พิมพ์เขียวของความอุดมสมบูรณ์  

ที่มา โพสต์ทูเดย์  / 1 ธันวาคม 2552

          หัวใจสำคัญของการพัฒนาตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน บนถิ่นฐานบ้านเรือนของราษฎร
          ส่งผลให้โครงการพระราชดำริส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับอาชีพหลักของคนไทย คือเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา และประมง
          "โครงการศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" คือรูปธรรมที่ปรากฏอย่างชัดเจนถึงพระราชปณิธานดังกล่าว
          เมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านได้มีตัวอย่างของการทำงาน ผ่านการค้นคว้า ศึกษา ที่พระองค์ทรงเชื่อว่า การทดลองเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ราษฎรนั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ล้วนแล้วแต่ช่วยให้การพัฒนาบรรลุเป้าหมาย
          พื้นที่ทุกแห่งที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาไปตั้งอยู่ ล้วนแต่เคยประสบปัญหาความแห้งแล้ง ความยากจน และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติด้วยความไม่รู้ของชาวบ้าน
          เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร และทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะมีพระราชประสงค์ให้หนึ่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และเป็นขั้นเป็นตอน
          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" เริ่มก่อตั้งตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวที่เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่๒๘ ธันวาคม ปีพ.ศ. ๒๕๒๔
          มีการส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญ คือ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ การเลี้ยงปลา กุ้งและหอย เพื่อเผยแพร่แก่เกษตรกร และยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรรอบอ่าวคุ้งกระเบน และพื้นที่ใกล้เคียง
          คำนึง ชนะสิทธิ์ ชาวบ้านอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนช่วยทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รอบๆ มีรายได้จากการประมงและอาชีพเสริมเพิ่มขึ้น
          ชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการนำผลศึกษาไปประยุกต์ ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิถีชีวิต ทำให้ขณะนี้มีผู้สนใจศึกษาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมาดูงาน
          คำนึง ยกตัวอย่างวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ได้รับการปลูกฝังสู่ทิศทางที่ถูกต้องว่า เมื่อถึงฤดูที่ปลาวางไข่ ชาวบ้านและชาวประมงในแถบนั้นจะร่วมจิตร่วมใจกันไม่จับสัตว์น้ำ หรือเมื่อไหร่ที่จับปูตัวเมียได้ ก็จะปล่อยมันลงสู่ทะเล ถือเป็นการดูแลคุ้มครองทรัพยากรกันเอง
          "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน คือ แบบอย่างของชุมชนที่แทบจะเรียกได้ว่าอดอาหาร มาสู่การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง" คำนึง กล่าว
          ทั้งนี้ ทางศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ยังส่งเสริมการผลิตและใช้สารอินทรีย์ชีวภาพทดแทนสารเคมีทางการเกษตร แปลงสาธิตจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การปรับปรุงพื้นที่ดินเปรี้ยวที่ผ่านการยกร่องเพื่อปลูกแก้วมังกร การฝึกอบรมหลักสูตรการจัดทำบัญชีฟาร์ม เป็นต้น
          เช่นเดียวกับการก่อกำเนิดของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร และทรงพบว่าบริเวณดังกล่าวเคยอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าดงดิบที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยมีเขาหินเล็กใหญ่ทับซ้อนกันอยู่เต็มไปหมด
          แต่เพียงชั่วระยะเวลา ๓๐ กว่าปี เมื่อการคมนาคมสะดวกขึ้น ทำให้มีผู้บุกรุกพื้นที่ แผ้วถางป่า เพื่อประกอบอาชีพเพาะปลูกจำนวนมาก ทำให้ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม และมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินสูง
          พระองค์ทรงรับไว้และมีพระราชดำริให้พัฒนาที่แห่งนี้เป็นศูนย์สาธิตตัวอย่าง รวมเข้ากับการพัฒนาทางด้านเกษตรที่ทันสมัยไว้ด้วย จึงเกิดโครงการ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน"
          ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ได้เปลี่ยนจากผืนดินที่แห้งผากกลายเป็นป่าที่ชุ่มชื้น เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมและเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมครบวงจร
          กล่าวได้ว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาคือ "พิมพ์เขียว" แห่งการพัฒนาประเทศตามสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น นำไปสู่การแตกแขนงและต่อยอดการประกอบอาชีพ เพื่อปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง
          อีกโครงการที่อดกล่าวถึงไม่ได้ คือ "โครงการหุบกะพง" ถือเป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชประสงค์ที่มีชื่อติดหูคนไทยมากที่สุดโครงการหนึ่ง
          โดยมีชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า "โครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี" ก่อเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๗ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          พระองค์ได้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำว่าขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะนำไปประกอบอาชีพจึงทรงรับเกษตรกรเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กู้ยืมไปลงทุนเป็นจำนวน๓๐๐,๐๐๐ บาท
          ภายหลังไม่ปรากฏผู้ใดนำเงินที่กู้ยืมไปทูลเกล้าฯ ถวายคืนเลย จึงตรวจสอบพบว่าเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ยากจนและอาศัยเช่าที่ของกรมประชาสงเคราะห์
          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติและองคมนตรี ไปจัดหาพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์นำมาจัดสรรให้เกษตรกร
          ขณะเดียวกันนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขอทราบหลักการของโครงการ และอาสาที่จะช่วยเหลือด้านการพัฒนาการเกษตรในรูปของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ
          พื้นที่หุบกะพงมีการพัฒนาระบบชลประทาน ให้คำแนะนำในการเพาะปลูก รวมทั้งจัดให้สร้างที่อยู่อาศัยรวมเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขึ้น มีการตั้ง "สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง" ดำเนินธุรกิจแบบอเนกประสงค์ให้บริการสมาชิกแบบครบวงจร
          สภาพพื้นที่ที่ดินไม่ดี ได้ส่งเสริมให้ปลูกป่านศรนารายณ์ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริให้สมาชิกทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนในรูปหัตถกรรม การจัดทำเครื่องจักสาน
          นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริมการแปรรูปพืชผลิตผลที่ได้จากไร่นาและจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด โดยทุกปีสหกรณ์จะมีกำไรและแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก
          ปัจจุบันหุบกะพงมีผู้เข้าเยี่ยมชมกิจการโครงการกว่าปีละ ๒๕,๐๐๐คน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดเพชรบุรี


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>