โจฮันเนสเบอร์กซัมมิท
การประชุมโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เราได้อะไร ?

โดย ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง
ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองและสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
และหัวหน้าโครงการ The Access Initiative ในประเทศไทย
ปัจจุบันได้รับทุนฟุลไบร์ทเป็น Visiting Scholar ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล
sn222@cornell.edu
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2545

โลกได้เห็นข่าวเรื่องการประชุมสุดยอดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่กรุงโจฮันเนสเบอร์ก ประเทศอัฟริกาใต้
ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคมถึง 4 กันยายน 2545 ตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ โดยเฉพาะซีเอ็นเอ็น
ที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติมาพบกันพื่อหาข้อตกลงในเรื่องการพิทักษ์
สิ่งแวดล้อมของโลก ย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วสหประชาชาติได้จัดการประชุมสุดยอดเรื่องสิ่งแวดล้อม
และการพัฒนาที่เมืองริโอ เดอ จาไนโร ประเทศบราซิลที่เรียกกันว่า "เอิร์ธซัมมิท" เพื่อผลักดัน
"การพัฒนาอย่างยั่งยืน"

แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยเองได้ปฏิบัติตามข้อตกลง,
"แผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน" หรือ "ปฏิญญาริโอเพื่อสิ่งแวดล้อมและ
การพัฒนา" กันแค่ไหน ประชาชนรับรู้เรื่องเหล่านี้เพียงใด และว่าไปแล้ว การประชุมระดับโลก
เช่นนี้มีประโยชน์กับชีวิตของเราหรือไม่ ?

ก็เพราะด้วยคำถามข้างต้นนี้เอง องค์กรภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งจึงได้ริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า The Access
Initiatve
เพื่อติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานของหลักการข้อหนึ่งของ"ปฎิญญาริโอ" ซึ่งองค์กร
กลุ่มนี้เห็นว่าเนื้อหาของหลักการข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประชากรโลกสามารถพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
ของโลกใบนี้ไว้ได้หรือไม่ เนื้อหาของหลักการข้อที่ 10 นี้ระบุว่า วิธีที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดได้แก่
การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในระดับต่างๆ และสามารถเรียกร้องทางกฏหมายให้ได้รับความยุติธรรมในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้

แกนหลักขององค์กรกลุ่มนี้ (อันประกอบด้วย World Resources Institute ในสหรัฐอเมริกา, EMLA
ในฮังการี, Participa ในชิลี, ACODE ในยูกานดา และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย) จึงได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นมา
ชุดหนึ่งเพื่อวัดผลการดำเนินงานในระดับประเทศในเรื่อง 3 เรื่องที่เป็นหัวใจของหลักการข้อที่ 10 ของ
ปฏิญญาริโอ ได้แก่ 1) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม 2) การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในระดับนโยบาย แผน โครงการ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการเลือกที่ตั้งโครงการ และ 3) การมีกฎหมายรับรองสิทธิของประชาชนในการ
มีส่วนร่วมและกฏหมายเยียวยาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โดยพิจารณาทั้งกฎหมาย การปฏิบัติ
จริงและความพยายามในการเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน
ให้สามารถมีส่วนร่วมในระดับต่างๆ ได้จริงด้วย

หลังจากที่ได้พัฒนาตัวชี้วัดชุดนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการทดลองใช้ตัวชี้วัดชุดนี้แล้วในประเทศต่างๆ
9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ฮังการี อินโดนีเซีย อินเดีย เม็กซิโก ชิลี ยูกานดา อัฟริกาใต้ และ
สหรัฐอเมริกา

ผลจากการศึกษาและทดสอบตัวชี้วัดในประเทศทั้ง 9 ได้พบสิ่งที่น่าสนใจว่ามีบางอย่างที่พบเหมือนกัน
ในประเทศเหล่านี้ นั่นก็คือ ประเทศส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ 3 ด้านนี้ไม่เท่ากัน โดย
ปรากฎว่าประเทศเหล่านี้มีความก้าวหน้าในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารสูงกว่าในอีก 2 เรื่อง คือ การมี
ส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการได้รับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความก้าวหน้าในอันดับ
รองลงมาตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีช่องว่างอยู่มากระหว่างสิ่งที่ตราไว้เป็นกฎหมายและการ
ปฎิบัติจริง

ในประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการประสานงานองค์กร
พัฒนาเอกชน และนักวิจัยอิสระ
ได้ร่วมกันทำการศึกษาและทดสอบตัวชี้วัดดังกล่าว โดยใช้กรณีศึกษา
เช่น การให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องรถบรรทุกสารเคมีคว่ำบนทางด่วนในกรุงเทพฯ การให้ข้อมูลข่าวสารใน
เรื่องคุณภาพน้ำดื่มและคุณภาพอากาศ การจัดทำและเผยแพร่รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม
ของประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่
หินกรูดและโครงการบำบัดน้ำเสียรวมจังหวัดสมุทรปราการ(คลองด่าน) เป็นต้น

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า และสำนักงานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนา
เอกชน ได้จัดพิมพ์ผลของการศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนจากการทดสอบตัวชี้วัดชุดนี้ใน
ประเทศไทยเป็นหนังสือหนา 216 หน้า ชื่อ ธรรมาภิบาลที่วัดได้: ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การจัดการสิ่งแวดล้อม
หน่วยงานราชการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับเอกสาร
ดังกล่าว ได้จากองค์กรทั้งสาม และเนื่องจากจำนวนพิมพ์มีจำกัด ผู้สนใจที่สามารถใช้อินเตอร์เนทกรุณา
อ่านผลการศึกษานี้(เต็มฉบับ)ได้โดยไปเยี่ยมเว็บไชต์ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยที่
www.tei.or.th/th_mainpage.htm เลือกฝ่ายเมืองและสิ่งแวดล้อม (UEP)

ตัวชี้วัดชุดนี้มีประโยชน์อย่างไร ?

องค์กรต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้นได้พัฒนาตัวชี้วัดชุดนี้ขึ้นเพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมสามารถ
ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม ในเรื่องการมีส่วนร่วม
ของประชาชนตามหลักการข้อที่ 10 ของปฏิญญาริโอที่รัฐบาลของตนได้ไปร่วมประชุมและลงนามไว้
และเผยแพร่เพื่อประชาชนทั่วไปได้ทราบ ในขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทราบถึงผลการ
ดำเนินงานของตนเอง และยังสามารถใช้ตัวชี้วัดชุดนี้เป็นแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการดำเนินภารกิจของตนได้ด้วย

"ภาคีภาพประเภทที่ 2" ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรสนับสนุน

สหประชาชาติได้เสนอให้มีความริเริ่มแบบใหม่เพื่อการประชุมสุดยอดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่
โจฮันเนสเบอร์กในครั้งนี้โดยเรียกว่า "Type 2 Partnership" หรือ "ภาคีภาพประเภทที่ 2"
โดยองค์กรที่สนใจสามารถเสนอข้อเสนอโครงการให้สหประชาชาติพิจารณาได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้อง
เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันข้อตกลงและปฏิญญาริโอที่ร่วมลงนามกันไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ให้ไปสู่การปฏิบัติจริงและต้องเป็นโครงการระดับภูมิภาคหรือนานาชาติ อีกทั้งจะต้องเป็นความร่วมมือ
ของหลากหลายภาคี

เนื่องจากแต่เดิมมาผลลัพธ์ที่เกิดจากการประชุมสุดยอดจะเป็นข้อตกลงหรือความเข้าใจหรือปฏิญญา
ระหว่าง"รัฐบาลกับรัฐบาล" หรือเป็นข้อตกลงที่มีภาคีเป็น"รัฐ" เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะตกลงกันได้
ยากเย็นอย่างยิ่งหรือตกลงกันไม่ได้แล้ว ยังไม่แน่อีกด้วยว่าจะมีการนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิ์
ผลจริงๆ เสียอีก อย่าว่าแต่รัฐบาลของประเทศเล็กๆ ที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและไม่สามารถทำให้
ข้อตกลงสัมฤทธิ์ผลเลย แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
การให้เงินช่วยเหลือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือการลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก

"ภาคีภาพประเภทที่ 2" จึงเป็นแนวทางใหม่ที่เปิดโอกาสให้องค์กรและภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาครัฐ
ได้มีบทบาทในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ พร้อมๆกับเพื่อให้การประชุม
สุดยอดครั้งนี้มีผลอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้ แต่ละภาคีจะต้องระบุด้วยความสมัครใจเองว่าตนจะ
มีพันธะผูกพัน (commitment) กับโครงการนั้นๆ อย่างไร

อย่างไรก็ดี องค์กรพัฒนาเอกชนหลายๆ องค์กรรวมทั้งในประเทศไทยไม่ได้ยินดีกับแนวทางใหม่นี้
โดยวิตกว่าแนวทางใหม่ดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลของประเทศทรงอำนาจสามารถ
บิดพลิ้วหรือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ของตนจากข้อผูกพันตามพันธะของ"ภาคีภาพประเภทที่ 1"
ซึ่งเป็นแนวทางเดิมนอกจากนี้ ยังห่วงว่า "ภาคีภาพประเภทที่ 2" จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่
อันหมายถึงบริษัทข้ามชาติเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นอีกในเวทีโลกโดยผ่านทางสหประชาชาติภายใต้
"ภาคีภาพประเภทที่ 2" นี้

ที่จริงสหประชาชาติได้เป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้ภาคธุรกิจเข้ามา"มีส่วนร่วม"ในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก
อยู่นานแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าในการประชุมสุดยอดที่กรุงริโอเมื่อทศวรรษที่แล้วนั้น ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง
ให้เป็นเลขาธิการของการประชุมคือ Maurice Strong ซึ่งมาจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศแคนาดา
ในการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในปี 2542 โคฟี อานัน เลขาธิการของ
องค์การสหประชาชาติเองได้เสนอ "Global Compact" เพื่อท้าทายให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมผลักดัน
ให้โลกาภิวัฒน์เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วโลกไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียวและร่วมช่วยขจัดความยากจนในโลก

นับจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม ได้มีองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานของสหประชาชาติเอง รัฐบาล
และองค์กรภาคประชาสังคมในหลายๆ ประเทศได้เสนอข้อเสนอโครงการสำหรับ "ภาคีภาพประเภทที่ 2"
ไปแล้วรวมถึง 172 โครงการ และได้มีการแจกจ่ายเอกสารสรุปย่อข้อเสนอโครงการทั้ง 172 โครงการ
เหล่านี้ในที่ประชุมที่โจฮันเนสเบอร์กซัมมิทด้วย ผู้ที่สนใจแต่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสามารถอ่านจาก
เว็บไชต์ www.johannesburgsummit.org/html/sustainable_dev/partnership_initiatives.html

"ภาคีภาพเพื่อหลักการข้อที่ 10"

องค์กรภาคีของโครงการ The Access Initiative จึงได้ใช้โอกาสที่สหประชาชาติริเริ่ม
"ภาคีภาพประเภทที่ 2" ขึ้นมานี้ผลักดันข้อเสนอโครงการ "ภาคีภาพเพื่อหลักการข้อที่ 10" หรือ
Partnership for Principle 10 (หรือ PP 10) เพื่อขยายเครือข่ายภาคีของกลุ่มซึ่งแต่เดิม
ภายใต้ชื่อโครงการ "The Access Initiative" มีภาคีเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคมหรือองค์กรพัฒนา
เอกชนเท่านั้น ให้เลยไปถึงภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลที่เป็นภาคีสามารถ
กำหนดพันธะผูกพัน (commitment) ของตนเองตามที่ตนเห็นสมควร เช่น จะผลักดันให้ประชาชน
มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ได้ครบถ้วนภายในปีหน้า
เป็นต้น หรือรัฐบาลประเทศอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนทางการเงินกับเครือข่ายภาคีในการทำงาน
ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีอาจเสนอที่จะปรับปรุงขั้นตอนวิธีการปฏิบัติงานของ
องค์กรของตนเอง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น เป็นต้น

ปัจจุบัน ภาคีของ "ภาคีภาพเพื่อหลักการข้อที่ 10" ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมจำนวน 17 องค์กร
ใน 8 ประเทศ รัฐบาลของสหราชอาณาจักรอังกฤษ อิตาลี ยูกานดา แทนซาเนีย และสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ยังมีองค์กรระหว่างประเทศเช่น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ โครงการเพื่อการ
พัฒนาแห่งสหประชาชาติ และธนาคารโลกแสดงความสนใจเข้าร่วมเป็นภาคี และกำลังขยายจำนวนภาคี
ออกไปเรื่อยๆ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pp10.org

ทุกวันนี้ประเทศไทยของเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีการประชุมนานาชาติอยู่มากมายที่รัฐบาล
ต้องเข้าร่วม เมื่อได้มีโอกาสเข้าร่วมในโจฮันเนสเบอร์กซัมมิท และการประชุมเตรียมการสองครั้งที่
นิวยอร์คและบาหลีแล้ว ทำให้ได้เห็นว่าประเทศของเรายังมีคนที่มีวิสัยทัศน์ ทำงานเชิงรุก และมีความ
สามารถในการเจรจาในเวทีนานาชาติไม่มากพอเพียงกับความต้องการใช้งาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยควรจะเปืดโอกาสให้ผู้มีความสามารถจากองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วม
เพื่อไปเพิ่มกำลังในคณะผู้แทนไทยเช่นเดียวกับที่รัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั้งหลายรวมทั้ง
ประเทศสมาชิกอาเชียนเช่น อินโดนีเชียและฟิลิปปินส์ปฏิบัติกันอยู่ องค์กรพัฒนาเอกชนเอง
ก็ควรพัฒนาภาคีภาพกับภาคอื่นๆ รวมทั้งภาครัฐเองด้วยโดยเฉพาะในเวทีระดับโลกที่เสียง
ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ นั้นแผ่วเบาอยู่แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งเจ้าหน้าที่
ของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนจะต้องพยายามร่วมมือกันและประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียว
ในนามและเพื่อประโยชน์ของประชาชนของประเทศไทยในเวทีเหล่านี้