มาบตาผุด-แหลมฉบังต้องเยียวยาและป้องกันด่วน 
 
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ  /  30 พฤศจิกายน 2552
  บทบรรณาธิการ

          
          ขณะที่ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในเขตนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จ.ระยอง กับมาตรการในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ล่าสุดในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับมาบตาพุดนั่นคือ ท่าเรือน้ำลึกและเขตนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ก็เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีกเมื่อค่ำวันที่ 25 พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา
          จุดเกิดเหตุอยู่ภายในบริเวณท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง พบว่ามี  สารเคมีรั่วไหลและเกิดเพลิงไหม้บริเวณท่าเทียบเรือบี 3 บริษัทอีสเทิร์นซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล ผลที่ตามมานอกจากจะ   มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกว่า 10 รายในบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังมีเพลิงไหม้ปะทุซ้ำจนท้ายที่สุดต้องประกาศให้อพยพประชาชน      ราว 1,000 คน ไปพักที่โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง ต่อมานายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.ชลบุรี ประกาศให้พื้นที่บริเวณการนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และบริเวณท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน
          กล่าวสำหรับมาตรการตั้งรับ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งจังหวัดชลบุรี หน่วยงานด้านสาธารณสุข และอีกหลายหน่วยงานที่ประสานกัน   ในเบื้องต้นถือว่าบรรเทาสถานการณ์ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่การที่ยังมีประชาชนในบริเวณนั้นได้รับผลกระทบจากกลิ่นหรือสารโซเดียมเปอร์ซัลเฟต ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การท่าเรือฯ การนิคมอุตสาหกรรมฯ หรือส่วนงานที่จะต้องร่วมรับผิดชอบ ต้องออกมาแสดงบทบาทโดยเร็ว ทั้งในแง่ของการรับผิดชอบ ชดเชย เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต สุขภาพประชาชนในพื้นที่นั้น ตลอดจนให้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับมาตรการป้องกัน บรรเทาปัญหา เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก
          แม้ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี จะมิได้มีสาเหตุมาจากกระบวนการทำงาน หรือมีผลมาจากการดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่ขยายออกไปในวงกว้าง สร้างปัญหาต่อทั้งชีวิตความ  เป็นอยู่ ความมั่นใจในสวัสดิภาพของชุมชน ความเชื่อมั่นต่อการปกป้องสภาพแวดล้อม ย่อมจะส่งผลเชื่อมโยงไปถึงการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่เกิดขึ้นอยู่ในเขตพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ในเวลานี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          ดังนั้น ข้อเรียกร้องจากตัวแทนสภาอุตสาหกรรมฯให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจหาสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยเร็ว จึงเป็นประเด็นที่ควรรับฟัง หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นส่วนงานของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนทั้งในประเด็นของการพิสูจน์สาเหตุ บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ พร้อมกับทำให้ประชาชนไม่ขาดความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับนิคมอุตสาหกรรมฯ ท่าเรือขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม หรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ติดตามสถานการณ์อยู่ในขณะนี้
          ยิ่งปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ เข้าใจคลาดเคลื่อน ปมปัญหาที่สะสมอยู่แล้วของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ผนวกเข้ากับกรณีล่าสุดที่แหลมฉบัง อาจกลายเป็นตัวแปรที่ฉุดความเชื่อมั่นและบั่นทอนโอกาสในการลงทุน พร้อมกับโอกาสพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างที่ตั้งความหวังกันในปี 2553 ก็อาจเป็นไปได้ยากในที่สุด           

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>