การพัฒนาที่ยั่งยืน :
การท้าทายของการบูรณาการระหว่างโลกาภิวัฒน์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์
ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมภาคสนาม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
26 ตุลาคม 2545

เมื่อการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโจฮันเนสเบิอร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ปิดฉากลง คำถามสำคัญต่างๆ มากมายเริ่มทยอยเข้าสู่วงสนทนาในสังคมเป็นระยะ หลายความคิดเห็นทีเดียวที่มองว่า การประชุมครั้งนี้ไม่มีอะไรใหม่ ซ้ำร้ายดูเหมือนว่าหลายเรื่องจะเป็นการเดินถอยหลังลงคลองเสียมากกว่า ขณะที่ความคิดเห็นอีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า การประชุมที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปาหี่ทางการเมืองระดับโลก ไม่มีใครยอมเสียผลประโยชน์ให้ใครโดยง่าย ขณะที่ความคิดเห็นอีกกลุ่มหนึ่งยังมีความเชื่อว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่จะต้องมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่สำคัญจะต้องมีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มิใช่เพียงแค่การเดินทางบนหน้ากระดาษเท่านั้น

มีข้อสังเกตประการหนึ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่มุมหนึ่งของโลกกำลังเรียกร้องแสวงหาแนวทางเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่อีกมุมหนึ่งของโลกกลับมีการแสดงนัยให้ชาวโลกรับทราบว่า "สงคราม" คือเครื่องมือที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาจะใช้ห้ำหั่นประเทศอิรัก ที่อเมริกาถือว่าเป็นฝ่ายอธรรม

การประกาศสงครามในช่วงเวลาที่ผู้นำของโลกทั้ง 180 กว่าประเทศ ประกาศเห็นพ้องต้องกันว่า สันติภาพ ความมั่นคง และความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่การกระทำเช่นนี้ประหนึ่งเป็นการปฏิเสธและเหยียดหยามต่อเป้าหมายของการอภิวัตต์โลกาให้ยั่งยืนใช่หรือไม่ และในขณะเดียวกัน ก็ชี้ให้เห็นว่า สภาวะและกระบวนการโลกาภิวัฒน์มิได้นำพาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเลย

จุดเด่นหรือโอกาสที่เราได้รับจากกระแสความเปลี่ยนแปลงแห่งสหัสวรรษนี้ หลายท่านคงทราบดีอยู่แล้ว เพราะนี่เองที่ทำให้วิถีชีวิตของคนทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจการค้า การลงทุน ทั่วโลกสามารถส่งผ่านข้อมูลข่าวสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมิได้ถูกจำกัดโดยพรมแดนทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่สะดวกสบายกว่าในอดีต

อย่างไรก็ดี เหรียญมีสองด้านฉันใด อีกด้านหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัฒน์ก็มีอีกด้านหนึ่งฉันนั้น นั่นคือ เมื่อมี "โอกาส" (Opportunity) อีกด้านหนึ่งก็คือ "ความท้าทาย" (Challenges) ซึ่งท้าให้ประชาคมโลกคิดค้นหาทางแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นจากโอกาสนั้นเอง ที่สำคัญกว่านั้น ความท้าทายดังกล่าวนี้ดูเหมือนจะหนักหน่วงและหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าโอกาสที่ได้รับจากกระแสโลกาภิวัฒน์เสียอีก

ความท้าทายต่อการสร้างกลไกจัดการปัญหาที่เกิดจากการพัฒนานี้เอง ที่เป็นนัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำของประเทศต่างๆ จากทั่วโลกมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงในแต่ละเวทีสำคัญระดับโลก เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางและมาตรการร่วมกันในการแปรความท้าทายให้เป็นโอกาสในการใช้พัฒนาสู่วิถีทางแห่งความยั่งยืน

กลไกสู่ความท้าทาย

ผลสรุปอย่างหนึ่งของเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่โจ"เบิร์กคราวนี้ มีเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ นั่นคือ ปฏิญญาโจฮันเนสเบิอร์ก ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Political Declaration of WSSD)ซึ่งเทียบได้กับปฏิญญาริโอ (Rio Declaration) เอกสารที่สองคือ แผนปฏิบัติการเพื่อการนำไปใช้(Plan of implementation) ซึ่งเทียบได้กับแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) หากแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีหลักไมล์เริ่มต้นที่กรุงสต๊อกโฮล์ม ก้าวสู่ริโอ เดอ จาเนโร และมุ่งหน้าตรงมาที่เวทีโจ'เบิร์กนี้ มีสเน่ห์แตกต่างกันออกไปในแต่ละเวทีคือ การให้ความหมายกับแก่นหรือสาระเพื่อนำไปสู่วิถีทางแห่งการปฏิบัติสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และจริงจังมากกว่ากันนั่นเอง

หากมองบนพื้นฐานของความจริง จะพบว่าแผนปฏิบัติการฯ (Plan of Implementation) ที่โจ' เบิร์กนี้ นำเสนอแนวคิดและปรัชญาเหมือนเช่นแผนปฏิบัติการ 21 แต่สิ่งสำคัญคือ ยังไม่ลึก (radical) เท่า และหากเราดูผลจากสิ่งที่เป็นข้อความ (statement) จะพบว่า เนื้อหาสาระในแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) มีเนื้อหาสาระชัดเจนดีกว่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นแม่แบบ หรือพิมพ์เขียว (blueprint) ของโลกที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของแผนปฏิบัติการฯ (Plan of Implementation) เป็นการเน้นย้ำและร้องเตือนให้พวกเราได้พยายามนำข้อตกลงที่เคยเจรจากันไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้วมาปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น

เนื้อหาสาระประการหนึ่งที่เน้นย้ำในแผนปฏิบัติการฯ คือ กลไกในการนำไปสู่การปฏิบัติ (Means of Implementation) โดยมุ่งเน้นบทบาทและหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของสหประชาชาติ หรือในระดับนานาชาติ ระหว่างประเทศ หรือองค์กรภาคพื้น และรัฐบาลของทุกประเทศ ตลอดจนประชาสังคมอื่นว่า แต่ละประเทศต้องมีกลไกการปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับคนทั้งมวล

แนวคิดที่ระบุในเงื่อนไข (condition) ที่จะให้มีการจัดตั้งองค์กร หน่วยงาน ซึ่งสามารถส่งเสริมและสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริงนั้น ประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment - FDI) เป็นต้นว่าการดึงทรัพยากรด้านเงินทุนจากต่างประเทศมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในกระแสโลกาภิวัฒน์คงปฏิเสธได้ยากนั้น คือเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในประเด็นนี้ ต้องย้อนมาพิจารณาว่า โครงสร้าง กลไก นโยบายในประเทศมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับหรือไม่ในการควบคุมติดตามผล เพื่อมิให้เกิดภาวะการครอบงำจากบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย ดังเช่นกรณีห้างสรรพสินค้าข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ยึดครองตลาดจนส่งผลให้วัฎจักรชีวิตของร้านค้าขนาดเล็กต้องล่มสลาย ซึ่งหากไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจในประเทศอย่างแน่นอน

ถ้าหากว่ามีการสนับสนุนการไหลเวียนของการลงทุนจากต่างชาติ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงกลไก (mechanism) ของการลงทุน หรือความพร้อมของแต่ละประเทศ ย่อมจะเป็นการเปิดโอกาสให้การเอารัดเอาเปรียบในเวทีการค้ายังคงดำเนินอยู่ ถ้าหากมีการลงทุนข้ามชาติในลักษณะอย่างนี้ แม้ว่าในเนื้อหาจะเป็นแนวคิดในการพยายามให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดในการตัดสินใจสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้มีการสร้างความมั่นใจได้ว่า กลไกของแต่ละประเทศ หรือแนวทางของแต่ละประเทศจะมีความสามารถในการรองรับการลงทุนนั้นหรือไม่ อันนี้เป็นตัวคิดสำคัญ

ข้อน่าคิดอีกประการหนึ่งในการประชุมครั้งนี้ คือ ความล้มเหลวของข้อเรียกร้องของประเทศกำลังพัฒนา ที่ให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งพบว่าหลังจากที่มีการเจรจาต่อรองแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วยินยอมที่จะให้ตัวเลขเพียง 0.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเท่านั้น โดยยังไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะทำให้ประเทศเหล่านั้นทำตามข้อเรียกร้องหรือจะใช้เงินกองทุนนี้ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งลักษณะการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้าไปทำหน้าที่ส่งเสริมประเทศที่กำลังพัฒนาในด้านของโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งสำคัญที่ยังไม่เห็นและไม่แน่ใจก็คือ กลไกนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เหมาะสมหรือไม่ และจะมีการจัดตั้งและดูแลประสานงานกันอย่างไร ประเด็นนี้ยังไม่มีความแน่นอน ต้องถามหาความชัดเจนจากคณะกรรมการระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนของแต่ละประเทศ

การพัฒนาที่ยั่งยืน VS กระแสโลกาภิวัฒน์

บทบาทของประเทศกำลังพัฒนาที่มีต่อกระแสโลกาภิวัฒน์นั้นยังไม่เด่นชัดนักในเวทีการเจรจาระดับโลก ทำอย่างไรถึงจะเสริมสร้างบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาได้มากกว่านี้ สิ่งสำคัญที่ต้องกลับไปทบทวนคือ นโยบาย ยุทธศาสตร์ และกลไกระดับชาติ มีรองรับการพัฒนากระแสโลกาภิวัฒน์มากน้อยเพียงใด เช่น กรณีการค้าของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งใช้ช่องทางของทุนนิยมเสรี หรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยภาคเอกชน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องให้ความสำคัญและจัดสร้างกลไกที่เป็นรูปธรรมมารองรับ ส่วนในระดับนานาชาติ อาจจะแสดงออกมาในรูปของการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างประเทศในแถบภูมิภาค เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งและอำนาจในการต่อรองมากขึ้น

ประเด็นการสร้างเสริมศักยภาพ (Capacity Building) คือแนวคิดหนึ่งที่ต้องการให้แต่ละประเทศสามารถสร้างกลไกการพัฒนาศักยภาพให้กับระดับท้องถิ่นของตนเอง เพราะในกระแสการพัฒนาโลกาภิวัฒน์เป็นเรื่องของการแข่งขันเสรี บริษัทเล็กๆ ในท้องถิ่น จะมีโอกาสแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างไรนั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีกลไกที่จะช่วยผลักดันให้แนวคิดการเสริมสร้างศักยภาพในระดับท้องถิ่นเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น ดังนั้น แนวคิด "ธรรมาภิบาลด้านเศรษฐกิจโลก" (Global Economic Governance) ซึ่งเสนอในแผนปฏิบัติการฯ (Plan of Implementation) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสร้างความเป็นธรรมในการค้าการขายในระดับโลก แต่ปัญหาคือ ประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถผนึกพลังในการสร้างตัวชี้วัดและการตรวจสอบพฤติกรรมการค้าขายของบรรษัทข้ามชาติหรือประเทศที่ร่ำรวยกว่าได้หรือไม่

หากถามว่า ในระดับประเทศ นโยบายที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริงมีไหม มี กลไกอะไรที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ การลงทุน การจัดการเกี่ยวกับบุคลากร โครงสร้าง และยุทธศาสตร์ เช่น มีการจัดตั้งองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลโครงการใหญ่ๆ หรือโครงการระดับท้องถิ่นว่าโครงการดังกล่าวสามารถสร้างความยั่งยืนหรือความยับเยินให้กับประเทศ

จึงเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐในทุกภาคส่วน จะต้องเร่งสร้างกรอบโครงร่าง (framework) เพื่อผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ยังไม่มีกลไกรองรับเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากนัก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแม่บทที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ก้าวหน้ามากที่สุดฉบับหนึ่ง

ดังนั้น สภาแห่งชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย หรือ Thai National Council for Sustainable Development - NCSD (ซึ่งทราบว่า กำลังจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น และนายกรัฐมนตรี (คุณทักษิณ) ปรารภว่า จะนั่งเป็นประธานเองนั้น) จึงรับหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกหลักที่จะผลักดันวิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ชัดเจนมากขึ้น โดยรับบทบาทในการกำหนดทิศทาง นโยบาย วิสัยทัศน์ และจัดวางยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่จะส่งเสริมสนับสนุน กิจกรรมและองค์กรสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และที่สำคัญควรจะเกิดจากองค์ประกอบของภาคีต่างๆ ในสังคม เพราะหนทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น มิใช่ภาระหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใด แต่เป็นของทุกคนในสังคมร่วมกัน และในขณะเดียวกันยังต้องมีบทบาทที่จะยับยั้ง ทบทวนนโยบาย ยุทธศาสตร์ กระบวนการ และเป็นต้นโครงการใหญ่ๆ ที่มีแนวโน้มเกิดความยับเยินได้

สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ดังที่ได้กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการฯ (Plan of Implementation) ที่กล่าวไว้ว่า ก่อนปี 2005 ทุกประเทศต้องสามารถที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ในระดับประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเริ่มนำไปปฏิบัติก่อนปี 2005

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ National Report หรือรายงานวาระแห่งชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่แต่ละประเทศต้องเสนอต่อกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN Commission on Sustainable Development) เป็นระยะนั้น ไม่ใช่กระทำขึ้นเพื่อพิธีกรรม แต่นัยสำคัญคือ เป็นการรายงานที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ การประเมิน และประมวลงานที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเป้าไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธี ตลอดจนนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ข้อน่าคิดที่อยากฝากไว้คือ กลไกการปฏิรูประบบราชการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารงาน ก่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความคล่องตัวในการทำหน้าที่รับใช้ชาติบ้านเมืองและประชาชน และเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงได้หรือไม่ หรือกลไกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่เขย่า (อีกครั้ง) เท่านั้นหรือ สันติภาพ ความสงบสุข และความมั่นคง : หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการฯ (Plan of Implementation) แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างของสถาบันระดับต่างๆ ของประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง โดยมีแนวคิดของธรรมาภิบาล เป็นกลไกสำคัญเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพ ความสงบสุข และความมั่นคงสู่หนทางที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

การประกาศสงครามระหว่างสองประเทศคือ สหรัฐฯ และอิรัก เป็นสัญญาณบอกเหตุถึงภัยอันตรายที่พร้อมจะบังเกิดขึ้นจากการใช้กำลังเข้าประหัตประหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ และที่สำคัญถือได้ว่า เป็นการสร้างความชะงักงันต่อวิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืนยิ่งนัก

ปฏิญญาริโอว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ได้แสดงแนวคิดไว้อย่างชัดเจนว่า ภาวะสงคราม เป็นสิ่งทำลายล้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศต่างๆ ควรเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้ความคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางอาวุธ และควรร่วมมือกันเพื่อให้กฎหมายดังกล่าวมีผลต่อไป

ดังนั้น สันติภาพ การพัฒนา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้

สิ่งสำคัญที่ประชาคมโลกควรตั้งกระทู้ถามคือ ความจริงใจและจริงจังต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริงของประเทศมหาอำนาจนั้นมีจริงหรือไม่ และอยู่ที่ใด

บทส่งท้าย

แม้เวทีการประชุมจะปิดฉากลง พร้อมกับคำถามต่างๆ มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราควรให้ความสำคัญคือ การแปรแผนสู่การปฏิบัติจริง โดยกระทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ย่อมจะเป็นการสั่งสมความพร้อมเพื่อยืนหยัดในกระแสธารแห่งโลกาภิวัฒน์ได้อย่างสมเกียรติภูมิ ขณะเดียวกัน การตระหนักถึงความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น (Localization) เป็นต้นในด้านของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง เพื่อแสวงหาการบูรณาการที่ผสมผสานระหว่างความเป็นโลกาภิวัฒน์กับเอกลักษณ์ท้องถิ่นให้ได้อย่างลงตัวยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือ ความพยายามในการถอดกรอบแนวคิดของการพัฒนาโลกาภิวัฒน์ สู่การปฏิบัติจริงในแต่ละท้องถิ่น ย่อมจะเป็นการสร้างเสริมฐานรากของวิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ขณะเดียวกัน หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงสำหรับหลายทศวรรษต่อไปนั้น ถ้าหากขาดการพัฒนามิติทางด้านจิตวิญญาณ (Spirituality) หรือการพัฒนาที่เน้นเฉพาะด้านกายภาพและความร่ำรวยด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืนก็เป็นเพียงแค่ คำประกาศ (Declaration)