จากธรรมชาติสู่การเรียนรู้ถึงความสมดุล  





ที่มา คม ชัด ลึก  / 3 ธันวาคม 2552

 ว่ากันว่าการจะให้เด็กมีจิตสำนึกอนุรักษ์พืชพรรณ ควรใช้วิธีการปลูกฝังให้เห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และให้เกิดความปีติที่จะศึกษาและอนุรักษ์กันอย่างต่อเนื่อง หากใช้วิธีการสอนสั่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว รังแต่จะส่งผลให้เด็กเครียด จนกลายเป็นผลเสียในระยะยาวได้
          จึงเป็นที่มาของ "โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช" ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2534 โดยทรงมีพระราชปณิธานที่จะให้มีการดำเนินงานอนุรักษ์พันธุกรรมพืชบน เกาะแสมสาร และเกาะข้างเคียงอีก 8 เกาะ ได้แก่ เกาะแรด เกาะฉางเกลือ เกาะจวง เกาะจาน เกาะโรงโขน เกาะโรงหนัง เกาะขาม และ เกาะปลาหมึก
          เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพันธุกรรมพืช และการเก็บแพลงตอนเพื่อหาความหลากหลายในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ในด้านต่างๆ อีกทั้งยังให้ความรู้ในลักษณะพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่คล้ายคลึงกับงานอนุรักษ์บนเกาะปอร์โครอลล์และเกาะโคส์ ในพื้นที่ของกองทัพเรือฝรั่งเศสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปเยือนเมื่อปี 2534 และครั้งนั้นทรงประทับพระราชหฤทัยในอุดมการณ์การอนุรักษ์พันธุ์ไม้
          ซึ่งในการนี้ทางกองทัพเรือจึงได้เข้าร่วมสนองพระราชดำริโดยใช้พื้นที่เกาะแสมสารและเกาะข้างเคียงเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2541 เป็นต้นมา  น.อ.อิทธิพัทธ์ กวินเฟื่องฟูกุล รองเสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือยุทธการ กล่าวว่า กองทัพเรือได้ตระหนักถึงกระแสพระราชดำริว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยาการธรรมชาติทางทะเล จึงต้องการที่จะทำประโยชน์แก่เยาวชนและประชาชนในด้านความมั่นคงของชาติทางทรัพยากรกายภาพและชีวภาพในอนาคต  โดยได้ขยายพันธุ์พืชสำคัญๆ เพื่อให้ประชาชนนำไปขยายพันธุ์ใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อไป อีกทั้งยังต้องการให้เยาวชนและประชาชนเกิดความรักในธรรมชาติ และอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้เพื่อไม่ให้สัตว์เหล่านั้นสูญพันธุ์ไป
          พร้อมทั้งยังได้จัดค่ายเพื่อให้สถาบันต่างๆ มาศึกษาเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์พืช และยังมีการเดินป่าตามรอยเส้นทางเสด็จฯ เพื่อการอนุรักษ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่แต่ละเส้นทางนั้นมีทั้งขรุขระ ลาดชัน และรกทึบกว่าจะถึงจุดหมาย
          "ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะแสมสารและทะเลไทย ที่ตั้งอยู่ริมทะเลบริเวณเขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นั้น สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระราชประสงค์ให้ศึกษาอย่างครอบคลุมทุกสภาพภูมิประเทศ ตั้งแต่ยอดเขาถึงใต้ทะเลลึก โดยได้นำเอาผลการสำรวจ เก็บรวบรวม การศึกษาวัตถุกายภาพและชีวภาพที่มีอยู่บนเกาะและทะเลไทย  ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การดำรงอยู่ ศักยภาพ ประโยชน์ที่ให้จนสิ้นสุดที่การเสื่อมสลาย มาจัดแสดงไว้ในอาคารเทิดพระเกียรติมหาราช อาคารปวงปราชญ์ร่วมรวมใจ อาคารใฝ่เรียนรู้ผู้ฉลาด อาคารพิฆาตความไม่ดีที่ประจักษ์ และอาคารพิทักษ์ศักยภาพทะเลไทย อีกทั้งยังมีการแสดงซากดึกดำบรรพ์ของหินต่างๆ พืชพันธุ์ธรรมชาตินานาชนิดไว้ตามระหว่างเส้นทางเดินอีกด้วย" น.อ.อิทธิพัทธ์ กล่าว
          การเดินทางระหว่างสองเส้นทางธรรมชาติแห่งพืชและสัตว์นี้ ไปสิ้นสุดรวมกันอยู่ที่ยอดเขาหมาจอหรืออาคารพิทักษ์ศักยภาพทะเลไทย โดยบริเวณนี้เป็นจุดชมเกาะและทะเลไทยที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะยามเย็นแสงพระอาทิตย์ที่สาดส่องลงสู่พื้นผิวน้ำจะค่อยๆ ตกลงทีละนิดๆ  ช่างเป็นบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก และคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่อุตส่าห์ดั้นด้นขึ้นมาเสียจริง...
          เรื่อง..."ศิริรัตน์  จำรูญหิน"
          ภาพ... "ธนาชัย ประมาณพาณิชย์"

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>