"พิษ"มาบตาพุดยากเยียวยา...




ที่มา
โพสต์ทูเดย์  / 3 ธันวาคม 2552

ทีมข่าวการเงิน

          วิเคราะห์1
          คำตัดสินของศาลปกครองระงับการลงทุนทั้ง 65 โครงการในมาบตาพุด ก่อให้เกิดปัญหาในการสั่งปิดโรงงาน การจ้างงาน และหนี้เสีย
          คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ 8 หน่วยงานภาครัฐยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ระงับการลงทุน 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุด มูลค่า 3.3 แสนล้านบาท โดยตัดสินให้ 11 โครงการที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถลงทุนต่อไป
          ขณะที่ 65 โครงการที่เหลือ โดยเฉพาะโครงการประเภทปิโตรเคมี ท่อส่ง เหล็ก
          โรงไฟฟ้า และกำจัดของเสีย ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก ให้ระงับการดำเนินการก่อสร้าง การผลิตไว้ก่อนตามคำสั่งเดิมเพราะเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อ
          สิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรุนแรง
          และได้เปิดโอกาสให้เอกชนปรับปรุง โดยหากในอนาคตทั้ง 65 โครงการมีการดำเนินการภายใต้มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญปี2550 แล้ว ก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลในภายหลังได้นั้น สร้าง
          ความตื่นตระหนกให้นักลงทุนไปไม่น้อย
          แม้ว่าผลการตัดสินของศาลปกครองแม้จะเป็นไปตามที่บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้า แต่ก็ทำให้ภาพการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และโครงการลงทุนในพื้นที่ต่างมีกรอบที่ชัดเจน
          เพราะเหตุและผลของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่า "การอนุมัติโครงการหรือกิจกรรมทั้ง 76 โครงการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพ จะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ที่กำหนดไว้
          การที่ยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวนั้นไม่ใช่เหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้าง
          เพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวได้
          เพราะที่ผ่านมาผู้ถูกฟ้องคดีขาดการติดตามและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจะมาอ้างว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อให้เกิดอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนไม่ได้
          ความเสียหายที่เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมจะได้รับอาจเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย...แต่ก็มิได้เป็นการจำกัดสิทธิการดำเนินการโดยสิ้นเชิง เพียงแต่กรณีโครงการหรือกิจกรรมใดที่อยู่ในประเภทที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก็ต้องดำเนินการตามนัยมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ให้ครบถ้วนก่อน..."
          เป็นการปิดฉากหนึ่งของปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
          แต่หลายฝ่ายก็ยังเป็นห่วงว่า คำตัดสินดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
          ถ้าพิเคราะห์คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดจะเห็นภาพชัดว่า ศาลได้จำแนกแยกแยะโครงการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนออกเป็น 2 กลุ่ม
          กลุ่มแรก เป็นกลุ่มโครงการลงทุนใหม่ ซึ่งยังไม่ได้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) 18 โครงการ มูลค่ารวม 89,232 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อชุมชนมากที่สุด และโครงการที่ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว แต่ขอขยายหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ 47 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 140,461 ล้านบาทศาลสั่งให้ระงับการดำเนินการทันที
          แต่ศาลก็ยังให้โอกาสให้สามารถดำเนินการต่อได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้มาตรา 67 วรรค2 ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งหมายถึงว่าต้องศึกษาและดำเนินการแก้ไขในเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพแล้วเสร็จ ก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลได้ในภายหลัง
          กลุ่มที่สอง เป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 จำนวน 11 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 58,405 ล้านบาท กลุ่มนี้ลงทุนต่อไปได้ ไม่มีผลกระทบ
          ประเด็นต่อมาที่ต้องพิจารณาคือ เมื่อมีการเปิดทางให้ 11 โครงการที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท สามารถขยายกิจการลงทุนต่อไปได้ แต่โครงการที่เหลืออีก 65 โครงการในกลุ่มที่ 1 และ 2 มูลค่ารวม 2.29 แสนล้านบาท จะกระทบกับระบบเศรษฐกิจแค่ไหน ใครจะโดนมากสุด
          ถ้าพิจารณาจากกรอบคร่าวๆ ใน 76 โครงการเป็นการลงทุนของกลุ่ม ปตท. 25 โครงการ มูลค่ารวม 1.2-1.3 แสนล้านบาท และเป็นของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย 12 บริษัท รวม 20 โครงการ แม้จะมีการเปิดทางให้ 11 บริษัทเดินหน้าไปได้ แต่ 2 หน่วยงานนี้โดนไปเต็มๆ
          ปตท.อาจโดนหนักที่สุด เพราะโครงการหลักที่สร้างรายได้ต้องชะลอไปหลายโครงการ แน่นอน
          ว่าหุ้นของปตท.อาจร่วงลงตามความเสี่ยงและรายได้ที่หดหายไป
          ขณะเดียวกันภาพที่เคยประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจหากทุกโครงการหยุดชะงักลงประมาณ 0.1-0.2% ของจีดีพี เพราะโครงการเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ 2 แสนล้านบาท อาจจะไม่เป็นไปตามนั้นแล้ว
          เพราะแม้ว่าศาลมิได้ปิดทางหรือสั่งระงับหรือสั่งปิดกิจการเหล่านั้นทั้งหมด แต่ยอมให้บริษัทเอกชนที่ลงทุนไปแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนไปจัดการแก้ไข และปรับปรุงการลงทุนให้สอดคล้องกับกฎหมาย ดังนั้นใครทำได้ก็มาขออำนาจศาลเปิดกิจการต่อไปได้
          แต่ในทางปฏิบัตินั้นเหมือนกับปิดทางไปโดยปริยาย
          เพราะศาลได้โยนเรื่องไปให้หน่วยงานของรัฐ 8 แห่ง ที่จะต้องไปใช้อำนาจที่มีอยู่ระงับการก่อสร้าง การลงทุน หรือกิจการต่างๆ ด้านการผลิตของ 65 โครงการที่ดำเนินการอยู่ให้ระงับการเดินเครื่องทันที
          ผลที่ตามมาคือ รายได้ ยอดขาย การผลิตที่เคยดำเนินการมาตามปกติจะมีปัญหาทันทีจนกว่าจะแก้ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ
          ตรงนี้ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของนักลงทุนที่ต้องเผชิญ เพราะจนปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถกำหนดกรอบ ระยะเวลาในการศึกษาและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงกรอบของผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) แม้แต่น้อย
          พิษข้างเคียงอีกด้านหนึ่ง คือ คนงานในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำงานอยู่ใน 65 โครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 แสนคน อาจได้รับผลกระทบจากการจ้างงานร่วม 7 หมื่นคน
          แน่นอนว่าปัญหาว่าด้วยเรื่องของรายได้ของแรงงานย่อมนำมาซึ่งกำลังซื้อที่หดตัวลง
          โจทย์ใหญ่ในประเด็นเหล่านี้ถือว่าท้าทายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐทั้ง 8 แห่งเป็นอย่างมาก จึงต้องติดตามว่าจะมีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้กล้าตัดสินใจสั่งการให้เอกชนยุติการลงทุน และยุติการผลิต
          กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโยธาธิการ ฯลฯ จะกล้าปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่
          ในเมื่อก่อนหน้านี้ผู้บริหารของหน่วยงานเหล่านั้นต่างดาหน้ามาอรรถาธิบายต่อสาธารณะว่า ไม่มีอำนาจไปสั่งการให้เอกชนหยุดการผลิตหรือหยุดก่อสร้างได้
          แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เชื่อได้ว่าไม่ใครก็ใครอาจจะโดนเชือดเหมือนกรณี "ศุภรัตน์ควัฒน์กุล" อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองก็ได้
          ใครจะยอมให้มีดาบมาพาดคอ...อีกมิติหนึ่งนั้น เอกชนที่ลงทุนโดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อาจจะฟ้องหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ทำให้เกิดความเสียหาย
          ประเด็นต่อมาที่ต้องติดตามแบบเกาะติดขอบริงไซด์ คือ เมื่อคำสั่งศาลออกมาเป็นเช่นนี้ในระยะต้นจะมีเอกชนหัวหมอเดินเครื่องการผลิตต่อไปหรือไม่ โดยอ้างว่าหากไม่มีคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจสั่งการตามกฎหมายออกมาบังคับให้กระทำธุรกิจ ก็ต้องเดินหน้าเหมือนที่ผ่านมา
          ขณะเดียวกันระบบสถาบันการเงินก็อาจเจอพิษของคำตัดสินของศาลไปเต็มๆ คำสั่งดังกล่าวกระเทือนถึงรายได้ ดอกเบี้ย หนี้เสียจากขีดความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลงของ65 โครงการ
          กรณีเหล่านี้เปราะบางเป็นอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย
          และเชื่อได้ว่าจะเกิดปัญหาการยื้อหรือดึงเรื่องจากราชการไปอีกนาน
          ขณะที่การฟ้องร้องเพื่อเอาผิดจากข้าราชการที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองของภาคประชาชนจะตามมาอีกระลอก...
          ถ้ารัฐบาลไม่กระโจนเข้าไปเป็นโต้โผในการจัดการให้เป็นแบบแผนเดียวกันในทั้งระบบมลพิษของมาบตาพุด อาจยุ่งเป็นยุงตีกันอีกนาน..

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>