8 โรคสุดฮิตของผู้บริหาร 

ที่มา โพสต์ทูเดย์  / 1 ธันวาคม  2552

          8...สุรีย์รัตน์ พิทักษ์

          ทุกวันนี้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นมักจะมาพร้อมกับความเครียด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับบทหนักในการ
          ทำงาน โดยเฉพาะผู้บริหารที่ยิ่งมีความรับผิดชอบสูงมากเท่าไหร่ ความเครียดก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อเกิดความเครียด โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็มักจะถามหาเข้ามาไม่ขาดสาย ซึ่งโรคที่มีสาเหตุมาจากความเครียดก็คงจะหนีไม่พ้นทั้ง 8 โรคนี้อย่างแน่นอน มีโรคอะไรบ้างไปดูกันความดันโลหิตสูง
          ความดันโลหิตสูงถือเป็นโรคที่มาแรงทีเดียวในกลุ่มผู้บริหาร เพราะการทำงานในแต่ละวันนั้นต้องเผชิญต่อความกดดันและความเครียดอยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญโรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย หลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว สำหรับสัญญาณเตือนของโรคดังกล่าวนี้สังเกตได้ง่ายๆ จากอาการที่จะเกิดเสียงดังหวิวๆ หรือหึ่งๆ ในหู  หรือได้ยินเสียงชีพจรในศีรษะของตัวเอง เวียนศีรษะโดยเฉพาะตอนเปลี่ยนอิริยาบถ นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ว่าใจสั่นบ่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ขาบวมหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยและเพลียผิดปกติ ซึ่งใครที่มีสัญญาณอันตรายดังกล่าว ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพทันที โรคหลอดเลือดสมอง
          โรคหลอดเลือดสมอง หรือ  Stroke นั้น เกิดจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะมีการอุดตันของเส้นเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ส่งผลให้เนื้อสมองเสียหายอยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ โรคสมองขาดเลือด เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งจากสถิติของประเทศไทยพบว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 และพบได้ร้อยละ 6 เลยทีเดียว
          สำหรับสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองก็สังเกตได้จากผู้ป่วยจะเกิดการชา หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง เกิดการสับสน พูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูด เกิดปัญหาการมองเห็น งุนงงเวียนศีรษะ เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด เดินเซทรงตัวไม่อยู่ อาจเกิดร่วมกับอาการอ่อนแรง บางคนอาจหมดสติทันทีหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
          สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือโรคหัวใจขาดเลือดนั้น ถือได้ว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย เกิดมาจากการตีบ หรือการอุดตันของเส้นเลือดจากการสะสมไขมัน คอเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ
          สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากความเครียด การรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันในปริมาณสูง และขาดการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่นำมาสู่ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองตีบตันด้วยกันทั้งนั้น
          อาการส่วนใหญ่มักมีอาการเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ หรือจุกแน่นลึกๆ บริเวณใต้กระดูกหน้าอก หรือหน้าอกด้านซ้าย ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก วิงเวียน หรือวูบแบบเฉียบพลัน ซึ่งหากถึงมือแพทย์ช้า อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ตลอดชีวิต โรคกระเพาะอาหาร
          โรคนี้ถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่ผู้บริหาร เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะต้องทำงานแข่งกับเวลา และเคร่งเครียดอยู่กับงานจนลืมที่จะรับประทานอาหาร  หรือเกิดจากการดื่มสุราสูบบุหรี่ อย่างหนัก พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ทั้งสิ้น
          อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อกินอาหารเข้าไปประมาณ30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ก็จะมีอาการปวดท้อง บางครั้งเมื่อรับประทานข้าวเสร็จก็ปวดท้องขึ้นมาในทันทีทันใด หรือปวดท้องก่อนรับประทานก็ได้ หรืออาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยร่วมด้วย โรคมะเร็งตับ
          โรคมะเร็งตับถือเป็นโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเพศชาย ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้มีอัตราเสี่ยงสูง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ โรคพยาธิใบไม้ในตับ อะฟลาทอกซิน ไนโตรซามีน ที่พบอยู่ในตัวยากันบูด ปลาร้า เนื้อแห้ง โดยเฉพาะอาหารที่ใส่ดินประสิว ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือกรรมพันธุ์เป็นต้น
          อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งตับค่อนข้างคลุมเครือ บางรายอาจจะไม่เกิดอาการอะไร เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ทำงานไม่ค่อยไหว จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางรายเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา และอาจปวดร้าวไปที่ไหล่ข้างขวา หรือบริเวณลำตัวข้างขวาทั้งหมด ในระยะสุดท้ายจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง บางรายอาจมีน้ำในช่องท้อง ท้องมาน บวมที่ข้อเท้า โรคเบาหวาน
          โรคเบาหวานมักเกิดได้ง่ายกับคนอ้วน หรือผู้ที่รับประทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไปรวมทั้งผู้ที่มีความเครียดอยู่ตลอดเวลาอย่างกลุ่มนักบริหาร เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด
          โรคเบาหวานมักพบจากการตรวจร่างกายประจำปีโดยไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น นอกจากอาการอ่อนเพลีย สมองมึนงง และถ้าตรวจว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว ต้องดูแลรักษากันตลอดชีวิต เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่ถ้าปล่อยปละละเลยอาการของโรคจะกำเริบมากขึ้น
          อาการระยะเฉียบพลัน เช่น เกิดภาวะน้ำตาลต่ำกว่าปกติ มักจะมีอาการหน้ามืด เหงื่อแตก ใจสั่น ขณะที่ระยะเรื้อรังจะพบอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้งกระหาย
          น้ำ ตาพร่ามัว สมรรถภาพทางเพศลดลง ความต้านทานโรคต่ำ ป่วยง่าย และมีโรคแทรกซ้อนในแบบอื่นๆ เช่นไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และระยะสุดท้ายอาจจะมีอาการเบาหวานลงไต อาจจะทำให้สูญเสียอวัยวะ  เช่น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้าจนต้องตัดทิ้ง
          โรคถุงลมโป่งพอง
          โรคถุงลมโป่งพองที่เกิดกับกลุ่มนักบริหาร มักจะเกิดกับผู้ที่สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานานๆ หรืออยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป สัญญาณเตือนภัยของผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีอาการไอ เริ่มจากไอแห้งๆ และมักไอมากตอนกลางคืนเวลาอากาศเย็นและตอนเช้าหลังตื่นนอน มีอาการเหนื่อยเวลาออกกำลังกาย เป็นหวัด หลอดลมอักเสบบ่อยๆ หรือมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
          โรคกระดูกพรุน
          กระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหักหรือยุบตัวได้โดยง่าย มักเกิดขึ้นกับกลุ่มนักบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่สภาพร่างกายกำลังเสื่อมสมรรถภาพ และมักไม่มีเวลาออกกำลังกายทำงานแข่งขันกับเวลา เครียด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟเป็นประจำ รวมทั้งมองข้ามอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย
          โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น เคยมีประวัติกระดูกหักในครอบครัวจากภาวะกระดูกพรุนหรือรับประทานยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ควรเริ่มตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่ออายุ 40 ปี โดยในระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อเริ่มมีอาการแสดงว่าเป็นโรคมากแล้ว
          อาการสำคัญของโรค ได้แก่ ปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพกและอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย ต่อมาความสูงของลำตัวจะค่อยๆ ลดลง หลังจะโก่งค่อม หากหลังโก่งค่อมมากๆ จะทำให้ปวดหลังมาก เสียบุคลิก เคลื่อนไหวลำบาก ระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารถูกรบกวน
          โดยสิ่งที่จะช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องพบกับภาวะของโรคต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การพยายามดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง โดยการใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์พัก
          ผ่อนอย่างเต็มที่ และต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจและปอดมีสมรรถภาพดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดความอ้วนทำให้ไขมันใต้ผิวหนังหมดไป และเป็นการลดน้ำตาลในเส้น
          เลือดได้อีกด้วย
          นอกจากนั้น ก็ควรจะต้องฝึกนิสัยในการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอให้ครบทุก
          มื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก สิ่งเสพติด เครื่องดื่มมึนเมา และสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรทำให้ได้ คือการลดความเครียดให้ได้มากที่สุด เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นหาเวลาไปตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี mขอบคุณข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพกรุงเทพโรงพยาบาลกรุงเทพ


ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>