงแม้เพียงครั้งเดียว
          "ไซอิจิ ชิโนฮารา" เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองอิชิฮารา เล่าว่า เมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้เกิดก่อนกฎหมายสิ่งแวดล้อม แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นก็มีการออกกฎหมายย้อนหลัง เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่น้ำ คน สัตว์ พืช ฯลฯ
          และถือเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นที่สุดฉบับหนึ่ง หากแต่นั่นอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ เพราะองค์กร    ปกครองส่วนท้องถิ่นในเมืองอิชิฮาราเองยังมีกลไกพิเศษ ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างชุมชน โรงงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องมีการทบทวนข้อตกลงทุก 5 ปี
          บริหารอย่างมีส่วนร่วม
          "ไซอิจิ ชิโนฮารา" ผู้จัดการโรงงาน"มิตซุย เคมีคอล" กล่าวว่า "ในข้อตกลงที่เราทำร่วมกับชุมชนและภาครัฐที่จะต้องมีการทบทวนทุก ๆ 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดค่ามาตรฐานที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด สำหรับเราในการทำงานร่วมกันจึงไม่ต้องมีเอ็นจีโอมาอยู่ตรงกลาง เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และหากมีการพบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนเกินกว่าข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ ไม่ต้องรอให้กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่รัฐมาปิดโรงงาน แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นโรงงานจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการปิดตัวเอง"
          แม้เมืองมีอำนาจที่จะปิดโรงงานได้ แต่จะแยกแยะเป็นแห่ง ๆ ไป หากโรงงานใดทำผิดก็จะปิดโรงงานนั้น เมื่อเกิดปัญหาจะไม่ปิดโรงงานหรือยุติการลงทุนพร้อม ๆ กันทั้งหมด เนื่องจากมีกลไกในการตรวจสอบที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ว่ามลพิษที่เกิดขึ้นนั้นมาจากโรงงานใด
          ความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทำให้ "ความไว้วางใจ" ระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ทั้งท้องถิ่นและชุมชน ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
          จากปัญหาสู่หนทางอยู่ร่วมกัน
          อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา "กว่าจะเป็นอย่างวันนี้เราผ่านเวลามากว่า 20-30 ปี" "มิตโทรุ คัทซึยาม่า" กรรมการบริหารสหกรณ์ประมง จ.ชิบะ ตัวแทนกลุ่มชาวประมงในอ่าวโตเกียวกล่าว
          เพราะสำหรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมแล้วจะอย่างไรเสียก็ต้องสร้างผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงแม้จะมีกลไกที่ดีอย่างไรก็ตาม เพียงแต่ที่ปัญหาไม่ได้ลุกลามใหญ่โต เพราะภาครัฐมีการ    คาดการณ์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและเข้ามาหาทางออกร่วมกับชุมชน และมีการจ่ายเงิน  ชดเชยให้กับชาวประมงที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ก่อนที่จะสูญเสียอาชีพ
          คัทซึยาม่าเล่าว่า "ก่อนหน้าที่จะเกิดนิคมอุตสาหกรรมบริเวณอ่าวโตเกียวมีเดิมผู้ทำประมงราว 25,000 ราย ทั้งทำฟาร์มหอย  อาซาริ หาปลา และสาหร่ายทะเล แต่หลังจากมีโรงงานมาอยู่ คนทำประมงก็ลดลงไปเหลือเพียง 6,000 ราย ถ้าถามว่าทรัพยากรทางทะเลลดลงมั้ยก็ต้องบอกว่าลดลง แต่ความที่มีชาวประมงลดลงทำให้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนที่ยังประกอบอาชีพอยู่มากนัก"
          เขายอมรับว่า "ในช่วงแรกของการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งนี้ก็มีปัญหาบ้าง เช่นการเกิดเหตุผิดพลาดที่ทำให้น้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งในฐานะเป็นชาวประมงที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับโรงงานมากที่สุดจึงเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ แต่ผลของการพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างโรงงานกับชุมชนจนถึงวันนี้ เรามีความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันมากขึ้นระหว่างโรงงานและชุมชน มีความพยายามเรียนรู้ระหว่างกันว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น เพราะในขณะที่ชาวประมงก็ต้องการใช้ทะเลในการหาปลา อุตสาหกรรมก็ยังต้องดำรงอยู่ เราผ่านบทเรียนกันมามากต่างฝ่ายก็จะระมัดระวังซึ่งกันและกันมากขึ้น"
          บทเรียนจาก "ชิบะ" จึงเป็นกระจกสะท้อนกรณีที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลา แต่การออกจากปัญหาและหาหนทางที่จะอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริงได้ต้องใช้กลไกทั้งกฎหมาย การควบคุมการใช้กฎหมาย การสร้างความเข้าใจและการ   เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่      ตลอดไปจนถึงจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของธุรกิจ ฯลฯ


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>