มองไปข้างหน้าสำหรับกระบวนการ อี ไอ เอ

โดย ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545

กระบวนการอีไอเอหรือกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เดิมตั้งใจไว้ให้เป็นกระบวนการที่ใช้
สำหรับสร้างความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าของโครงการและประชาชน ว่าจะไม่มีผลกระทบรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
ดูท่าจะไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียแล้ว ทั้งนี้ ก็จากปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามานานาประเด็นที่สำคัญ
ล่าสุดก็เห็นจะเป็นเรื่องวิกฤตศรัทธาเชิงวิชาการที่มีต่อรายงานและต่อตัวนักวิชาการผู้ทำรายงาน

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอชำแหละกระบวนการการทำอีไอเอในประเทศไทยที่ผู้คนเริ่มเห็นว่าไม่ค่อยเข้าที่
เข้าทางนี้ ว่ามีที่มาที่ไปของปัญหาจากอะไรบ้าง และพอจะมีลู่ทางหรือมาตรการแก้ไขกันได้บ้างไหมและ
อย่างไร ดังนี้

ระบบการศึกษา

ผู้เขียนเคยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยและได้เคยวิพากษ์วิจารณ์รายวิชาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่
สอนกันอยู่ตามคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะการจัดการสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย
ต่างๆในประเทศ ว่าไม่น่าจะมีสัมฤทธิผล โดยเฉพาะในคณะฯที่สอนวิชานี้กันในระดับปริญญาตรี เพราะ
เท่าที่ดูการเรียนการสอนที่มีอยู่นั้นมักเป็นไปอย่างผิวเผินและอยู่ที่'เปลือก'เกินไปทั้งนี้การที่คนใดคน
หนึ่งจะประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีสัมฤทธิผลนั้น คนๆนั้นต้องรู้ทั้งกว้างและลึกมองได้ทั่วใน
เชิงมหภาคเป็นองค์รวมที่สัมพันธ์รัดร้อยกันและกันในหลายภาคส่วน และในเชิงจุลภาคที่เจาะลึกซึ้ง
เฉพาะเรื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะสอนจะเรียนกันได้ในเพียงหนึ่งรายวิชา 3 หน่วยกิต 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เป็นเวลา 3 เดือนเศษ หรือรวมทั้งสิ้นประมาณ 40 ถึง 45 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับเรียนเต็มวันเพียง 5 ถึง 6
วัน เท่านั้น

และก็เมื่อตรงนี้ไม่แม่น เมื่อนักศึกษาจบออกไปแล้วได้รับมอบหมายให้ทำอีไอเอ รายงานอีไอเอจะออก
มาอย่างมีคุณภาพ ก็คงทำได้ไม่ง่าย

นี่คือปัญหาข้อหนึ่งที่หลายๆคนไม่เคยมองหรือมองไม่เห็น ทางแก้ของมันก็คือ เลิกสอนวิชานี้ในระดับ
ปริญญาตรี ต้องสอนเฉพาะในระดับปริญญาโทขึ้นไป โดยให้ผู้เรียนต้องมีพื้นฐานในเชิงลึกของศาสตร์
หนึ่งๆมาก่อน แล้วจึงเปิดโอกาสให้มาเรียนในการจัดการ (สิ่งแวดล้อม) เชิงกว้างต่อไป ยิ่งถ้ามีข้อ
กำหนดว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานเชิงลึกในศาสตร์เฉพาะเรื่องมาอย่างน้อยหรือมากกว่า 3 ปี ก็จะ
ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่

SIA กับ EIA

SIA หรือเอสไอเอ หรือการประเมินผลกระทบทางสังคม เดิมเป็นส่วนหนึ่งของการทำรายงานอีไอเอ
โดยถือเป็นประเด็นหนึ่งในอีกหลายประเด็น เช่น ระบบนิเวศน์ คุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ ฯลฯ แต่จาก
ประสบการณ์ในประเทศที่เรียนรู้กันมากว่า 20 ปี พบว่าหากเป็นปัญหาทางกายภาพทางวิทยาศาสตร์
หรือทางวิศวกรรมศาสตร์แล้ว มักมีคำตอบหรือวิธีการแก้ไขหรือลดผลกระทบของปัญหาได้เสมอ

แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ และตอบคำถามกันมักไม่ค่อยได้ คือ ปัญหาหรือคำถามทางสังคม ในเชิงที่ว่า
รู้แล้วโว้ยว่า มีเครื่องกรอง มีระบบบำบัด มีสารพัด แต่จะรู้ได้อย่างไรว่ามันใช้งานได้ผลตลอดเวลา จะมี
ใครการันตีสุขภาวะของชาวบ้านได้ไหม กูไม่เอาโว้ย กูไม่ให้สร้างหรือมึงสร้างกูเผา อะไรทำนองนี้ และ
นี่เองที่เป็นจุดอับหรือจุดบอดที่ทำให้หลายๆโครงการเกิดขึ้นไม่ได้หรือต้องชะลอตัวช้าลง

ซึ่งนั่นก็คือ เราควรฟันธงลงไปเลยว่า ถ้าต้องการให้โครงการเดินหน้าได้แล้วละก็ เอสไอเอควรมีความ
สำคัญกว่าอีไอเอ เพราะในเอสไอเอนั้นสามารถมีกระบวนการการมีส่วนร่วมได้อย่างดี ในขณะที่ใน
กระบวนการอีไอเอ(แท้ๆ)จะไม่มี นอกจากนี้เราควรมองกลับมุมจากมุมเดิมๆ เป็นมามองในภาพที่ว่า
อีไอเอควรเป็นส่วนหนึ่งของเอสไอเอ ไม่ใช่เอสไอเอเป็นส่วนหนึ่งของอีไอเออย่างที่ทำๆกันมา หรือ
อย่างน้อยที่สุดเอสไอเอก็ควรมีความสำคัญและศักดิ์ศรีเท่ากับอีไอเอ

ทั้งนี้ ประเด็นนี้จะโยงไปถึงประเด็นแรกที่ว่าด้วยการเรียนการสอนวิชาการประเมินผลกระทบฯด้วย
เพราะการสอนวิชาอีไอเอในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจะพูดเน้นเฉพาะด้านเทคนิค วิทยาศาสตร์ และ
วิศวกรรมศาสตร์ โดยละเลยส่วนที่เป็นสังคมศาสตร์ และคาดหวังเอาว่านักศึกษาที่จบไปจะไปทำงาน
ร่วมกับนักสังคมศาสตร์(ซึ่งไม่ได้เรียนวิชาอีไอเอหรือเอสไอเอมา)ในการทำเอสไอเอต่อไป ซึ่งก็สามารถ
ทำได้ เพียงแต่ว่าด้วยกระบวนการอย่างนี้ความเข้าใจในปรัชญาของบทบาทและความสำคัญเชิงสังคม
ของคนทำรายงานอีไอเอก็คงจะลึกซึ้งมากไม่ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาหลักประการหนึ่งที่ทำให้รายงานอีไอเอ
ออกมาไม่สมบูรณ์ และไม่ตรงกับหลักคิดของการทำอีไอเออย่างแท้จริง

ผู้เขียนจึงอยากเสนอว่ามหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเรื่องนี้ควรมีการสอนเอสไอเอควบคู่ไปกับ
อีไอเอ และการสอนแบบเดิมซึ่งเรามักสอนกันโดยอาจารย์เพียงคนเดียว หรืออย่างมากก็สองคน ก็ต้อง
เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการสอนแบบสหวิทยาการโดยคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญต่างสาขาแบบใครเก่งเรื่อง
ใดก็ให้สอนเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว

กรรมตามสนอง

รายงานอีไอเอที่ทำกันอยู่นั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมาก เพราะรายงานฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
โครงการต่างๆทั้งเล็กและใหญ่รวมแล้วเป็นร้อยโครงการต่อปี ซึ่งสัมพันธ์กับงบประมาณโครงการที่สูง
ได้ถึง 5 หมื่นถึงแสนล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเจ้าของโครงการหรือบริษัทที่ปรึกษานำรายงานฯที่ทำด้วย
งบประมาณรวมแล้วอาจสูงถึง 100 ล้านต่อปีนั้นมาเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) ของ
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม(สผ.)เพื่อตรวจและให้ความคิดเห็น ก็มักพบปัญหาในความล่าช้า
ของการตรวจอ่าน หรือให้ข้อคิดเห็นแบบกระพร่องกระแพร่ง และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมตามมาอย่างดูจะ
ไม่มีวันสิ้นสุด

ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทน คือ ในขณะที่บริษัทที่ปรึกษาได้เงินทำ
รายงานฯ เฉลี่ยแล้วโครงการละหลายแสนจนถึงหลายล้านบาท แต่คชก.ได้ค่าตรวจอ่านเป็นเงิน 250
บาท (ครับ! สองร้อยห้าสิบบาทจริงๆ) ต่อการประชุมหนึ่งครั้ง ถ้าประชุม 5 ครั้งก็ได้เงินรวมทั้งสิ้น 1,250
บาท สำหรับโครงการหนึ่งๆที่อาจมีงบประมาณก่อสร้างสูงถึงหลายพันล้านบาท

ความเหลื่อมล้ำในด้านค่าตอบแทนนี้ทำให้คชก.บางท่านใส่ใจกับการอ่านรายงานฯไม่มากเท่าที่ควร ซึ่ง
นำมาซึ่งความล่าช้าและความไม่รอบคอบของการตรวจรายงานฯ

ทางแก้นี้ก็คงเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ สำนักงบประมาณต้องเข้าใจในความสำคัญของภารกิจนี้
และต้องจัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนสำหรับการอ่านรายงานของคชก.อย่างสมน้ำสมเนื้อ และสม
กับศักดิ์ศรีของคชก. มิฉะนั้นโครงการพัฒนาของประเทศที่มีงบลงทุนสูงถึงอาจจะปีละหลายหมื่นล้าน
บาทก็ต้องเดินไปสะดุดไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

การแก้ไขปัญหากระบวนการทำอีไอเอยังมีอีกมากวิธี แต่ถ้าทำได้ทั้งหมดอย่างน้อย 3 ข้อที่เสนอมานี้
รายงานอีไอเอก็จะมีคุณภาพดีขึ้นมีสัมฤทธิผลมากขึ้น และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนมากขึ้น

และต่อเมื่อทำได้อย่างนี้แล้วเท่านั้นแหละที่โครงการพัฒนาต่างๆของประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างที่
หลายๆคนต้องการ