นับร้อยแห่แจ้งความ เอาผิดสารเคมีพิษรั่ว  
 

ที่มา ข่าวสด (กรอบบ่าย)  / 30 พฤศจิกายน 2552

          เหยื่อนับร้อยให้ข้อมูลตร. กมธ.บุกตรวจ"แหลมฉบัง"

          
          แห่แจ้ง- ชาวบ้านย่านท่าเรือแหลมฉบังที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีรั่ว เข้าแถวให้ปากคำกับตร. เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีกับบริษัทผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันยังมีผู้ป่วยจากพิษสารเคมีเข้าพบแพทย์ช่วยรักษา เมื่อวันที่ 28 พ.ย.
          ชาวบ้านแหลมฉบังเหยื่อสารเคมีรั่วกว่า 200 คนแห่แจ้งความเอาผิดบริษัทเจ้าของสาร เคมี พร้อมแห่ตรวจสุขภาพกับแพทย์ที่ออกหน่วยอยู่ที่วัดแหลมฉบังเก่า เนื่องจากยังมีอาการเจ็บป่วยต่อเนื่องหลังสารเคมีรั่ว ญาตินำศพเหยื่อสารเคมีจากนิติเวชตั้งที่วัดแหลมฉบังเก่า ด้านกมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบจันทร์นี้
          จากกรณีเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลจากตู้คอน  เทนเนอร์บรรจุสารโซเดียมเปอร์ซัลเฟต หรือสารฟอกขาว ของบริษัท ยามาฮัทสุ (ประเทศไทย) จำกัด ที่บริเวณท่าเทียบเรือบี 3 ภายในการท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อบ่ายวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงสูดดมควันพิษเข้าไป จนมีอาการป่วยทางระบบหายใจ ต้องนำส่งโรงพยาบาลจำนวนมากนั้น
          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่วัดแหลมฉบังเก่า หมู่ 3 ต.ทุ่งศุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ชาวบ้านชุมชนแหลมฉบังเก่าทยอยเดินทางมาตรวจสุขภาพกับทางทีมแพทย์โรงพยาบาลอ่าวอุดมซึ่งตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการตรวจสุขภาพแก่ประชาชน หลังจากมีสารเคมีรั่วไหลจากท่าเทียบเรือบี 3 โดยชาวบ้านที่ออกมาตรวจสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุและเด็กที่ยังได้รับผลกระทบ มีปัญหาแสบตา แสบจมูก ไอ เจ็บหน้าอก คอแห้ง เป็นผื่น แพทย์ตรวจดูอาการและให้ยาไปรับประทาน โดยนางจินดา ถนอมรอด รองนายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง พร้อมเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเดินทางมาคอยอำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านที่เดินทางมาตรวจสุขภาพ พร้อมสอบถามอาการและความต้องการของชาวบ้านที่จะให้ทางเทศบาลแหลมฉบังช่วยเหลือด้านต่างๆ จากเหตุสารเคมีรั่วไหลจากท่าเทียบเรือบี 3 ครั้งนี้ ซึ่งชาวบ้านแจ้งว่าช่วงกลางดึกยังมีกลิ่นเหม็นออกมาเป็นระยะ ส่วนการอพยพออกจากหมู่บ้านในตอนนี้ทางชาวบ้านไม่ได้ออกไปกันแล้ว เนื่องจากเป็นห่วงบ้าน และคาดว่าสารเคมีดังกล่าวคงไม่ส่งกลิ่นออกมาอีก
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมแพทย์และพยาบาลของร.พ.อ่าวอุดมยังจะตั้งศูนย์ตรวจสุขภาพอยู่จนถึงวันจันทร์ที่ 30 พ.ย.นี้ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข
          เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.อ.ภากร ทัพเนตร รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี หัวหน้าชุดสอบสวนคดีสารเคมีรั่วไหลจากท่าเทียบเรือบี 3 แหลมฉบัง พร้อม พ.ต.ท.รัฏฐ ประทุมแก้ว รองผกก.สส. สภ.แหลมฉบัง อ.ศรีราชา เดินทางมายังศาลาการเปรียญวัดแหลมฉบังเก่า ซึ่งตั้งเป็นศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์กรณีสารเคมีท่าเรือแหลมฉบังรั่วไหล เพื่อสอบปากคำจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ โดยนำพนักงานสอบสวนชุดทำคดี ประกอบด้วยพนักงานสอบสวน 8 นายจากสภ.แหลมฉบัง สภ.บางละมุง และสภ.เมืองพัทยา ที่ร่วมทำคดีนี้ตามคำสั่งของพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. ที่ให้ตั้งทีมสอบสวนรับแจ้งความจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วยจากสารเคมีที่เป็นอันตรายจากท่าเทียบเรือบี 3 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานว่าสาเหตุเกิดจากอะไร การสอบปากคำผู้ได้รับผลกระทบครั้งนี้เพื่อใช้ดำเนินคดีกับบริษัทที่ปล่อยให้เกิดสารเคมีรั่วไหลและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตั้งศูนย์รับแจ้งความจากชาวบ้านในชุมชนแหลมฉบังเก่าไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยในวันแรก มีชาวบ้านมาเข้าคิวแจ้งความเพื่อเอาผิดกับบริษัทดังกล่าวแล้วกว่า 200 ราย
          วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. นางจินดา ถนอมรอด เดินทางไปที่ศาลาตั้งศพวัดแหลมฉบังเก่าเพื่อร่วมเคารพศพน.ส.สุนีย์ ภู่เพ็ชร อายุ 54 ปี เหยื่อสารเคมีที่ทางญาติเดินทางไปรับมาจากสถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา และนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลเมื่อคืนที่ผ่านมา
          ด้านนางสุรัตน์ ภู่เพ็ชร พี่สาว กล่าวว่า ทางท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือบี 3 ส่งตัวแทนนำพวงหรีดมาเคารพศพผู้ตายพร้อมนำเงินมาช่วยเหลือรายละ 10,000 บาทแล้ว โดยงานศพเมื่อคืนที่ผ่านมา มีญาติและเพื่อนบ้านกว่า 30 คนมาร่วมงาน สำหรับผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นของแพทย์นิติเวช ร.พ.ตำรวจลงความเห็นว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง แต่อยู่ระหว่างการรอผลตรวจเนื้อเยื่อเพื่อหาสารพิษในร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คาดว่าอีก 45 วันจึงจะรู้ผล แต่ทางญาติเชื่อว่าการเสียชีวิตครั้งนี้น่าจะมาจากสารพิษที่รั่วไหลของท่าเรือบี 3
          นางสุรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งศพบำเพ็ญกุศลนั้นไม่รู้ว่าจะตั้งไว้กี่วัน เนื่องจากต้องรอญาติเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลแหลมฉบังช่วยเหลือเงินเบื้องต้นสำหรับผู้เสียชีวิตจำนวน 5,000 บาท และแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ และน้องสาวของผู้ตายอีกคนคือน.ส.จำนงค์ ภู่เพ็ชร อายุ 52 ปี ที่เข้ารับการรักษาตัวพร้อมกันที่โรงพยาบาลอ่าวอุดมหลังจากได้รับสารเคมีรั่วไหลอาการยังไม่ดีขึ้น เมื่อรู้ว่าพี่สาวเสียชีวิตก็ยังมีอาการทรุดลง ไม่สามารถมาร่วมงานศพได้เนื่องจากแพทย์ยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล
          ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กำชับให้สำนักงานประกันสังคม หรือสปส. จังหวัดชลบุรีเร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้าตรวจสอบการจัดเก็บและดูแลสารเคมีในท่าเรือแหลมฉบังว่าปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
          น.พ.มารุต จิรเศรษฐศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เปิดเผยถึงสารเคมีรั่วไหลที่ท่าเทียบเรือบี 3 ท่าเรือแหลมฉบังว่า มีผู้ได้รับผลกระทบ 246 ครัวเรือน มีผู้ป่วยได้รับการดูแลที่โรงพยาบาลในพื้นที่ทั้งหมด 79 ราย รับไว้ในโรงพยาบาล 25 ราย กลับบ้านแล้ว 20 ราย คงเหลือ 5 ราย อาการปลอดภัยแล้ว นอกจากนี้ มีผู้ที่เข้ารับการคัดกรองจำนวน 643 ราย ตรวจพบผู้มีภาวะวิตกกังวล 20 ราย ซึ่งจัดทีมแพทย์ พยาบาลเข้าไปตรวจเยี่ยมและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่องแล้ว ส่วนการช่วยเหลือมีหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเทียบเรือบี 3 โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ศรีราชา กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า และบริษัทเอกชน รวมแล้วเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท โดยช่วยเหลือผู้บาดเจ็บครอบครัวละ 5,000 บาท และผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท กรณีนี้ที่ผู้ป่วยเสียชีวิตส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลตำรวจ กทม. และได้รับแจ้งเบื้องต้นว่ามีภาวะหัวใจโต เส้นเลือดหัวใจตีบ ส่วนการตรวจสารพิษจะทราบผลภายใน 45 วัน
          วันเดียวกัน นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาสารเคมีรั่วที่แหลมฉบังจนทำให้เกิดอันตรายกับชาวบ้าน เนื่องจากไม่มีการควบคุมที่ดีพอ โดยเฉพาะบุคลากรของการท่าเรือที่ไม่มีความชำนาญเพียงพอ และการท่าเรือต้องมีมาตรการการควบคุมดูแลไม่ใช่เป็นแค่จุดพักสินค้า หรือผ่านพิธีกรรมทางศุลกากรเท่านั้น แต่ต้องประสานเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญสารเคมีอันตราย เพื่อมีมาตรการแยกสารเคมีเหล่านี้ออกต่างหาก จากนี้ไปศุลกากรต้องพัฒนารูปแบบการตรวจสอบสินค้าเฉพาะอย่างเพื่อดูแลความปลอดภัยมากขึ้น
          "กรณีแหลมฉบังควบคุมยากกว่าพวกมลพิษของมาบตาพุด เพราะที่นั่นมีการนิคมอุตสาหกรรมรับผิดชอบ แต่นี่ไม่มีเจ้าภาพ ถ้ามีการรั่วไหลระหว่างขนส่ง ลองนึกดูว่าจะเป็นอย่างไร แล้วยิ่งรั่วตอนขนส่ง ยิ่งเสี่ยงต่อการฟุ้งกระจาย คนที่มาดูแลก็เป็นเพียงบรรเทาสาธารณภัย ที่เป็นเอกชน ซึ่งไม่มีความชำนาญพอที่จะรู้ว่าจะเอาอะไรฉีด สมมติฉีดน้ำก็แค่ประเมินด้วยสายตา แต่ความจริงอาจยิ่งทำให้ฟุ้งกระจายก็ได้ซึ่งน่ากลัวมาก" นายสุรชัย กล่าว  
          นายสุรชัย กล่าวด้วยว่า วันที่ 30 พ.ย.นี้ กมธ.จะลงไปตรวจสอบในพื้นที่ จากนั้นจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพื่อทราบวิธีการปฏิบัติหากเกิดกรณีแบบนี้ เพื่อไปตรวจสอบในทางวิชาการว่าวิธีปฏิบัติดังกล่าวได้มาตรฐานหรือไม่ และจะประสานกรมควบคุมมลพิษมาช่วยกันดูว่าภารกิจคงไม่ใช่แค่ควบคุมมลพิษจากโรงงาน เพราะแหล่งที่มามีได้หลากหลาย เช่นมากับตู้คอนเทนเนอร์ ฉะนั้นน่าจะมาดูการขนย้าย ขนส่งสารเคมีอันตรายด้วย

          หน้า 1


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>