คอลัมน์ เปลวสีเงิน: ๗๖ โครงการ"มาบตาพุด"กับโชคดีประเทศไทย  









ที่มา ไทยโพสต์ / 2 ธันวาคม 2552

วันนี้-วันพระขึ้น  ๑๕  ค่ำ  ตรงกับวันที่  ๒  ธันวาคม  ดาวจันทร์ย้ายเข้าเกาะฤกษ์ที่ดีครับ  นอกจากใครจะทำอะไรขลัง-ขมังเวทแล้ว  พิเคราะห์ตามสูตรของผมบอกได้เลยว่า  ๒-๓  ธันวานี้  "รวยลูกเดียว"  ถ้าถอดรหัสออกมาเป็นรูปธรรม  เห็นทีคำสั่ง  "ศาลปกครองสูงสุด"  ในเรื่อง  ๗๖  โครงการมาบตาพุดที่ภาครัฐและผู้ประกอบการอุทธรณ์ขึ้นไป  น่าจะมีผลออกมาเป็นที่พอใจด้วยกันทุกฝ่าย

               เรื่องสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุดนี้  ผมเห็นพูดกันมาก  และพูดมาหลายเดือนแล้วด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป   ผมลองเอาที่เขาพูดๆ  กันมาจัดหมวดหมู่  ก็พอจะได้  ๒  หมวดหมู่  คือ

               ๑.พูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว  เรียกว่าพูดไม่มีมาตรฐาน  และ

               ๒.พูดเอื้อกฎหมายและสังคม  เรียกว่าพูดมีมาตรฐาน

               เราต้องยอมรับความจริงกันอย่างว่า  "คนกับโรงงาน"  จะปฏิเสธการอยู่ร่วมไม่ได้  เหมือนเนื้อกับกระดูก  จะให้มีแต่เนื้อโดยไม่มีกระดูก  แล้วเนื้อจะเกาะอยู่กับอะไร  ฉะนั้น  ทุกอย่างมันเป็นทั้งตัวสร้างและตัวทำลายอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน  ปัญหาที่ต้องบริหาร-จัดการคือ

               จัดความสมดุลในสิ่งร่วมให้ลงตัว  โดยไม่ให้สิ่งหนึ่งไปทำลายอีกสิ่งหนึ่งได้เท่านั้น  พูดง่ายๆ  คือ  จะทำอะไร-ที่ไหนก็ตาม  ต้องจัด  ๔  สมดุล  ให้ลงตัว  แล้วปัญหาจะกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ร่วมกันทันที

               ๔  สมดุล  คือ  ๑.คนลงทุน  ๒.คนลงแรง  ๓.สังคมคน  และ  ๔.สังคมธรรมชาติ

               อย่างมาบตาพุด  หรือที่ไหนก็ตามอันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแต่ดั้งเดิม  เราย้อนกลับไป  ๓๐-๔๐  ปีที่แล้ว  เขาไปตั้งโรงงานห่างไกลมนุษย์มนาอยู่ในป่า-ในดง  แล้วทีนี้  ในความที่ว่า "คนกับโรงงาน"  ในระบบอุตสาหกรรมทุนมันแยกกันไม่ออก  คนก็ตามไปอยู่กับโรงงานห่างไกลชุมชน

               ไปอยู่กันมากๆ  มันก็เกิด  "สังคมหย่อม"  แล้วจากสังคมหย่อมก็เป็น  "สังคมขยาย"  ในที่สุดก็กลายเป็น  "ชุมชนเมือง"  ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม  แรกๆ  ก็ไม่เท่าไหร่  แต่พอนานไป   คนมันโตขึ้น  เจริญขึ้น  ชีวิตมีค่า  มีราคามากขึ้น  ในขณะเดียวกัน  ระบบโรงงาน  ระบบเครื่องจักรก็เก่าแก่เสื่อมสภาพไป

               ส่วน  "กฎหมาย"  เป็นสิ่งเกิดไล่หลังตามมา!

               ประกอบกับกฎหมาย-กฎระเบียบที่ใช้  มันก็ออกมาเหมาะกับกาลหนึ่ง-เวลาหนึ่ง-สภาพหนึ่งเท่านั้น  เมื่อโรงงานต้องขยาย  ชุมชนก็โตขึ้น  กฎหมาย-กฎระเบียบ  กลายเป็นเงาไล่หลังทั้งสังคมธุรกิจและสังคมชน

               สิ่งเป็นจริงที่ต้องเผชิญและต้องยอมรับก็คือ  "การทำลายสิ่งแวดล้อม"  และการต่อต้านการขยายตัวทางอุตสาหกรรมจากชาวบ้าน   อย่างที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้  ซึ่งไม่เฉพาะที่มาบตาพุด  ที่ไหนๆ  ที่มีโรงงงาน  ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

               ตรงนี้  มันเกิด  "ภาวะไม่สมดุล"  ขึ้นแล้ว  เพราะฝ่ายได้ดุลมีเพียง  ๑  ฝ่ายเสียดุลมีถึง  ๒  และฝ่ายทั้งได้-ทั้งเสีย  ๑

               แล้วใครล่ะทีได้ดุล  คือ  "คนลงทุน"  ที่เรียกว่าเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรม  ส่วนฝ่ายเสียดุล  คือ  "สังคมคน  และสังคมธรรมชาติ"  ที่เรียกว่าสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

               ส่วนฝ่ายที่ทั้งได้-ทั้งเสีย   คือคนลงแรง  พูดง่ายๆ  คือคนงานในระบบอุตสาหกรรมนั้นๆ  รวมถึงคนค้า-คนขายในระบบโรงงาน

               สรุปแล้ว  ฝ่ายเสียมากกว่าฝ่ายได้  ๒  ต่อ  ๑  งดออกเสียง  ๑  เรียกว่าสังคมชาติในภาพรวม  "เสียสมดุล"  ฉะนั้น  ก็ถูกต้องแล้วที่ชาวบ้านและคณะกรรมการต่างๆ  เพื่อสังคมยึดรัฐธรรมนูญมาตรา  ๖๗  วรรค  ๒  ฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง  และร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับ  ๗๖  โครงการไว้ก่อนที่จะมีคำพิพากษา

               และก็ถูกต้องแล้วที่  "ศาลปกครองกลาง"  มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

               และก็ถูกต้องแล้วที่  ๗๖  โครงการจะอุทธรณ์คำสั่งต่อ  "ศาลปกครองสูงสุด"

               เพราะมีเหตุผลทั้งทางกฎหมาย  ทั้งทางสังคม  ทั้งทางปฏิบัติที่เป็นจริง  และทั้งทางข้อเท็จจริง  ที่ทั้งฝ่ายศาล  ฝ่ายผู้ร้อง  และฝ่ายผู้ถูกร้อง  จะได้นำมาแสดง  และพิจารณา  บนผลประโยชน์ร่วมกันที่เรียกว่า  "มาตรฐาน"  บนการยกระดับคุณภาพสังคม

               โดยมีผลประโยชน์ทั้งโรงงาน  ทั้งชาวบ้าน  ทั้งสิ่งแวดล้อม  และทั้งประเทศชาติ  จะได้รับการดูแลอย่างทัดเทียมกันจากองค์คณะศาล

               ใครก็อย่าไปมองว่า  คำสั่งระงับ  ๗๖  โครงการในมาบตาพุดนั้นเป็นตัวทำลายบรรยากาศการลงทุน  และการขยายตัวทางธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศเป็นอันขาด

               ก็สังคมโลกเรียกร้องเรื่อง  ลดมลพิษ  เรื่องลดภาวะโลกร้อนมิใช่หรือ  ในเมื่อประเทศไทย  โดย  "ทุกฝ่าย"  กำลังเข้มข้นสงเคราะห์สังคมโลกเช่นนี้  พวกนักลงทุนต่างชาติทั้งหลายจะมาพูดว่า  การระงับ  ๗๖  โครงการทำให้เสียโอกาสการลงทุน  มันเป็นการพูดที่แสดงทัศนคติ

               ต่ำกว่ามาตรฐาน!

               ผมว่าตรงนี้แหละ  เริ่มจากคำสั่ง  "ศาลปกครองกลาง"  นั่นแหละ  ถือเป็นจุด  "หยุด-เพื่อสะดุดคิด"  แล้วตั้งหลัก-เริ่มต้นพัฒนาสู่ความเติบโตทางธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศไทยเราอย่างมีแบบแผนสู่มาตรฐานสังคมโลกในอนาคต

               "๔  สมดุล"  ลงตัวแล้วละก็...ตานี้แหละ  ทั้งของ-ทั้งคน-ทั้งธรรมชาติ-ทั้งทุน  เกาะเกี่ยว  "อยู่ร่วมกัน"  หมุนเป็นวงกลม  จะนำไทย  และสินค้าจากประเทศไทยขึ้นไปสู่อันดับ  "โลกยอมรับมาตรฐาน"

               ช้าวันนี้  แต่ชัวร์วันหน้า  ถือว่า  ๗๖  โครงการที่ต้องชะลอออกไปนั้น  "คุ้มค่ามหาศาล"  กับสังคมรวม!

               ๗๖  โครงการมีอะไรบ้าง  ผมก็จำไม่หมด  แต่ที่พูดถึงกันมาก  และจำกันแม่นก็มี  โครงการในเครือข่าย  ปตท.และโครงการของปูนซิเมนต์ไทย  นี่...ก็ต้องพูดกันในภาพรวมว่า  ทั้ง  ปตท.และปูนซิเมนต์ไทย  คือส่วนหนึ่งในความเป็นทั้ง  "หน้าตา"  เป็นทั้ง  "ด่านหน้า"  แห่งความมั่งคั่ง-ยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย

               อาจมีบางคน-บางกลุ่มบอกว่า  "สะใจ"  ที่เห็น  ปตท.ต้องสะดุดหยุดชะงักโครงการ  บางคนมองไปถึงขั้นว่า  ๗๖  โครงการนั้นเหมือนอาชญากรสิ่งแวดล้อม  ผมว่าบางทีเราก็ใช้อารมณ์  ใช้ความรู้สึก  และใช้ความคับแคบมองในองค์ประกอบของความเป็นสังคมและประเทศชาติด้วย  "แอบจิต"  และ  "สุดโต่ง"  ไปทางใด-ทางหนึ่งเกินไป

               มองในความเป็นส่วนสัมพันธ์ซึ่งต้องมีซึ่งกันและกันเถอะครับ  แล้วเราจะเห็นว่า  เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้น  ภาครัฐก็ดี  ภาคอุตสาหกรรมก็ดี  ภาคสังคมก็ดี  ควรถือว่านั่นคือ  "ปัญหาของชาติ"  ที่จะต้องช่วยกันหาทางออก  เพื่อมั่งคั่งด้วยกัน  และอยู่ร่วมกันด้วยสมดุล

               พูดกันทางสังคมนะครับ  ไม่ใช่พูดทางกฎหมาย  ไม่ว่าศาลที่ไหนในโลก  เป้าหมายการทำหน้าที่  สูงสุดก็คือ  "ผลประโยชน์ที่เป็นธรรมกับสังคม"  และธรรมนั้น  มีมาตรฐานทางกฎหมายเป็นบรรทัดทางเดิน

               ฉะนั้น  อย่างกรณี  ๗๖  โครงการนี้  เมื่อมีการอนุญาตไปแล้ว  มีการลงทุนไปแล้ว  และเมื่อมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกรอบปฏิบัติตามมา  นั่นก็คือมีทั้งส่วนสังคม  ส่วนอุตสาหกรรม  ส่วนกฎหมาย  ที่ต้องคำนึง  และเป็นกรอบในการดำเนินไป

               แล้วอะไรล่ะที่ภาครัฐ  ภาคเอกชน  ภาคอุตสาหกรรม  ภาคสังคม  ได้ลงมาร่วมใจ-ร่วมความคิด  กำหนดเป็นทางเดินที่เรียกว่า  "ทางออกของปัญหา"  ที่พอใจ-รับได้กันทุกฝ่ายไปเสนอต่อศาลท่าน

               ผมเห็นรัฐบาลเชิญ  "ท่านอานันท์  ปันยารชุน"  มาเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาปฏิบัติตามมาตรา  ๖๗  วรรค  ๒  หรือที่เรียกว่า  คณะกรรมการ  ๔  ฝ่าย  "ภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคธุรกิจ-ภาควิชาการ"  ซึ่งเท่าที่ฟัง  ทุกฝ่ายก็จริงใจที่จะช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ

               และคณะกรรมการ  ๔  ฝ่าย  ที่ท่านอานันท์เป็นประธานนี้  เท่าที่ฟัง  ก็ได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นอย่างดี  ซึ่งจะได้ช่วยกันดูว่า  ใน  ๗๖  โครงการนี้  มีอันไหนเดินหน้าได้เลย  อันไหนต้องปรับปรุงแก้ไขก่อน  และอันไหนยังต้องกลับไปปฏิบัติให้ได้ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

               เรียกว่าแยกออกมาเป็นหมวดๆ  กันไป  ซึ่งผมก็ว่า  วิธีนี้ดี...แฟร์กับทุกฝ่าย!

               เมื่อภาครัฐ-ภาคสังคม-ภาคธุรกิจ  ได้ร่วมทำอะไรเป็นมาตรการปฏิบัติตามเส้นทางกฎหมายอย่างนี้  ผมก็คิดว่า  น่าจะเป็นการให้ทางเดิน-ทางออกต่อการใช้ดุลยธรรมของศาล  "เพื่อประโยชน์ที่เป็นธรรมสูงสุด"  กับสังคมทุกฝ่าย  มากขึ้น

               และภาครัฐเองก็ดูตั้งอก-ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาภาวะสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุดมากขึ้น  จะเห็นได้จากที่ส่งรองนายกฯ  กอร์ปศักดิ์  สภาวสุ  ลงไปรับฟังปัญหาในพื้นที่  อนุมัติงบลงไปแก้ไขเรื่องขยะ  เรื่องน้ำกิน-น้ำใช้  ตลอดถึงเรื่องการรักษาการเจ็บป่วย  ซึ่งชาวบ้านก็ดูจะอุ่นใจ-คลายเครียดไปได้เปลาะหนึ่ง

               แต่ขอย้ำ...ชาวบ้านต้องจริงจังต่อการตรวจสอบ  ไม่งั้น  "ฝ่ายรัฐบาล"  ไม่ว่ายุคไหนๆ  เผลอเป็นได้เบี้ยวตลอด!

               ก็เอาหละ...เมื่อดูทางปฏิบัติ  และดูทางตอบสนองสังคมต่อความพยายามแก้ไขปัญหาแล้ว  และยิ่งดูเข็มวัดกระแสผ่าน  "ตลาดหุ้น"  วานนี้  (๑ ธ.ค.)  บรรยากาศให้ทิศทางเป็นบวก

               พูดง่ายๆ  สำหรับ  ปตท.ก็ดี  ปูนซิเมนต์ไทยก็ดี  ซึ่งได้ชื่อว่าโตอย่างมีมาตรฐานปฏิบัติต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว  จากแผนที่เสนอเป็นคำอุทธรณ์ให้ยกเลิกคำสั่งระงับ  ๗๖  โครงการชั่วคราวไปนั้น   คำสั่งที่จะออกมาจากศาลปกครองสูงสุดวันนี้  ดูทุกฝ่ายจะมีความสบายใจกันเป็นพิเศษ

               ความจริง  วันนี้ตั้งใจว่าจะคุยเรื่อง  "ดูไบเวิลด์"  ต่อ  แต่คุยเรื่อง  ๗๖  โครงการเพลินไปหน่อย  แต่ก็อยากจะบอกว่า  อย่าวัดความเจริญที่ตัวตึก  ไม่ใช่พอไปประเทศไหน  อย่างไปดูไบตอนนี้  เห็นแต่ยอดตึก-ยอดอาคารสร้างใหม่ก่ายฟ้าไปหมด  ก็เกิดจิตดูถูกประเทศไทยของตัวเองว่า

               "ทำไมเขาดีกว่าเรา...ทำไมเขาเจริญกว่าเรา?"

               ผมอยากจะบอกว่า  อะไรที่ไม่ได้โตมาจากความต้องการประชาชน  และไม่ได้โตจากแรงผลักรากฐานทางเศรษฐกิจและพลังพิชิตโลกจากประชาชนแท้จริงแล้วละก็

               เพียงแต่โตสนองอยาก-สนองอีโก้กลโกงผู้นำเพียงคน-สองคน  ลงท้าย  ก็จะต้องเอาหัวซุกทราย

               ดูไบ..ตูดโด่ง!

               วันนี้-โชคดีของประเทศไทย  ที่ไม่มีทักษิณอยู่

               แต่...โชคร้ายของดูไบ  ที่ได้ทักษิณไปอยู่!!!

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>