เปิด กองทุนร้อน....กองทุนป่าเขตร้อน

โดย ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

เรื่องร้อนๆ ของ "กองทุนป่าเขตร้อน" (Tropical Forest Conservation Fund) ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้น
ตามข้อ ตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อลดและผ่อนผันหนี้ที่ไทยติดค้างอยู่
แต่กลับถูกมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ให้กลับไปทบทวนรายละเอียดใหม่นั้น กำลังได้รับ
ความสนอกสนใจจากสังคม รวมทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐว่าไม่ได้มีความจริงใจตามที่เคยแถลงไว้ว่า
จะมุ่งมั่นต่อการอนุรักษ์ป่าเขตร้อนทั่วโลก ตามกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์ป่าเขตร้อน (TFCA) ที่ผ่าน
สภาคองเกรสของสหรัฐ เมื่อ 4 ปีที่แล้วด้วย

ทั้งนี้ ก่อนอื่นใดอยากจะขอแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐที่มีน้ำใจในการลดหนี้เป็นเม็ดเงิน แต่ขอ
ให้เอาเงินนั้นมาใช้สำหรับการดูแลป่าไม้ในประเทศไทย ซึ่งถ้ามองในแง่มุมนี้ประเทศไทยก็เป็นผู้ได้
ประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ทว่า สหรัฐยัง "ยึดติด" อยู่กับเม็ดเงินก้อนนั้น และยังถือว่าเป็นเงินของตัวเอง
จึงเกิดอาการไม่ให้ขาดและอยากจะดูแลผลประโยชน์ของตนอยู่ ซึ่งถ้ามองกันอย่างเป็นธรรมแล้วก็เป็น
เรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าแปลกใจในยุคเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ คือ ทำไมข้อตกลง (Agreement)
ที่ระบุรายละเอียดในกองทุนป่าเขตร้อนฉบับนี้จึงไม่ได้รับการเปิดเผยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สังคม
ได้ช่วยกันพิจารณาและวิเคราะห์ดู แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะยังเป็นฉบับร่างและถูกระบุว่ามีการเปลี่ยน
แปลงกันหลายรอบโดยกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงเกษตรฯ แล้วก็ตาม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว
ป่าไม้เขตร้อนนี้ก็คือทรัพยากรของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของกรมป่าไม้หรือของกระทรวงใดแต่เพียง
ผู้เดียว สมควรที่จะให้ประชาชน นักวิชาการ และผู้ที่ห่วงใยในทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลของประเทศนี้
ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อันเป็นนัยยะสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ด้วย

จากการตรวจสอบข้อตกลงกองทุนป่าเขตร้อนนี้แล้ว พบว่าเราควรระวังที่จะเสียเชิงให้สหรัฐเข้ามาแสวง
ประโยชน์จากทรัพยากรป่าเขตร้อนของเราซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ด้วย
เงินจำนวนเพียง 500 ล้านบาท ในช่วงเวลา 28 ปี (ประมาณเฉลี่ย 20 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น) ที่มาจาก
การแปลงดอกเบี้ย 9.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ยกหนี้ให้ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และแถมเงินให้อีก 1.9 ล้าน
เหรียญสหรัฐ

สิ่งที่น่าวิตกในสัญญาฉบับนี้ โดยหลักๆ แล้ว เห็นจะอยู่ที่การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนตาม
มาตรา 3 เพราะกำหนดไว้ว่า นอกจากจะมีผู้แทนจากสหรัฐร่วมเป็นกรรมการ 2 คนด้วยแล้ว การเสนอ
ชื่อผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐของไทย 2 คน และ NGOs ในไทย อีก 5 คน กรรมการทั้งหมดยังต้อง
ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลสหรัฐก่อน
ด้วย มิฉะนั้นแล้วก็จะร่วมเป็นกรรมการไม่ได้ ซึ่งหมายความ
ว่าสหรัฐสามารถคุมนโยบายของกรรมการกองทุนนี้ได้ในทางอ้อมตั้งแต่ยกแรกเสียแล้ว และนอกจากนี้
ในข้อที่ 3 ของมาตรานี้ ยังเปิดช่องไว้ให้ ผู้แทนจาก NGOs ต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยสามารถ
ร่วมเป็นกรรมการได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโอกาสที่สหรัฐจะคุมเสียงข้างมากหรือทั้งหมดและบริหาร
จัดการแบบเบ็ดเสร็จจึงมีอยู่มาก อย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วงอยู่

ข้อที่ควรสังวรณ์อีกคือ มาตรา 4 ข้อ 3 ที่กำหนดไว้ว่าโครงการใดๆ ที่กรรมการกองทุนอนุมัติแล้ว หาก
มีมูลค่าเกิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ ก็ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเสียก่อน หากฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิยังยั้ง โครงการนั้นได้ ซึ่งจะทำให้โครงการที่ฝ่ายรัฐบาลไทยเห็นว่าดีแต่รัฐบาล
สหรัฐไม่เห็นด้วยนั้น ทำไม่ได้ แต่มาตรานี้ก็มีข้อดีตรงที่เป็นเกราะให้ฝ่ายไทยด้วย คือหากมีโครงการใด
ที่สหรัฐจะถือเอาเป็นการฉกฉวยประโยชน์จากทรัพยากรไทย รัฐบาลไทยก็มีสิทธิยับยั้งด้วยเช่นกัน

อนึ่ง ในช่วงแรกก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะทำความตกลงรัฐบาลไทย ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐเคยมาหารือ
กับ NGOs ไทยหลายองค์กร แจ้งว่าต้องการให้ใช้กองทุนนี้ไปสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระดับ
รากหญ้าให้มากที่สุด แต่ในมาตรา 5 ข้อ 1 นี้ กลับเน้นการส่งเสริมการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ ที่อาจไม่สอดคล้องและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ได้ และแม้จะกำหนดในข้อ 5 ของมาตรานี้ไว้ว่า NGOs
หรือเอกชนที่มีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นจะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรกก็ตาม ก็ไม่รู้ว่า NGOs
นั้นจะเป็น NGOs ไทยหรือต่างชาติ หรือเอกชนที่รวมบริษัทเอกชนเข้าไปด้วยหรือเปล่า เพราะในภาษา
อังกฤษใช้คำว่า other private entities ซึ่งกินความกว้างไกลเกินไป ดังนั้น ในข้อนี้ควรจะใช้คำว่า
Thai NGOs ไปเลยเพื่อความชัดเจนและรัดกุมกว่า

สำหรับเรื่องการเข้ามาศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในป่าไทยและอาจเอาไปจดสิทธิบัตรหรือสิทธิ
ทางปัญญาที่หลายคนเป็นห่วงนั้น ก็ได้มีการกำหนดไว้ในข้อตกลงมาตรา 5 ข้อ 2 แต่ก็ต้องมีการตีความ
อีก เพราะเขียนไว้แต่เพียงว่าหากมีอะไรที่เป็นสิทธิทางปัญญาได้ สิทธิทางปัญญานั้นก็ต้องได้รับความ
คุ้มครองตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ รวมทั้งข้อผูกมัดที่เกี่ยวข้องและโยงผูกกับข้อตกลงระหว่างประเทศ
ซึ่งประเด็นนี้หากสหรัฐไม่มีจุดประสงค์จะมาเอาประโยชน์จากป่าไทยจริงดังที่กล่าวไว้แล้ว สหรัฐก็น่าจะ
ยอมให้มีการเขียนข้อความให้รัดกุม ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยงต่อการตีความจนเสียประโยชน์
ได้ในอนาคต

ส่วนในมาตรา 10 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้าย มีข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่งเพราะได้กำหนดไว้ว่าการแก้ไขสัญญา
ฉบับนี้สามารถกระทำได้ด้วยความยินยอมของสองฝ่าย (the Parties) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลสหรัฐและ
รัฐบาลไทย โดยไม่ได้ระบุถึงการมีส่วนร่วมจากฝ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คณะกรรมการบริหารกองทุน

ซึ่ง ณ วันหนึ่งในภายภาคหน้า อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจนผิดแผกไปจากข้อตกลงนี้อย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้
ดังนั้น เราจึงพึงสังวรณ์ไว้ว่าหากจะถามหาการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว เราจะต้องช่วยกันสอดส่อง
ดูแลหรือเรียกร้อง หาไม่แล้วแม้แต่การจะกำหนดไว้เพียงในกระดาษก็เกิดขึ้นได้ยากอย่างเช่นบทเรียน
ครั้งนี้