สกู๊ปหน้า 1: "คุมมลพิษ" จัดแถวร้านของเก่าสีเขียว  



ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นภวัส  บัวสรวง ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ บอกว่า จากกิจกรรม 3 อย่างที่คนไทยทั้งประเทศร่วมกันทำ คือ ซื้อ ใช้ ทิ้ง ทำให้ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีขยะเกิดขึ้น วันละประมาณ 15.03 ล้านตัน
          ในจำนวนนี้มีขยะราว 3.03 ล้านตัน หรือประมาณ 23% ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีศักยภาพพอที่จะนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ทั้งในรูปของขยะอินทรีย์ และขยะรีไซเคิล
          โดยแบ่งเป็นขยะรีไซเคิลประมาณ 20.50% และขยะอินทรีย์อีก 2.50%
          ขยะอินทรีย์ ส่วนใหญ่เกิดจากครัวเรือน ตลาด ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และโรงแรม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก ก๊าซชีวภาพ และด้านพลังงาน
          ส่วนขยะที่สามารถหมุนเวียนนำกลับไปใช้ใหม่ หรือที่เรียกว่า ขยะรีไซเคิล ส่วนหนึ่งจะถูกนำกลับไปใช้ซ้ำ อีกส่วนถูกนำไปแปรรูปใช้ใหม่ในรูปของวัสดุรีไซเคิล โดยผ่านศูนย์วัสดุรีไซเคิลชุมชน ธนาคารขยะ และร้านรับซื้อของเก่า จำนวนหมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศ
          ผอ.นภวัสบอกว่า แม้ขีดความสามารถในการรวบรวมขยะรีไซเคิลทั่วประเทศขณะนี้สามารถรวบรวมได้เพียง 23% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
          แต่กรมควบคุมมลพิษ ตั้งเป้าไว้ว่าจะพยายามขยายปริมาณขยะรีไซเคิลให้ได้ 30% ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ
          เมื่อจำแนกขยะรีไซเคิลแต่ละประเภท พบว่ามีขยะในกลุ่ม พลาสติก มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 17% ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติก ขวดพลาสติก โฟม และซองบรรจุอาหาร
          นภวัส
          รองลงมาได้แก่ กระดาษ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กล่องบรรจุน้ำผลไม้ และหีบห่อบรรจุภัณฑ์กันกระแทก จำพวกลังและกล่องกระดาษ มีปริมาณราว 8%
          ถัดมา คือขยะจำพวก แก้ว เช่น ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ขวดเครื่องดื่มแบบวันเวย์ ขวดเครื่องปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำปลา โซดา ขวดเบียร์ และขวดเครื่องสำอาง มีปริมาณราว 3%
          กลุ่มสุดท้าย เป็นขยะรีไซเคิลจำพวก โลหะ และ อะลูมิเนียม เช่น เศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียมจากเครื่องใช้ในครัวเรือน กระป๋องบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม มีปริมาณอีกราว 2%
          ผอ.นภวัสบอกว่า วงจรจัดการกับวัสดุเหลือใช้ หรือขยะรีไซเคิลในแต่ละวัน เริ่มจาก รถเร่หรือซาเล้งรับซื้อของเก่า กับ ผู้คุ้ยหาของตาม กองขยะ ทำหน้าที่ต้นทางในการคัดแยก และรวบรวมขยะรีไซเคิล
          จากนั้นจะส่งต่อขยะที่รวบรวมและคัดแยกแล้วไปขายให้ ซาปั๊ว หรือผู้ค้าในวงจรรายที่สาม ทำการรวบรวมและคัดแยกคุณภาพอีกครั้ง เพื่อส่งต่อไปขายให้แก่ ยี่ปั๊ว หรือผู้ค้าในวงจรรายที่สอง ซึ่งมีหน้าที่คล้ายซาปั๊ว แต่ยังเป็นผู้ให้สินเชื่อในการจัดจำหน่ายด้วย
          ขั้นตอนถัดมา  ยี่ปั๊วจะจัดส่งขยะรีไซเคิลส่งขายต่อให้แก่  เอเย่นต์ ซึ่งมีหน้าที่ทั้งรับซื้อ ให้สินเชื่อ และจัดจำหน่ายขยะเป็นทอดที่สี่ของวงจร
          จากนั้นเอเย่นต์จะรวบรวมและจัดส่งขยะรีไซเคิลทั้งหมดส่งขายให้แก่ โรงงานแปรรูป ซึ่งรับซื้อและเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่เอเย่นต์อีกทอดหนึ่ง
          จะเห็นว่าร้านรับซื้อของเก่า ทั้งยี่ปั๊วและซาปั๊ว ซึ่งเป็นผู้ค้ารายย่อยในวงจรที่ 2 และ 3 ล้วนมีบทบาทสำคัญในการรวบรวม และคัดแยกขยะรีไซเคิลปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
          แต่ในข้อดีก็มีข้อด้อย ร้านรับซื้อเหล่านี้หลายแห่งยังขาดความรู้เรื่องการรีไซเคิล ขาดการส่งเสริมเงินทุน หรือแรงจูงใจทางด้านภาษี บางรายดำเนินกิจการอย่างสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ และบางรายทำตัวราวกับเป็นผู้ร้ายทางสิ่งแวดล้อม
          เช่น ก่อมลภาวะทางกลิ่น เสียง ทัศนียภาพ ความสกปรก และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่เพื่อนบ้านหรือผู้ที่พบเห็น
          ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่าง กรมควบคุมมลพิษ จึงเข้าไปแก้ปัญหาในจุดนี้ ด้วยการจัดระเบียบร้านรับซื้อของเก่าที่มีอยู่ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 10,200 แห่ง (สำรวจเมื่อปี 2551)
          แบ่งเป็นใน กทม.และปริมณฑล 3,060 แห่ง ต่างจังหวัดอีก 7,140 แห่ง ขยับฐานะร้านรับซื้อของเก่าเหล่านี้ให้เป็น "ร้านรับซื้อของเก่าสีเขียว"
          นัยของคำว่า "สีเขียว" ผอ.นภวัสขยายความว่า หมายถึง ร้านรับซื้อของเก่า ที่เน้นในเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม
          "หลักสำคัญของการนำของเหลือใช้ไปรีไซเคิล ไม่ควรจะไปเพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งในแง่ที่ตั้งของร้าน ทัศนียภาพ น้ำเสีย ฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น ทุกอย่างควรตั้งอยู่ในกรอบของความสะอาด ปลอดภัย และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม"
          ผอ.นภวัสบอกว่า กิจการรับซื้อของเก่ามีกฎหมายควบคุมดูแลที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ควบคุมการขายทอดตลาด และค้าของเก่า พ.ศ.2474
          เธอว่าถ้าจะเอาผิดกันจริงๆ ในทางปฏิบัติเชื่อว่าธุรกิจนี้น่าจะมีเรื่องให้จับผิดกันได้พอสมควร เนื่องจากร้านรับซื้อของเก่าที่มีอยู่ทั่วประเทศนับหมื่นแห่งในขณะนี้ มีทั้งร้านที่ดำเนินการถูกต้อง และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือบางรายดำเนินการคาบลูกคาบดอก
          แต่เป็นเพราะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อของเก่า เป็นกลุ่มอาชีพที่มีส่วนช่วยจัดการสิ่งแวดล้อม มีส่วนช่วยให้เกิดการลดปริมาณของเสีย (Reduce) นำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
          จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริม จัดทำ "โครงการร้านรับซื้อของเก่าสีเขียว" ขึ้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน และมอบรางวัลให้แก่ร้านรับซื้อของเก่าที่ดำเนินกิจการอย่างมีความรับผิดชอบ ให้สมควรได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดี
          ผอ.นภวัสยกตัวอย่างเกณฑ์การประเมินร้านรับซื้อของเก่าสีเขียว ที่สมควรได้รับรางวัล และเป็นแบบอย่างที่ดีทางสิ่งแวดล้อม
          เช่น ต้องมีพื้นที่สำหรับดำเนินกิจการไม่น้อยกว่า 200 ตารางเมตร, โครงสร้างอาคารที่ใช้ประกอบกิจการต้องมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย, บริเวณสถานประกอบการ และบริเวณโดยรอบต้องไม่มีน้ำขังเฉอะแฉะ, มีการระบายอากาศที่ดี มีแสงสว่างเพียงพอและเหมาะสม
          มีการรักษาความสะอาดบริเวณสถานประกอบการ และบริเวณโดยรอบ, มีป้ายไม่รับซื้อของที่อาจได้มาโดยผิดกฎหมาย, มีห้องน้ำ ห้องส้วมให้พนักงาน แยกเป็นสัดส่วนอย่างเพียงพอ, การเก็บสะสมวัสดุและทางเดิน ต้องมีพื้นที่เพียงพอ เหมาะกับการดำเนินงาน
          การจัดเก็บวัสดุของร้านต้องไม่รกรุงรังจนเป็นที่น่ารังเกียจ และรู้สึกไม่ปลอดภัยแก่ผู้พบเห็น, มีป้ายแสดงราคาและประเภทของวัสดุที่รับซื้อ, มีเครื่องดับเพลิงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน, มีที่ล้างมือสำหรับผู้ปฏิบัติงาน, มีการจัดเก็บวัสดุที่รับซื้อ โดยแยกตามประเภทของวัสดุ, มีเวชภัณฑ์ที่ยังไม่หมดอายุพร้อมที่จะใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
          นอกจากนี้ ตัวสถานประกอบกิจการควรอยู่ห่างจากสถานศึกษา สถานพยาบาล ตลาดสด หรือสถานเลี้ยงเด็ก มากกว่า 1 กิโลเมตร, พื้นของสถานประกอบการควรเป็นลานคอนกรีต มีสภาพดี ไม่มีน้ำขัง, ทางเข้า-ออกของสถานประกอบการไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง ทั้งการขนส่งและกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน, การกองวัสดุไม่ควรสูงกว่าผนังกั้น หรือรั้วกั้นบริเวณ
          มีการจัดทำบัญชีรับซื้อ-ขายวัสดุ และของเก่าประจำเดือน, มีการทำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้นำของหรือวัสดุมาขายไว้ทุกครั้ง, ถ้าเป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่ มีพื้นที่มากกว่า 2,500 ตารางเมตร หากมีน้ำเสียเกิดขึ้นจากกระบวนการ น้ำเสียที่ผ่านออกจากระบบต้องได้มาตรฐาน
          นอกจากนี้ ควรมีการจัดการควบคุมกลิ่นเหม็น เขม่าควัน ฝุ่น และเสียง ที่จะทำให้เกิดผลกระทบจนเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง และผู้ผ่านไปมา เป็นต้น
          "ถ้าทำได้อย่างที่ว่า ไม่เพียงได้ชื่อว่าท่านเป็นร้านรับซื้อของเก่าผู้มีความรับผิดชอบ ทางกรมควบคุมมลพิษยังมีเงินรางวัล หรือโล่ประกาศเกียรติคุณมอบให้ท่าน" ผอ.นภวัสทิ้งท้าย.
          

ย้อนดูข่าวสิ่งแวดล้อมปี 2551>>>