รายงานพิเศษ: พลังงาน"น้ำ-ลม"ทางเลือกเพื่อชุมชน ลดรายจ่ายสร้างเสริมสุขภาวะอย่างยั่งยืน 










ที่มา สยามรัฐ  / 2 ธันวาคม 2552

 ด้วยสภาพพื้นที่การเกษตรในตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวงจังหวัดเลย มีลักษณะเป็นเนินเขาเกษตรกรจึงมีปัญหาในเรื่องของการนำ "น้ำ" ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำหรือในหุบเขาขึ้นมาใช้บนไร่นาในฤดูแล้งและมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นค่าเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องสูบน้ำ
          ประกอบกับสภาพพื้นที่ของชุมชนเป็นพื้นที่สูง และมีลักษณะเป็นร่องเขาระหว่างเทือกเขาภูหลวงและภูกระดึง ทำให้มีกระแสลมพัดแรงตลอดเวลา สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิเลยเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงร่วมกันหาแนวทางการใช้ประโยชน์จากทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจัดทำ"โครงการพัฒนาสาธิตการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาวะชุมชนในเขตอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย" ขึ้นมา โดยใช้พื้นที่ของ "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง"เป็นฐานเรียนรู้ด้านพลังงานทางเลือกให้กับชุมชน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
          นายดิรก สาระวดี นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการนี้มีแนวคิดที่จะพัฒนาด้านพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนด้วยการเพิ่มปริมาณต้นไม้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทน ด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นป่ารักษาแหล่งน้ำปลูกต้นไม้หัวไร่ปลายนาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงานชีวมวลกระตุ้นให้ชุมชนให้เกิดความรักและหวงแหนภูมิทัศน์อันสวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่ไปพร้อมๆกับการพัฒนาและสาธิตการใช้พลังงานทางเลือกให้กับชุมชน ทั้งในเรื่องของเตาเผาถ่านการผลิตน้ำส้มควันไม้ การพัฒนาเตาเศรษฐกิจเพื่อประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ แต่พลังงานทดแทนที่โดดเด่นและถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชนแห่งนี้ก็คือ เรื่องของ "กังหันลม"เพื่อผลิตไฟฟ้า และ"เครื่องตะบันน้ำ"เพื่อสูบน้ำไปใช้บนไร่นา
          ด้าน นายอดิศร สุนทรารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวถึงการทำงานของมูลนิธิฯ ว่าจะเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาอาชีพของชาวบ้าน โดยผสมผสานสองคำนี้ให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งส่งเสริมในเรื่องของการทำ"วนเกษตร" หรือ "ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" และเห็นว่าน้ำเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่าการที่จะเอาน้ำมาใช้สนับสนุนในแปลงเกษตรของชาวบ้านนั้นเป็นเรื่องยาก ชาวบ้านต้องไปซื้อน้ำมัน ซื้อเครื่องสูบน้ำขึ้นไปใช้บนเขาเลยมีความคิดว่าน่าจะนำเรื่องของพลังงานทดแทนมาใช้ จึงเป็นที่มาของกังหันลมและเครื่องตะบันน้ำ
          ขณะที่ นายแสวง ดาปะ กำนันตำบลเลยวังไสย์ เล่าว่า มีไร่อยู่บนภูเขาแต่มีน้ำอยู่ข้างล่าง ก็เลยคิดว่าทำอย่างไรจะนำน้ำขึ้นมาใช้ได้ โดยยึดหลักของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่าเรามีอะไรอยู่ก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นทุน เห็นว่าที่สวนมีลมแรงเพราะอยู่บนเนินเขา ทำอย่างไรที่จะเอาลมมาเป็นประโยชน์ได้ ก็เลยคิดว่าจะทำกังหันลมมาผลิตไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ ทางมูลนิธิฯ จึงพาไปดูงานและไปเรียนรู้กับ อาจารย์บรรจง ขยันกิจมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อก่อนที่ใช้เครื่องสูบน้ำต้องใช้น้ำมันเบนซินวันละไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ช่วงน้ำมันแพงๆ ก็หมดเงินไปวันละหลายร้อยบาท ซึ่งเรื่องของพลังงานทดแทนชาวบ้านเริ่มสนใจกันมากขึ้น แต่ยังติดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่
          ถ้าชุมชนหันกลับมาใช้พลังงานทางเลือกก็จะสามารถทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพโดยใช้พื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถ้าชุมชนนำพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกมาใช้ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้โดยเฉพาะชุมชนที่ห่างไกลนอกจากจะส่งผลดีกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ ด้านพลังงาน และจะทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองและเกิดความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องด้วย

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>