กระทงโฟมหรือธรรมชาติ

.....อย่างไหนก็ทำลายสิ่งแวดล้อม

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สุวมรินทร์ จักษุจินดา

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย


หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 17 พฤศจิกายน 2545
ถ่ายภาพโดย อภินันท์ บัวหภักดี

เทศกาลลอยกระทงปีนี้ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังคงออกมายืนยันการเชิญชวนให้ประชาชนใช้กระทงโฟม โดยอ้างว่าสามารถเก็บทำความสะอาดได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปใช้ใหม่หรือรีไซเคิลใช้ถมถนนและเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ด้วย

เป็นเรื่องจริงที่กระทงโฟมนั้นไม่จมน้ำจึงสามารถจัดเก็บได้ง่าย

เป็นเรื่องจริงที่โฟมสมัยนี้ไม่ได้ผลิตโดยใช้สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน หรือ ซีเอฟซี (CFCs) ซึ่งทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนอีกแล้ว

และเป็นเรื่องจริงที่โฟมนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปใช้ใหม่ได้

การใช้โฟมจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายคนวิตก…จริงหรือ

โฟมที่นำมาใช้ประดิษฐ์เป็นกระทงนั้น ผลิตจากพลาสติกประเภทโพลิสไตรีน (PS) การผลิตโฟม PS ชนิดแผ่น ทำโดยการหลอมเรซินเม็ดเล็กๆ ซึ่งก็คือโพลิสไตรีน และทำให้ฟูและเบาด้วยสารขยายตัวประเภทไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเดิมใช้สารซีเอฟซีเป็นหลัก แต่เนื่องจากสารซีเอฟซีนี้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาก ปัจจุบันจึงได้หันมาใช้ก๊าซเพนเทน หรือบิวเทน แทน จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับชั้นโอโซนโหว่อีกต่อไป

แม้การผลิตโฟม PS จะไม่ได้ใช้สารซีเอฟซีแล้ว แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ยอมรับบรรจุภัณฑ์นี้ เพราะย่อยสลายทางชีวภาพไม่ได้ โฟมชนิดนี้มักนำไปทำลายโดยใช้ถมที่หรือเผาทิ้ง เนื่องจากโฟมมีคุณสมบัติเฉื่อยและแตกง่าย จึงไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำในดิน แต่ถ้าเผาจะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารเคมีอื่นๆ

ในเมื่อคนบางกลุ่มยังทำใจยอมรับการใช้โฟมไม่ได้ วิธีที่พอจะช่วยบรรเทาก็น่าจะเป็นการนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิล

ข้อมูลจากศูนย์แลกเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า โฟม PS สามารถนำมารีไซเคิลได้ ด้วยการบดให้มีขนาดเล็กแล้วนำกลับเข้ากระบวนการหลอมโดยผ่านสกรูความร้อน (screw extrusion) หรือบดอัดทำให้เป็นก้อน เพื่อให้กลายสภาพเป็นพลาสติก PS อีกครั้ง แล้วนำมาผลิตเป็นสินค้าพลาสติกทั่วไป เช่น กล่องดินสอ แผ่นกันลื่น ไม้แขวนรองเท้า จานรองแก้ว ตลับเทปเพลง ม้วนวีดีโอเทป ไม้บรรทัด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาบดให้มีขนาดใกล้เคียงกับเม็ดโฟมใหม่แล้วนำกลับไปใช้ผสมกับเม็ดโฟมใหม่ในกระบวนการผลิตซ้ำได้อีก หรือนำมาเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานผลิตไฟฟ้าก็ได้

ถามว่าเมืองไทยพร้อมไหมกับการรีไซเคิลโฟม

สถิติขยะโฟมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 ถึงปัจจุบัน มีข้อมูลว่า ในแต่ละปีมีขยะโฟมมากถึง 15,000 ตัน หรือประมาณ 2,900 ล้านชิ้น ในจำนวนนี้เป็นโฟมที่นำมารีไซเคิลเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น จึงมีศักยภาพในการนำโฟม กลับมารีไซเคิลได้อีกมหาศาล

ปัญหาสำคัญในการรีไซเคิลโฟมอยู่ที่เรื่องความสะอาด โฟมที่จะนำมารีไซเคิลได้นั้นต้องมีความสะอาดสูง แต่โฟมส่วนใหญ่ในบ้านเรานั้นมักใช้กันในรูปภาชนะบรรจุอาหารซึ่งเมื่อผ่านการใช้แล้วจะเปื้อนคราบน้ำมันและคราบสกปรกอื่นๆ การจะนำมารีไซเคิลจึงต้องผ่านขั้นตอนคัดแยก ทำความสะอาด ไม่ให้มีคราบสกปรกเปียกชื้น ปัจจุบันกระบวนการรีไซเคิลโฟมใช้โฟมเหลือทิ้ง (ที่ไม่ได้มาตรฐาน) จากโรงงานและโฟมประเภทที่ใช้กันกระแทกในบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องไฟฟ้า ซึ่งเป็นโฟมที่สะอาดและไม่ถูกกองทิ้งรวมกับขยะประเภทอื่น มาแปรรูปใช้ใหม่

นอกจากนั้นกระบวนการจัดเก็บโฟมซึ่งมักจะมีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา ทำให้ต้นทุนการขนส่งค่อนข้างจะสูงกว่าพลาสติกประเภทอื่น รถบรรทุก 1 คัน บรรทุกโฟมได้เพียง 200-300 กิโลกรัมต่อเที่ยว เทียบกับการบรรทุกกระดาษ ขวดแก้ว หรือขยะอื่นๆ ได้อย่างน้อย 2-3 ตันต่อเที่ยว สรุปเสียค่าน้ำมัน ค่าแรงงานคน เมื่อบวกกับเทคโนโลยีการรีไซเคิลโฟมซึ่งมีราคาหลายสิบล้านต่อชุด ทำให้การลงทุนอาจไม่คุ้ม

คราวนี้กลับมาพูดเรื่องลอยกระทงกันใหม่

หลังวันลอยกระทงปี 2542 สำนักรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร เก็บกระทงที่ลอยในแม่น้ำได้ 780,000 ใบ เป็นกระทงโฟม 10,000 ใบ หรือร้อยละ 1.3 ของกระทงทั้งหมด กระทงโฟมพวกนี้ถูกนำไปฝังกลบอยู่ในหลุมขยะบางพลีและกำแพงแสน ปล่อยให้ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้เวลานานนับร้อยๆ ปี

ข้อมูลล่าสุดปี 2544 กรุงเทพมหานครเก็บกระทงได้ทั้งหมด 690,000 ใบ เป็นกระทงธรรมชาติ 560,000 ใบ กระทงโฟม 130,000 ใบ หรือเกือบร้อยละ 19 ของกระทงทั้งหมด โดย กทม. นำส่งโรงงานรีไซเคิลโฟมทั้งหมด จะเห็นว่า กระทงโฟมเพิ่มจากสองปีก่อนเป็นสิบเท่าตัว ซึ่งแสดงว่า คน กทม. หันมาใช้กระทงโฟมกันอีกหลังจากที่เคยเปลี่ยนทัศนคติหันไปใช้วัสดุธรรมชาติแทนแล้ว

แต่เมื่อพูดถึงภาพรวมของโฟมโดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่กระทงโฟมแล้ว ในเมื่อยังทำลายหรือกำจัดให้ดีๆ ไม่ได้ และการรีไซเคิลในประเทศก็ยังทำได้ไม่ดี การควบคุมการใช้โฟมจึงเป็นสิ่งจำเป็น มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ถ้าไม่ใช้กระทงโฟม แล้วหันมาใช้กระทงธรรมชาติ ก็ใช่ว่าจะหมดปัญหาไป

กระทงธรรมชาติที่เราลอยกันไป เมื่อจมลงสู่น้ำ ทำให้เก็บลำบาก เก็บได้ไม่หมด กระทงเหล่านี้เมื่อทำจากวัสดุธรรมชาติก็ต้องย่อยสลายตามธรรมชาติได้ ซึ่งก็เหมือนขยะอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้น การปล่อยให้กระทงธรรมชาติจมน้ำ ก็เท่ากับการทิ้งขยะลงน้ำ ซึ่งทำให้น้ำเน่าได้เหมือนกันนั่นเอง

น่าแปลกใจที่เรารณรงค์กันทั้งปีไม่ให้ทิ้งขยะลงน้ำ แต่พอถึงวันลอยกระทง เรากลับลืมสิ่งที่เราตั้งใจทำกันมาตลอด

ประเพณีการลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย เพื่อให้ความเคารพบูชาและขอบคุณน้ำที่อำนวยประโยชน์ต่างๆ ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมทั้งเป็นการขอขมาที่มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์หรือทำความเสียหายแก่น้ำ เช่น ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงน้ำ และการลอยกระทงยังมีความสำคัญและมีคุณค่าอื่นๆ อีกในหลายด้าน ทั้งการที่สมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยแต่โบราณ

ดังนั้น หากเรายังคงต้องการรักษาวัฒนธรรมประเพณี แต่ก็ไม่อยากทำร้ายแม่น้ำของเรา เราอาจจะลองประดิษฐ์กระทงใหญ่ที่ใช้ลอยร่วมกัน ซึ่งนอกจากเก็บได้ง่ายแล้ว ยังลดการผลิตขยะจำนวนมาก หรือทางภาครัฐอาจจะลองจำกัดเขตหรือพื้นที่สำหรับการลอยกระทงไว้ในที่ซึ่งกำหนดไว้โดยเฉพาะ ก็จะลดหรือบรรเทาปัญหากระทงทำลายสิ่งแวดล้อมไปได้ไม่มากก็น้อย

ลอยกระทงปีนี้ ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้างก็ไม่เลวนะ