น้ำ สุขาภิบาล ความยากจน มิติที่ไม่อาจขีดวงเฉพาะ

ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ปิยวรรณ คงสาคร

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
26 ตุลาคม 2545

"น้ำ" เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด คนเราไม่ว่าจะชาติใดภาษาใดต่างก็ใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อกิจกรรมต่างๆ ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค ตลอดจนเพื่อการประกอบอาชีพทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับน้ำจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกัน หากแต่ได้มีการสั่งสมจนกลายเป็น "วัฒนธรรมลุ่มน้ำ" ที่สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่งหลายชั่วอายุคน

ทุกวันนี้แหล่งทรัพยากรน้ำจืดที่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโลกกำลังถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ การทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งก่อให้เกิดการสะสมและไหลปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน การก่อสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทาน หรือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า รวมไปถึงการพัฒนาจากภาคอุตสาหกรรม

ข้อสรุปสำคัญจากเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยืน (World Summit on Sustainable Development) ซึ่งจัดขึ้นที่นครโจฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 4 กันยายน ที่ผ่านมานั้น เน้นย้ำประเด็นว่าด้วยเรื่องของน้ำ สุขาภิบาล และความยากจน เป็นประเด็นสำคัญ

ที่ประชุมจากทุกภาคีเห็นด้วยที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นตัวแปรที่จะไขไปสู่วิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเป็นมิติที่เกี่ยวเนื่องกันจนไม่อาจขีดวงเฉพาะ แล้วมุ่งแก้ปัญหาหนึ่งปัญหาใดแต่เพียงอย่างเดียว ยุทธศาสตร์สำคัญจึงเป็นการมองปัญหาแบบองค์รวมมากกว่าการแยกส่วน สะท้อนได้จากวลีสั้นๆ แต่มีความหมายชัดเจนที่ว่า "ไม่มีน้ำ ไม่มีอนาคต"

น้ำและการสุขาภิบาล : นิยามฐานรากของชีวิต

พื้นผิวของโลกประมาณ 70 % ปกคลุมไปด้วยน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 97 % เป็นท้องทะเลและมหาสมุทร ขณะที่แหล่งน้ำจืดมีเพียงแค่ประมาณ 3 % ของน้ำทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นแหล่งน้ำจืด 2 % เป็นผืนน้ำแข็งอยู่ที่ดินแดนทางขั้วโลก เหลือเพียง 1 % เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของมนุษย์*

ข้อมูลจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ แสดงตัวเลขแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกไว้ในรายงานสภาวะประชากรโลกปี 2544** ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 ประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว กระทั่งเป็นจำนวน 6.1 พันล้านคนในปัจจุบัน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 เป็น 9.3 พันล้านคนภายใน 49 ปีข้างหน้าในพ.ศ.2593

ตัวเลขการใช้น้ำเพิ่มขึ้น 6 เท่าในระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการใช้น้ำจืดคิดเป็นร้อยละ 54 ของปริมาณน้ำจืดที่มีในแต่ละปี โดย 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำที่ใช้เป็นการใช้เพื่อการเกษตรกรรม ทั้งนี้รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า แนวโน้มการใช้น้ำอาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 เนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้น แต่ถ้าประชากรในโลกนี้มีการบริโภคในระดับเดียวกับประชากรในประเทศอุตสาหกรรม ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 และภายในปีพ.ศ.2593 จะมีประชากรโลกกว่า 4.2 พันล้านคนไม่มีน้ำเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชีวิต

รายงานสภาวะประชากรโลกปี 2544 ยังได้กล่าวต่อไปว่า ประชากรราว 508 ล้านคนใน 31 ประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่ในขณะนี้ คาดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่านี้ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า และภายในปีพ.ศ.2568 จะมีประชากรถึง 3 พันล้านคนที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำนั้นจะขยายตัวเพิ่มเป็น 48 ประเทศ

จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ย่อมสูงขึ้นมากเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวดูจะสวนทางกับคุณภาพและปริมาณของน้ำในแหล่งน้ำจืดธรรมชาติ ซึ่งนับวันกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่า มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคนที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้ในประเทศกำลังพัฒนา สาเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นคือ มีการทิ้งน้ำเสียถึงร้อยละ 90 - 95 และกากของเสียอุตสาหกรรมร้อยละ 70 ลงในแหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัดเสียก่อน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการปนเปื้อนจากสารเคมี ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงที่ใช้ในกิจกรรมการเกษตร ทำให้แหล่งน้ำจืดธรรมชาติปนเปื้อน เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

นอกจากนี้ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าต้นน้ำ ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำบ่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน และแม้กระทั่งชีวิต ภาพพิบัติภัยที่เราเห็นผ่านสื่อนั้น แม้จะเกิดขึ้นในจุดต่างๆ ของโลก คนละสถานที่และคนละเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความสูญเสีย ทั้งสภาพทางร่างกายและจิตใจของผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม ยังไม่นับรวมถึงฝันร้ายระลอกที่สอง ที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคระบาดที่แพร่กระจายมากับแหล่งน้ำ หรือปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น

สุขภาพของมนุษย์ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การมีน้ำสะอาด การขจัดของเสียที่ถูกสุขลักษณะ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างพอเพียง ย่อมก่อให้เกิดสุขภาวะทางกายและทางจิตที่สมบูรณ์

ทว่า ความจริงในปัจจุบัน ยังมีผู้คนในโลกอีกมากที่ขาดแคลนและไม่มีโอกาสในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แม้จะเป็นเพียงสาธารณูปโภคระดับพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เส้นแบ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวย เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า หากสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำจืด เพื่อการดำเนินชีวิตของผู้คนต่างๆ บนโลกยังมีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนั้น จะก่อให้เกิดความยั่งยืนบนผืนโลกนี้ได้อย่างไร

ความยากจน ห่วงรัดที่มัดชีวิต

ความยากจนเป็นสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งวิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เช่น ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ภาวะความเจ็บป่วย การขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ตลอดจนปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีวิต ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การอพยพลี้ภัย ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด การค้าประเวณี ฯลฯ ล้วนแต่มีรากเหง้าของปัญหาหนึ่งร่วมกันคือ ปัญหาความยากจน

หากมองความจริงข้อหนึ่ง คนยากจนไม่ใช่กลุ่มคนที่สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้คราวละมากๆ และอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้าม คนยากจนมักเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยง สังเกตได้จากวิถีชีวิตของคนเผ่าต่างๆ ของโลกที่อาศัยอยู่ในผืนป่ามานานหลายชั่วอายุคน เช่น ทางแถบลุ่มน้ำอะเมซอน กลับใช้ประโยชน์จากป่าเพียงแค่การยังชีพเท่านั้น มิได้สะสมเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายเหมือนเช่นวิถีชีวิตของคนเมือง

หรือหากสังเกตคนยากจนที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในเมือง จะพบว่า พวกเขาจะไม่ยอมทิ้งของอะไรไปง่ายๆ แต่จะเก็บขยะที่เหลือจากการบริโภคทั้งหลายไปขาย เพื่อแลกกับเงินเพียงหยิบมือ เพื่อใช้ซื้อหาอาหารเลี้ยงปากท้องไปวันๆ ซาเล้งทั้งหลายหรือคนที่มีอาชีพเก็บรวบรวมขยะ ถุงพลาสติก ขวดน้ำ กระป๋องอลูมิเนียม เหล็ก ฯลฯ เป็นผู้ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ แม้พวกเขาจะทำเพียงเพราะเป้าหมายในการเลี้ยงชีพ มากกว่าการนึกถึงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี การที่ประชากรมีปริมาณเพิ่มขึ้น ความต้องการแสวงหาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะที่ความสามารถในการรองรับของทรัพยากรธรรมชาติมีปริมาณจำกัด และต้องรอเวลาสำหรับการฟื้นตัว สิ่งนี้คือปัญหาสำคัญ เพราะเมื่ออุปสงค์ไม่สอดคล้องกับอุปทาน ย่อมเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร โดยอาศัยปัจจัยที่สังคมกำหนดค่ามาตราฐานไว้ นั่นคือ "เงิน" ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย คนมีเงินและคนไม่มีเงิน ถ่างกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

และเมื่ออยู่ในสภาพของความไม่มี คนจนจำนวนมากต่างพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตนี้สามารถลืมตาอ้าปากได้บ้าง แม้กระทั่งการหลุดเข้าไปในวงจรของการตัดไม้ทำลายป่า หรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ในลักษณะของการรับจ้างขายแรงงาน เพื่อแลกกับเงินเพื่อประทังชีวิต ดังที่เราเห็นได้จากข่าวสถานการณ์การจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายที่จับได้นั้น จะเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่มีบทบาทเพียงการรับคำสั่งเท่านั้น ยังไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือนายทุนที่ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองได้

รายงานสภาวะประชากรโลก ซึ่งจัดทำโดย กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ พิจารณาคำถามสำคัญที่ว่า เราจะสามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรที่ยากจนในโลกนี้ให้ดีขึ้น โดยที่ยังคงรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยในเวลาเดียวกันได้อย่างไร และกล่าวว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น และความยากจนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ขณะที่ฐานกำลังของทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด จึงเป็นภาระอันหนักอึ้งและท้าทายของผู้วางรากฐานโครงสร้างการพัฒนาประเทศ เพราะไม่ว่าประชาชนจะอยู่ในเมืองหรือในชนบท ต่างก็ต้องการมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ข้อมูลจากเอกสารฉบับเดิมรายงานว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกประมาณ 800 ล้านคนประสบปัญหาภาวะทุพโภชนาการอย่างต่อเนื่อง คนยากจนไม่มีอาหารเพียงพอที่จะประทังชีวิตอยู่ได้ ขณะที่คนร่ำรวยมีการบริโภคเกินขนาด และทิ้งขว้างอย่างฟุ่มเฟือย ไม่รู้คุณค่า ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น ปัญหาขยะที่เพิ่มมากขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ยากจนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในชนบท และที่ห่างไกล ขณะที่อีกร้อยละ 20 อยู่ในเมือง และเกือบทั้งหมดของผู้ยากจนอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา

บทสรุปจากโต๊ะเจรจาโลก

ปัญหาเรื่อง "น้ำ" และ "ความยากจน" เป็นประเด็นที่ผู้แทนจากทั่วโลกให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะถือได้ว่าเป็นบันไดขั้นแรกสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต

เวทีการประชุมว่าด้วยปัญหาแหล่งทรัพยากรน้ำจืด ณ กรุงบอนน์ ซึ่งจัดขึ้นราวเดือนธันวาคม 2001 ที่ผ่านมา สภาเพื่อการดูแลด้านสุขาภิบาลและการจัดการน้ำ (the Water Supply and Sanitation Collaborative Council - WSSCC) ได้แถลงโครงการรณรงค์ Water, Sanitation and Health - WASH เพื่อแสวงหาแนวทางร่วมกันจากแต่ละภาคีในสังคม ผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแก่ชีวิต โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปีค.ศ.2015 ตัวเลขผู้ที่ประสบปัญหาจะต้องลดลงครึ่งหนึ่ง เพื่อที่ผู้คนจะได้มีน้ำสะอาดสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค มีสุขาภิบาลที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการบรรเทาปัญหาความยากจนได้ในระดับหนึ่ง***

จากกรุงบอนน์ สู่โจฮันเนสเบิร์ก เป้าหมายยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้แทนจากทั่วโลกกว่า 170 ประเทศว่า พันธะสัญญาที่มีร่วมกันจะต้องได้รับการนำไปปฏิบัติจริง ที่สำคัญ ในการแก้ปัญหานั้นจะต้องมีเงินลงไป จึงได้มีการถกเถียงกันว่า ควรจะให้เอกชนเข้ามาดำเนินการจัดการ (privatize) กิจกรรมนี้หรือไม่

ข้อสังเกตสำคัญคือ ถ้าให้ภาคเอกชนเข้ามาจัดการ ราคาค่าน้ำจะแพง คนจนจะเดือดร้อนมากขึ้น เพราะจะเป็นเรื่องของการคุ้มทุนหรือไม่คุ้มทุนทันที ขณะเดียวกันอาจเป็นช่องทางให้เกิดการคอรัปชั่นหาประโยชน์จากสัมปทานการจัดการน้ำมากขึ้น

เช่นเดียวกับปัญหาความยากจน ทุกภาคีต่างเห็นด้วยที่จะต้องมีการแก้ปัญหาเรื่องของความยากจน เพราะถ้าแก้ไม่ได้ ปัญหาความยั่งยืนเกิดไม่ได้ จะต้องมีการกระจายความมั่งคงให้เท่าเทียมกันทั่วโลก หากแก้ปัญหาความยากจนได้ โลกจึงจะเกิดความยุติธรรรม และเกิดความยั่งยืนทั้งด้านการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม

โดยเกณฑ์ที่วัดว่ายากจนหรือไม่ ให้ดูที่รายได้ $ 2 / คน - วัน หรือประมาณ 85 บาท / คน - วัน โดยมีการพยายามตั้งเป้าว่าจะลดจำนวนคนจนให้ลงได้ 50 % ภายใน 48 ปีข้างหน้า หรือปีค.ศ.2050 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งเป้าตามนี้ สหรัฐอเมริกาดูจะไม่เห็นด้วยกับเป้านี้นัก บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถึงตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์ และรัฐบาลอเมริกายังประกาศว่า ตนเองเป็นประเทศที่ลงทุนมากที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจน

อย่างไรก็ดี มีประเด็นแย้งจากประเทศที่ร่ำรวยว่า ทำไมเขาจะต้องถูกบังคับให้จนลง ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศที่จนนั้นไม่ได้หมายความว่า ประเทศรวยต้องจนลง แต่เป็นเพียงการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มประเทศ 2 กลุ่มนี้ เพื่อที่จะทำให้ประเทศยากจนมีโอกาสในการพัฒนาเพิ่มได้มากขึ้น ดังที่ได้กล่าวไว้ใน Plan of Implementation ว่า ขอให้ประเทศที่ร่ำรวยเพิ่มความช่วยเหลือต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการกำหนดตัวเลข 0.7 % ของ GNP (Gross National Product) แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนว่า ประเทศร่ำรวยยินดีจะให้เงินจำนวนนี้หรือไม่ และมีมาตราการอะไรในการจัดสรรเงินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป

ในโลกของความจริง

ข้อมูลจากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน รายงานว่า ผู้คนชาวแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแปรรูปกิจการน้ำประปาและไฟฟ้า ซึ่งคนจนไม่อาจเข้าถึงสาธารณูปโภคดังกล่าวได้ คนจนถูกลดการจ่ายน้ำและถูกตัดไฟฟ้าไปเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศโบลิเวีย ผู้คนในเมืองได้รับผลกระทบจากการแปรรูปน้ำของรัฐบาล ซึ่งมอบหมายให้บรรษัทต่างชาติดูแล ส่งผลให้ราคาค่าน้ำสูงขึ้น ซ้ำร้ายค่าน้ำที่ต้องจ่ายนั้นเป็นเงินถึง 1 ใน 3 ของรายได้ของครอบครัว และเมื่อคนจนไม่สามารถจ่ายค่าน้ำได้ ในที่สุดก็จะถูกตัดน้ำ ไม่มีน้ำใช้****

จากรายงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเด็นความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นหากไม่มีการวางแผนการจัดการที่เป็นธรรม

ทุกวันนี้ ผู้คนในประเทศยากจน จะต้องจ่ายค่าน้ำมากกว่ารายได้ของพวกเขา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แน่นอนว่า คนจนก็จะยิ่งจนลง และห่างไกลการเข้าถึงโอกาสในการได้รับสาธารณูปโภคพื้นฐานของชีวิตมากขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ ความหวังของสังคมโลกจะเป็นจริงได้อย่างไร

เอกสารอ้างอิง
  • Citizen's Handbook on Environmental Protection. Water Management. Philippines : Cover & Pages, 1999.
  • Footprints and Milestones : Population and Environment Change. Denmark : Phoenix-Trykkeriet, 2001.
  • Richard Jolly, Words into Action. South Africa : Faircount, 2002.
  • คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน. เอกสารเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ในช่วงที่มีการประชุม สุดยอดผู้นำโลก ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 4 กันยายน 2545.
*Citizen's Handbook on Environmental Protection. Water Management (Philippines : Cover & Pages, 1999) , p 78.
**Footprints and Milestones : Population and Environment Change (Denmark : Phoenix-Trykkeriet, 2001).
***Richard Jolly, Words into Action (South Africa : Faircount, 2002) p.101.
****หนึ่งในเอกสารเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ในช่วงที่มีการประชุมสุดยอดผู้นำโลก ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม - 4 กันยายน 2545 โดย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน