เสียหายยับ 3 แสนล้านมาบตาพุดระงับต่อ 65 โครงการ! 


    ที่มา เดลินิวส์  / 3 ธันวาคม 2552

นักลงทุนเผ่น-หุ้นตกกราวรูด เอ็นจีโอเดินหน้าสอย181แห่ง

          

          เอกชนชี้กรณี “มาบตาพุด” ส่งผลกระทบหนัก นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นเผ่นหนีไปเพื่อนบ้านหมด คาดสูญเสียเม็ดเงินมหาศาล 3 แสนล้านในปี 53 ขณะที่ธปท.ระบุฉุดจีดีพีลดลง 0.5% หลังศาลปกครองสูงสุดแก้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไฟเขียวให้ 11 โครงการมาบตาพุดเดินหน้าต่อได้ ส่วนอีก 65 โครงการด้านปิโตร-โรงไฟฟ้า-เหล็กยืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้ระงับต่อไป เหตุส่อแววว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ-ชุมชน-สิ่งแวดล้อม นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนพอใจ เตรียมเดินหน้าฟ้องศาลต่ออีก 181 โครงการ “อภิสิทธิ์” ยอมรับสภาพ-ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

          

          ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ธ.ค. นายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมคณะรวม 7 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวกรวม 43 คน (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม 8 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) บริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัส เตรียลเอสเตท จำกัด และผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนโครงการมาบตาพุด จ.ระยอง 36 คน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้คณะกรรมการ  สิ่งแวดล้อมฯ และพวกสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมลงทุนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และบริเวณใกล้เคียง 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

              

          นายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็น  เจ้าของสำนวน ได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่า เมื่อพิจารณาเบื้องต้นตามประเภทลักษณะของโครงการหรือกิจกรรมแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า บางโครงการหรือกิจกรรมไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างชัดเจน แต่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษ หรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเท่านั้น จึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ได้แก่ โครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ลำดับที่ 16 โครงการเชื้อเพลิงสะอาดและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุน บริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน)

              

          ลำดับที่ 22 โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืนของโรงงานผลิตพลาสติกชนิดโพลีโพรพิลีน ผู้ลงทุน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ส จำกัด ลำดับที่ 37 โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประเภท  ผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ผู้ลงทุน บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด ลำดับที่ 41 โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ผู้ลงทุน บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์ และการกลั่น จำกัด (มหาชน)

              

          ลำดับที่ 45 การเปลี่ยนแปลงราย ละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิต และระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ โรงงานผลิต PTA ผู้ลงทุน บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ลำดับที่ 50 โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ผู้ลงทุน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลำดับที่ 54 การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และอีพิคลอโรไฮดริน ภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer, Wet Scrubber ของ HCL Section และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอลีนเหลว ผู้ลงทุน บริษัท อดิตยาเบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (คลอ อัลคาลี ดีวิชั่น)

              

          ประเภทคมนาคม ประกอบด้วย  ลำดับที่ 2 โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดเก็บถังวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุน บริษัท มาบตาพุด แท็งค์ เทอร์มินัล จำกัด ลำดับที่ 3 โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุน บริษัท ปตท. เคมีคอล จำกัด (มหาชน) ลำดับที่ 4 รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโตรเคมี และคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุน บริษัท มาบตาพุด แท็งค์ เทอร์มินัล จำกัด และลำดับที่ 6 โครงการติดตั้ง Loading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือของโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

              

          นายเกษม กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการหรือกิจกรรมที่เหลือนั้น เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประกาศของ รมว.อุตสาหกรรม โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ลงวันที่ 14 ก.ย. 52 ได้กำหนดไว้ 8 ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่รุนแรง และตามร่างประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ได้กำหนดไว้ 19 ประเภทโครงการ ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาแล้ว และเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กำหนดให้เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงนั้นมาบตาพุด n  ต่อจากหน้า 2

              

          ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า โครงการหรือกิจกรรมในส่วนที่เหลือ ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการปิโตรเคมีและท่อส่ง โครงการเหล็ก นิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาห กรรม ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ถ้าโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจมีคำขอต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีคำสั่งแก้ไข หรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวได้

              

          “ศาลปกครองสูงสุด จึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 มีคำสั่งให้แก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมการ  ลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงจำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16, 22, 37, 41, 45, 50 และ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2, 3, 4 และ  6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” ตุลาการเจ้าของสำนวน กล่าว

              

          นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนน้อมรับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการ หรือกิจการที่ยังเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 65 โครงการ แต่ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติจะไม่เข้าใจประเทศไทย ที่ข้อกฎหมายมีความขัดแย้งกันเอง ทั้งที่ก่อนหน้าที่ภาครัฐออกใบอนุญาตให้ลงทุนไปแล้ว ดังนั้นคาดว่าในปี 53 ไทยจะเสียโอกาสจากการสูญเสียเม็ดเงินทุนของบริษัททุนข้ามชาติกว่า 2-3 แสนล้านบาท จากเดิมที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยก็อาจชะลอโครงการลงทุน หรือไปสำรวจพื้นที่ลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย เป็นต้น

              

          “ถือว่าเป็นวิกฤติของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนักเพราะกลัวว่าจะมีหลายโครงการทั่วประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึง  กับ 65 โครงการ ดังนั้นอยากให้รัฐบาลจัดทำแผนประเทศไทยใหม่ ว่าไทยจะเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือเน้นเฉพาะการเกษตร เพราะตอนนี้ประเทศเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และจีน นั่งยิ้มอยู่แล้ว เพราะมั่นใจว่าจะดึงนักลงทุนต่างประเทศได้เพิ่มแน่นอน” รองประธาน สอท. กล่าว

                

          ทางด้าน นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายหลังจากมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด เร่ง  ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากเดิมที่ได้กำหนดให้ออกภายใน 4-5 สัปดาห์

              

          สำหรับในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมคงไม่สามารถทำอะไรเพิ่มเติมได้ เพราะไม่มีอำนาจในการสั่งระงับโครงการ แต่หลังจากนี้คงจะต้องหยุดการออกใบอนุญาตทั้งหมด ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการ และก่อสร้าง ซึ่งหากโครงการไหนได้รับใบอนุญาตไปแล้ว และต้องการขอต่ออายุก็คงจะต่อไม่ได้เช่นเดียวกัน

              

          นายเดวิด นาโดน ประธานกรรมการบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนจะมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยในแง่ลบ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ประกอบกิจการตามมาตรฐานระดับโลกอยู่แล้ว หลังจากนี้จึงต้องการทราบว่ารัฐบาลจะให้การช่วยเหลือโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้อย่างไรบ้าง และต้องการให้รัฐบาลมีทิศทางในการแก้ปัญหาออกมาให้เร็วที่สุด

              

          นายนันดอร์ วอนเดอร์ลู ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย (เจ เอฟซีซีที) กล่าวว่า การที่ศาลปกครองฯตัดสินครั้งนี้ภาคเอกชนก็ต้องเคารพ แต่การตัดสินของศาลก็ทำให้นักลงทุนมีความกังวล เพราะจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของ นักลงทุน และบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว และขณะนี้นักลงทุนเองก็กำลังรอคำตอบจากรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรกับอีก 65 โครงการที่เหลือค้างอยู่

              

          ในส่วนนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดระบุชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดของมาบตาพุดหรือเป็นพื้นที่ใดในประเทศไทย หากส่งผลกระทบรุนแรงกับชาวบ้าน ทรัพยากรธรรมชาติและ  สิ่งแวดล้อม หน่วยงานของรัฐจะต้องยึดถือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 67 วรรค 2 และที่สำคัญแม้รัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 50 เป็นต้นมา หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิที่จะเพิกเฉยในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ดังกล่าว

              

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนการลงทุนใน 181 โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจมีการยื่นฟ้องอีกหรือไม่ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ได้ทำจดหมายถึงผู้ประกอบการทั้ง 181 แห่งแล้ว ซึ่งถ้าผู้ประกอบการดังกล่าวดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่ดำเนินการตาม ทางสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็จะใช้อำนาจของศาลปกครองยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

              

          นายสุวิทย์ คุณกิตติ  รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด เสนอให้ ทส.ปรับรายละเอียดเกี่ยวกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ในประกาศ ทส. ก็พร้อมรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมทั้งกรรมการ 4 ฝ่ายที่อาจจะมี  ข้อเสนอแนะที่ถือว่ามีประโยชน์ และสามารถป้องกันแก้ไขได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 เขียนไว้ชัดเจน เราก็ปฏิบัติตาม ส่วนกฎหมายที่ประกาศออกไปก่อนหน้านี้ก็สามารถแก้ไขได้ ไม่มีกฎหมายใดเป็นอมตะ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ขอเพียงแต่แก้แล้วดีขึ้นก็ยินดีทุกเรื่อง

              

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 ธ.ค. ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงบ่าย หลังศาลฯ สั่งระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุด ส่งผลให้หุ้นในเครือ ปตท.ร่วงยกแผง ตามแรงเทกระจาดของนักลงทุน และกดดันดัชนีให้รูดลงต่ำสุดที่ 693.51 จุด และทะยานขึ้นสูงสุดที่ 713.00 จุด ก่อนเคลื่อนไหวในแดนลบและมาปิดตลาดที่จุดต่ำสุดของวัน 693.51 จุด ร่วงลง 16.50 จุด หรือ 2.32% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 28,708.11 ล้านบาท

              

          ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มปตท. ต่างปิดปรับตัวลดลงทั่วหน้า โดย บริษัท ปตท. ปิดที่ 225.00 บาท ลดลง 12.00 บาท ปตท.สผ. ปิดที่ 132.00 บาท ลดลง 6.50 บาท ปตท.เออาร์ ปิดที่ 23.00 บาท ลดลง 0.90 บาท ปตท.เคมิคอล ปิดที่ 71.50 บาท ลดลง 4.00 บาท และปูนซิเมนต์ไทย ปิดที่ 223.00 บาท ลดลง 12.00 บาท

              

          ขณะที่นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ได้สั่งให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) 5 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนในมาบตาพุด ประเมินผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลังศาลฯ สั่งระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุด เช่น กระทบต่อโครงการของ บจ.ในส่วนไหนบ้าง และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ตลท.อยู่ระหว่างรอ บจ.ชี้แจงข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด

              

          “ยอมรับว่าหลังศาลฯ ตัดสินออกมา ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวล เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน หลังปรับขึ้นแรงในวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพราะทุกคนคาดว่าน่าจะมีข่าวดีเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนประเมินข่าวสารให้รอบด้านและรอฟังข้อมูลที่ชัดเจน ก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งหากสรุปได้เร็วเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เพราะปัญหามาบตาพุดได้กระทบการลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว” นางภัทรียา กล่าว

              

          นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วย ผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ กรณีที่ชะลอโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด หาก  ยืดเยื้อถูกเลื่อนออกไป 1 ปีจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศ หรือจีดีพีในปี 53 ลดลง 0.5% ขณะที่รายได้สุทธิ ที่คาดว่าจะได้รับหายไป 94,000 ล้านบาท และการลงทุนใหม่หายไป 43,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน การบริโภค และความเชื่อมั่นของการลงทุน นอกจากนี้เห็นว่าหากเหตุการณ์ยังไม่ยุติ ทำให้เกิดความเสี่ยงกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพีเพิ่มขึ้น

              

          เมื่อเวลา 17.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งชะลอ 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า แนวทางที่น่าจะดีที่สุด คือ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 เดินหน้าทำการศึกษาของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาของผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนและองค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินต่อไปได้ ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา กำลังพิจารณาตัวระเบียบที่จะทำ และจะขอความร่วมมือว่าถ้าขั้นตอนใดเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้ว ให้สามารถดำเนินการได้ทันที

              

          ส่วนนายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะร่างพิมพ์เขียวโครงสร้างของคณะกรรมการองค์กรอิสระให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ รวมถึงจัดทำร่างประกาศผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ควบคู่กันไปกับพิมพ์เขียว เพื่อเสนอรัฐบาลตามขั้นตอน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความชัดเจน ที่ให้เอกชนไปดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 (2) ชัดเจนมากขึ้น โดยยืนยันว่า คณะกรรมการได้กำหนดแนวทางการเดินหน้าโครงการทั้ง 76 โครงการให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่มีการให้ความช่วยเหลือเอกชนรายใดเป็นพิเศษ.

          

          ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า โครงการหรือกิจกรรมในส่วนที่เหลือ ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการปิโตรเคมีและท่อส่ง โครงการเหล็ก นิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาห กรรม ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ถ้าโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจมีคำขอต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีคำสั่งแก้ไข หรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวได้

              

          “ศาลปกครองสูงสุด จึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 มีคำสั่งให้แก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมการ ลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงจำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16, 22, 37, 41, 45, 50 และ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2, 3, 4 และ  6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” ตุลาการเจ้าของสำนวน กล่าว

              

          นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนน้อมรับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการ หรือกิจการที่ยังเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 65 โครงการ แต่ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติจะไม่เข้าใจประเทศไทย ที่ข้อกฎหมายมีความขัดแย้งกันเอง ทั้งที่ก่อนหน้าที่ภาครัฐออกใบอนุญาตให้ลงทุนไปแล้ว ดังนั้นคาดว่าในปี 53 ไทยจะเสียโอกาสจากการสูญเสียเม็ดเงินทุนของบริษัททุนข้ามชาติกว่า 2-3 แสนล้านบาท จากเดิมที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยก็อาจชะลอโครงการลงทุน หรือไปสำรวจพื้นที่ลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย เป็นต้น

              

          “ถือว่าเป็นวิกฤติของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนักเพราะกลัวว่าจะมีหลายโครงการทั่วประเทศที่มีลักษณะคล้ายคลึง  กับ 65 โครงการ ดังนั้นอยากให้รัฐบาลจัดทำแผนประเทศไทยใหม่ ว่าไทยจะเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือเน้นเฉพาะการเกษตร เพราะตอนนี้ประเทศเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และจีน นั่งยิ้มอยู่แล้ว เพราะมั่นใจว่าจะดึงนักลงทุนต่างประเทศได้เพิ่มแน่นอน” รองประธาน สอท. กล่าว

                

          ทางด้าน นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายหลังจากมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด เร่ง  ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากเดิมที่ได้กำหนดให้ออกภายใน 4-5 สัปดาห์

              

          สำหรับในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมคงไม่สามารถทำอะไรเพิ่มเติมได้ เพราะไม่มีอำนาจในการสั่งระงับโครงการ แต่หลังจากนี้คงจะต้องหยุดการออกใบอนุญาตทั้งหมด ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการ และก่อสร้าง ซึ่งหากโครงการไหนได้รับใบอนุญาตไปแล้ว และต้องการขอต่ออายุก็คงจะต่อไม่ได้เช่นเดียวกัน

              

          นายเดวิด นาโดน ประธานกรรมการบริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนจะมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยในแง่ลบ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ประกอบกิจการตามมาตรฐานระดับโลกอยู่แล้ว หลังจากนี้จึงต้องการทราบว่ารัฐบาลจะให้การช่วยเหลือโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้อย่างไรบ้าง และต้องการให้รัฐบาลมีทิศทางในการแก้ปัญหาออกมาให้เร็วที่สุด

              

          นายนันดอร์ วอนเดอร์ลู ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย (เจ เอฟซีซีที) กล่าวว่า การที่ศาลปกครองฯตัดสินครั้งนี้ภาคเอกชนก็ต้องเคารพ แต่การตัดสินของศาลก็ทำให้นักลงทุนมีความกังวล เพราะจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของ นักลงทุน และบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว และขณะนี้นักลงทุนเองก็กำลังรอคำตอบจากรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรกับอีก 65 โครงการที่เหลือค้างอยู่

              

          ในส่วนนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดระบุชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดของมาบตาพุดหรือเป็นพื้นที่ใดในประเทศไทย หากส่งผลกระทบรุนแรงกับชาวบ้าน ทรัพยากรธรรมชาติและ  สิ่งแวดล้อม หน่วยงานของรัฐจะต้องยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 67 วรรค 2 และที่สำคัญแม้รัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 50 เป็นต้นมา หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิที่จะเพิกเฉยในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ดังกล่าว

              

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนการลงทุนใน 181 โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจมีการยื่นฟ้องอีกหรือไม่ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ได้ทำจดหมายถึงผู้ประกอบการทั้ง 181 แห่งแล้ว ซึ่งถ้าผู้ประกอบการดังกล่าวดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่ดำเนินการตาม ทางสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็จะใช้อำนาจของศาลปกครองยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

              

          นายสุวิทย์ คุณกิตติ  รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด เสนอให้ ทส.ปรับรายละเอียดเกี่ยวกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ในประกาศ ทส. ก็พร้อมรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมทั้งกรรมการ 4 ฝ่ายที่อาจจะมี  ข้อเสนอแนะที่ถือว่ามีประโยชน์ และสามารถป้องกันแก้ไขได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 เขียนไว้ชัดเจน เราก็ปฏิบัติตาม ส่วนกฎหมายที่ประกาศออกไปก่อนหน้านี้ก็สามารถแก้ไขได้ ไม่มีกฎหมายใดเป็นอมตะ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ขอเพียงแต่แก้แล้วดีขึ้นก็ยินดีทุกเรื่อง

              

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 ธ.ค. ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงบ่าย หลังศาลฯ สั่งระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุด ส่งผลให้หุ้นในเครือ ปตท.ร่วงยกแผง ตามแรงเทกระจาดของนักลงทุน และกดดันดัชนีให้รูดลงต่ำสุดที่ 693.51 จุด และทะยานขึ้นสูงสุดที่ 713.00 จุด ก่อนเคลื่อนไหวในแดนลบและมาปิดตลาดที่จุดต่ำสุดของวัน 693.51 จุด ร่วงลง 16.50 จุด หรือ 2.32% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 28,708.11 ล้านบาท

              

          ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มปตท. ต่างปิดปรับตัวลดลงทั่วหน้า โดย บริษัท ปตท. ปิดที่ 225.00 บาท ลดลง 12.00 บาท ปตท.สผ. ปิดที่ 132.00 บาท ลดลง 6.50 บาท ปตท.เออาร์ ปิดที่ 23.00 บาท ลดลง 0.90 บาท ปตท.เคมิคอล ปิดที่ 71.50 บาท ลดลง 4.00 บาท และปูนซิเมนต์ไทย ปิดที่ 223.00 บาท ลดลง 12.00 บาท

              

          ขณะที่นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ได้สั่งให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) 5 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนในมาบตาพุด ประเมินผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลังศาลฯ สั่งระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุด เช่น กระทบต่อโครงการของ บจ.ในส่วนไหนบ้าง และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ตลท.อยู่ระหว่างรอ บจ.ชี้แจงข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด

              

          “ยอมรับว่าหลังศาลฯ ตัดสินออกมา ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวล เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน หลังปรับขึ้นแรงในวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพราะทุกคนคาดว่าน่าจะมีข่าวดีเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนประเมินข่าวสารให้รอบด้านและรอฟังข้อมูลที่ชัดเจน ก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งหากสรุปได้เร็วเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เพราะปัญหามาบตาพุดได้กระทบการลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว” นางภัทรียา กล่าว

              

          นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วย ผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ กรณีที่ชะลอโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด หาก  ยืดเยื้อถูกเลื่อนออกไป 1 ปีจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศ หรือจีดีพีในปี 53 ลดลง 0.5% ขณะที่รายได้สุทธิ ที่คาดว่าจะได้รับหายไป 94,000 ล้านบาท และการลงทุนใหม่หายไป 43,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน การบริโภค และความเชื่อมั่นของการลงทุน นอกจากนี้เห็นว่าหากเหตุการณ์ยังไม่ยุติ ทำให้เกิดความเสี่ยงกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพีเพิ่มขึ้น

              

          เมื่อเวลา 17.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และมีคำสั่งชะลอ 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า แนวทางที่น่าจะดีที่สุด คือ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 เดินหน้าทำการศึกษาของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาของผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนและองค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินต่อไปได้ ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา กำลังพิจารณาตัวระเบียบที่จะทำ และจะขอความร่วมมือว่าถ้าขั้นตอนใดเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้ว ให้สามารถดำเนินการได้ทันที

              

          ส่วนนายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่ายจะร่างพิมพ์เขียวโครงสร้างของคณะกรรมการองค์กรอิสระให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ รวมถึงจัดทำร่างประกาศผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ควบคู่กันไปกับพิมพ์เขียว เพื่อเสนอรัฐบาลตามขั้นตอน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความชัดเจน ที่ให้เอกชนไปดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 (2) ชัดเจนมากขึ้น โดยยืนยันว่า คณะกรรมการได้กำหนดแนวทางการเดินหน้าโครงการทั้ง 76 โครงการให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่มีการให้ความช่วยเหลือเอกชนรายใดเป็นพิเศษ.

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>