ศาลถอนคุ้มครอง 11โครงการ "อานันท์"ขอ14วันออกเอชไอเอ 



ที่มา กรุงเทพธุรกิจ  / 3 ธันวาคม 2552

ศาลปกครองสูงสุด มีมติเสียงข้างมาก สั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับลงทุนมาบตาพุดต่อ 65 โครงการ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพชุมชน สิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ปล่อย 11 โครงการประเภทอุตสาหกรรม-คมนาคม โรงแยกก๊าซ-ท่าเทียบเรือ และอีไอเอผ่านก่อนปี 2550 เดินหน้าต่อได้ "อภิสิทธิ์" ดัน 65 โครงการมาบตาพุด เข้ากระบวนการตามมาตรา 67 วรรค 2 เร่งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายออกระเบียบให้เสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์ หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน "อานันท์" เร่งร่างพิมพ์เขียวตั้งองค์กรอิสระสิ่งแวดล้อม-หลักเกณฑ์การทำอีไอเอ-เอชไอเอใหม่เสนอ ครม.ใน 2 สัปดาห์ "กรณ์" เผยนายกฯ ถกแผนลงทุนมาบตาพุดวันนี้  
          เมื่อเวลา 13.30 น. วานนี้ (2 ธ.ค.) นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมองค์คณะรวม 7 คน ได้อ่านคำอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม 8 คน บริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด และผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนโครงการมาบตาพุด จ.ระยอง 36 คน
          โดยคดีนี้ฟ้องว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและพวกรวม 8 คน ได้ร่วมกันให้ความเห็นชอบอนุมัติโครงการ จำนวน 76 โครงการ ที่ดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กรณีเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์กรอิสระจึงขอให้เพิกถอนรายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิกถอนใบอนุญาต และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ หรือการอื่นใดตามขั้นตอนของกฎหมายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
          สั่งถอน11โครงการ-อีไอเอก่อนรธน.50
          ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2552 ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และพวก สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมลงทุนพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาตก่อนวันประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (24 ส.ค. 2550) โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ไม่รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
          ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน ได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดความยาว 81 หน้า สรุปว่าศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ในคดีคำร้องที่ 586/2552 ระหว่าง สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
          ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16, 22, 37, 41 45, 50 และ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2, 3, 4, และ 6 (อ่านตารางประกอบ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เนื่องจากเห็นว่า 11 โครงการข้างต้นนี้ บางโครงการหรือกิจกรรม ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างชัดเจน แต่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่งควบคุม หรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเท่านั้น จึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่ง กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา
          มติศาล6ต่อ1คุ้มครองชั่วคราว
          ศาลปกครองสูงสุด จึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 มีคำสั่งให้แก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงจำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16, 22, 37, 41, 45, 50 และ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2, 3, 4, และ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนตุลาการศาลปกครอง คือ นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด 1 ในองค์คณะมีความเห็นแย้งในการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว เห็นว่า ศาลปกครองสูงสุด ควรมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น โดยให้ยกคำขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้น ที่สั่งระงับโครงการที่กำลังก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐ จึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
          นายกฯ เร่งเดินตามรธน.ม.67วรรคสอง
          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โครงการลงทุนในมาบตาพุดปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 วรรค สอง ว่า เท่าที่ดูเบื้องต้นในส่วนของ 11 โครงการ ที่ศาลมีความเห็นว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถเดินหน้าได้ ส่วนโครงการที่เหลืออีก 65 โครงการ เมื่อศาลเห็นว่าน่าจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนและชุมชนอย่างรุนแรง คิดว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือ ให้ทั้ง 65 โครงการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองให้ครบทั้ง การทำอีไอเอ เอชไอเอ การรับฟังความเห็นของประชาชน และความเห็นขององค์กรอิสระ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้
          ทั้งนี้ จากแถลงของศาลปกครองบอกว่า ถ้ามีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ก็มาว่ากันอีกครั้ง หากให้ 65 โครงการที่ยังถูกระงับอยู่ ดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองแล้ว เชื่อว่าในเรื่องคดีไม่น่าจะมีปัญหา
          วอนกก.4ฝ่ายออกเกณฑ์ใน2สัปดาห์
          สำหรับการดำเนินกระบวนการต่างๆ ให้ครบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองนั้น ขณะนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กำลังพิจารณาออกระเบียบเรื่องนี้อยู่ หากขั้นตอนใดไม่มีข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะการทำอีไอเอ และเอชไอเอ ก็อยากให้ดำเนินการไปก่อนได้
          ส่วนเรื่องใดที่ยังไม่ได้ข้อยุติ อาทิเช่น การรับฟังความเห็นของประชาชน และเรื่ององค์กรอิสระ รัฐบาลก็อยากจะขอความร่วมมือให้คณะกรรมการร่วม 4 ฝ่ายพิจารณาให้เร็วที่สุด อย่างน้อยภายใน 2-3 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบเพราะเดิมกรรมการขอเวลาไว้ 5-6 สัปดาห์ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้มีความคิดที่จะเร่งรัดการดำเนินงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย
          "อานันท์" ร่างอีไอเอ-เอชไอเอ 2 สัปดาห์
          นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เปิดเผยว่า การทำงานของคณะกรรมการไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาล แต่หน้าที่ของคณะกรรมการ คือ ทำให้ผู้แทนจาก 4 ฝ่ายมีความคิดเห็นตรงกันเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปตาม ม. 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการอยู่ระหว่างจัดทำพิมพ์เขียว และโครงสร้างขององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อาทิเช่น มีที่มาอย่างไร สัดส่วนของคณะกรรมการเป็นใครบ้าง โดยคณะกรรมการจะทำเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ หรือประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.นี้
          พร้อมกันนั้น คณะกรรมการจะเริ่มร่าง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวิเคราะห์การลงทุน ในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพ หรืออีไอเอและเอชไอเอ ภายในสัปดาห์หน้า คู่ขนานไปกับการทำพิมพ์เขียวองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์เช่นกัน เพื่อให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าโครงการใดบ้าง อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ในพื้นที่อย่างรุนแรง หรือกิจการใดไม่กระทบ หากเป็นโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง ก็ต้องดำเนินการหลักเกณฑ์ด้านอีไอเอและเอชไอเอที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า คณะกรรมการจะเสนอร่างประกาศทั้ง 2 เรื่องนี้ให้รัฐบาลพิจารณา
          ยันออกหลักเกณฑ์โปร่งใสเป็นกลาง
          "การช่วยเหลือ 65 โครงการที่ถูกศาล มีคำสั่งระงับโครงการ คงไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการเพราะการทำงานของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาล แต่เราจะวางหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติการลงทุนให้เป็นไปตาม ม. 67 วรรคสอง ซึ่งตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 เราไม่เคยทำเรื่องนี้เลย เราก็เสียเวลามา 2 ปีแล้ว เราคงไปเร่งอะไรไม่ได้ แต่เราจะกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความโปร่งใส สมบูรณ์ ไม่มีข้อกังขาให้ต้องกลับมาแก้ไขกันในภายหลัง โดยเราจะทำงานตามเนื้อผ้า ไม่ได้เข้าข้างใครหรือต้องการช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" นายอานันท์กล่าว
          อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่าแม้ว่าคณะกรรมการจะเสนอประกาศทั้งสองเรื่องให้รัฐบาลและรัฐบาลอนุมัติ ให้ใช้ประกาศดังกล่าวแล้ว แต่ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ต้องใช้เวลา อาทิเช่น การสรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระ การจัดตั้งสำนักงาน ซึ่งในขั้นตอนปฏิบัตินี้จะรวดเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับรัฐบาล และเชื่อว่าหลักเกณฑ์ที่ออกไปนั้น จะทำให้ภาคเอกชนและประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น และในวันที่ 5-6 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการจะลงพื้นที่มาบตาพุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่จะนำมาใช้ในการจัดทำร่างประกาศต่อไป ขณะที่การทำงานของคณะกรรมการในทุกเรื่อง จะแล้วเสร็จภายใน 4-5 เดือนตามที่ประกาศไว้แน่นอน
          นายกฯ ถกแผนลงทุนมาบตาพุดวันนี้
          นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีศาลปกครองไม่รับคำร้องของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการลงทุนมาบตาพุด ว่า ศาลพิจารณาให้เดินหน้า 11 โครงการ ส่วนอีก 65 โครงการนั้น ให้ระงับ ก็น่าจะหมายความว่า ทางศาลมองว่า จะต้องเข้าข่ายมาตรา 67 (2) ซึ่งหมายถึง กระบวนการที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นในการปฏิบัติต่อไป
          ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งว่า จะมีการประชุมในวันนี้ (3 ธ.ค.) เพื่อให้ชัดเจนในขั้นตอนต่อไปก็รอดู โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบต่อการลงทุน แต่อย่างน้อย ในชั้นนี้ ก็ถือว่า มีความชัดเจนเร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลปกครองได้กำหนดว่าจะใช้เวลานานกว่านี้ แต่เมื่อชัดเจน ก็นำไปสู่การปฏิบัติให้การแก้ไขเป็นตามกฎหมาย
          อุตฯ กังวลผลกระทบลงทุน
          นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหามาบตาพุดให้หอการค้าต่างประเทศรับทราบ ซึ่งภายหลังจากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาตนได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งต้องการให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง เร่งพิจารณาประกาศกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นมาตรการดังกล่าว เป็นมาตรการชั่วคราวในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ
          นายสรยุทธ กล่าวว่า เมื่อโครงการที่ถูกศาลปกครองระงับโครงการ 65 แห่ง ต้องรอดำเนินตามมาตรการชั่วคราว ที่ต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ (เอชไอเอ) และองค์กรอิสระมาให้ความเห็น ซึ่งเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จแล้ว ก็ขอให้ศาลปกครองพิจารณายกเลิกคำสั่งระงับโครงการได้ แต่การดำเนินการดังกล่าวคงต้องใช้เวลามาก
          ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม คงไม่สามารถทำอะไรเพิ่มเติมได้ เพราะไม่มีอำนาจในการสั่งระงับโครงการ แต่หลังจากนี้ คงจะต้องหยุดการออกใบอนุญาตทั้งหมด ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการ และก่อสร้าง ซึ่งหากโครงการใดได้รับใบอนุญาตไปแล้ว และต้องการขอต่ออายุก็คงต่อไม่ได้
          นายสรยุทธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกังวลการลงทุนของประเทศ เพราะโครงการส่วนใหญ่ได้ขอเงินกู้มาแล้ว หากดำเนินการต่อไม่ได้อาจจะกระทบต่อหนี้สินและต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นด้วย และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ประเทศไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน
          ชี้65โครงการลงทุน3แสนล้าน
          นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ในปี 2553 บีโอไอตั้งเป้าหมายคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่คงต้องรอรัฐบาลว่า จะเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาอะไรออกมา ซึ่งขณะนี้ ยังเชื่อมั่นว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 400,000 ล้านบาท เพราะโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามา ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง และโครงการลงทุนใหม่ ก็ยังยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาได้ปกติ และโครงการที่ถูกศาลปกครองระงับ 65 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>