จาก "โจฮันเนสเบอร์กซัมมิท" สู่ "โซเวโต"

ดร.สมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง เรื่อง/ภาพ
18 พฤศจิกายน 2545

ดิฉันโชคดีได้ไปร่วมประชุม "โจฮันเนสเบอร์กซัมมิท" และได้ไปเยือน "โซเวโต" ด้วย จึงขอถือโอกาสเล่าสู่กันฟังค่ะ

จะแปลกใจไหมคะถ้าจะบอกว่าที่จริงแล้วการประชุมสุดยอดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนครั้งนี้ไม่ได้จัดที่ตัวเมือง "โจฮันเนสเบอร์ก" ตามชื่อซัมมิทจริงๆ หรอก แต่จัดในหลายพื้นที่รอบๆ ตัวเมืองโจฮันเนสเบอร์ก...ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เอาเข้าจริงแล้ว "ความขัดแย้ง" ในประเทศแอฟริกาใต้มีมากมายกว่าเรื่องชื่อของซัมมิทนี้อีกมาก นี่คือเรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังค่ะ

ว่าด้วย...."ภูมิรัฐศาสตร์" ของการจัดประชุม
แกนของการประชุมสุดยอดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้คือ ศูนย์การประชุมแซนด์ตัน ซึ่งอยู่ชานเมืองโจฮันเนสเบอร์กไปทางเหนือ เป็นที่ที่คณะผู้แทนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติมาประชุมกัน ตึกนี้สวยงามประณีต มีการจัดวางผังอาคารและการตกแต่งภายในอย่างดี มีห้องประชุมขนาดใหญ่และมีอุปกรณ์การประชุมอย่างวิเศษ แถมยังมีงานศิลปะของแอฟริกาประดับอย่างดูดีมีรสนิยม มีทางเดินลอยเหนือจากพื้นถนนเชื่อมระหว่างตึกนี้กับแหล่งช็อปปิ้งที่หรูที่สุดของที่นี้ชื่อ "แซนด์ตันซิตี้" ในแซนด์ตันซิตี้เองก็มีบริเวณที่เรียกว่า "มอลธนาคาร" หรือ Bangking Mall เพราะมีธนาคารมากมายเรียงรายอยู่

บริเวณโดยรอบอาคารกลุ่มนี้ล้วนเป็นธนาคารระดับบิ๊กๆ ของประเทศและของทวีปแอฟริกา สรุปว่าที่นี่สวย สง่างาม ฝีมือก่อสร้างก็ประณีต ถนนหนทาง ภูมิทัศน์ก็เจริญหูเจริญตา เทียบไปก็คือย่าน "ถนนสาทร" ของเรา แถมยังเรียบหรูดูดีกว่าย่านการเงิน Wall Street ของสหรัฐเสียอีก

ไม่ว่าจะเป็น บิล คลินตัน ไมเคิล แจ็คสัน หรือ พาวาร็อตติ เมื่อไปเยือนแอฟริกาใต้ก็ไปพักที่โรงแรมหรูในย่านแซนด์ตันนี้เอง

แต่คนที่มาร่วมประชุมซึ่งคาดว่ามีมากถึง 60,000 คนนี้ไม่ได้มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ยังมีองค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ "เอ็นจีโอ" ร่วมด้วย การประชุมของคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จัดอยู่ตามที่ต่างๆ ที่หรูหราน้อยลดหลั่นกันลงไป เช่นที่ "อูบุนทู" ซึ่งเป็นบริเวณกว้างที่ติดกับสโมสรกีฬาแห่งหนึ่ง โดยจัดให้เป็นอาคารที่ประชุมชั่วคราว มีร้านค้าย่อยๆ เรียงรายขายของพื้นเมืองเพิ่มสีสันให้กับการประชุม

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ของเขาที่ เมืองเพรทโทเรีย (Pretoria) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและไกลออกไปทางเหนือ 5-60 กิโลเมตร และยังมีการประชุมเรื่องน้ำที่โดมน้ำหรือ Water Dome ซึ่งเข้าใจว่าอยู่ภายใต้กระทรวงน้ำของเขา ตำแหน่งของสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ห่างกันไม่น้อยกว่า 30 นาทีนั่งรถ

ปรากฏว่าเขาจัดให้การประชุมของเหล่าเอ็นจีโอไปอยู่ที่ศูนย์กีฬาที่นาซาเรค ไกลออกไปทางใต้ของตัวเมืองโจฮันเนสเบอร์ก ขณะที่แซนด์ตันอยู่ไกลออกไปทางเหนือของโจฮันเนสเบอร์ก มีคนสงสัยว่าเขาอาจตั้งใจจัดให้อยู่ห่างๆ กัน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้ยินเสียงของเอ็นจีโอได้อย่างไร ต่างฝ่ายต่างพูดกันเองอยู่อย่างนี้แหละค่ะ

แต่เพื่อความเป็นธรรมกับผู้จัดก็ต้องเล่าด้วยว่า ที่ชั้นล่างของศูนย์ประชุมแซนด์ตัน เขาจัดห้องหนึ่งให้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมที่เรียกว่า "กลุ่มหลัก" หรือ Major Groups ซึ่งก็หมายถึงเอ็นจีโอกลุ่มต่างๆ นั้นเอง แต่การประชุมต่างๆ ของเหล่าเอ็นจีโอจะอยู่ที่นาซาเรคเป็นหลัก

ทำไมเขาไม่จัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ที่ตัวเมืองโจฮันเนสเบอร์ก หรือที่คนท้องถิ่นเองเรียกว่า "โจเบอร์ก" บ้าง "โจซซี่" บ้างเสียเลยล่ะคะ ?

ตอบตรงๆ ก็คือ คงกลัวว่าถ้าจัดที่นั่น ก็จะไม่มีคนไป !!

เพื่อนชาวแอฟริกาใต้บอกดิฉันเมื่อเราพบกันที่บาหลีในการประชุมเตรียมการสำหรับซัมมิทนี้ว่าโจฮันเนสเบอร์กหน้าตาเหมือนนิวยอร์ก เมื่อมาได้เห็นด้วยตัวเองก็รู้ว่าเพื่อนไม่ได้พูดไกลเกินจริงเลย เมืองนี้สวยด้วยตึกสูงแบบที่ทำให้นึกถึงแมนฮัทตันใจกลางของนครนิวยอร์ก เสียแต่ว่าที่โจฮันเนสเบอร์กนี้มีอาชญากรรมมาก แหล่งข่าวเล่าให้ฟังว่าโรงแรมคาร์ลตันซึ่งเป็นตึกสูง 52 ชั้นและสูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวจะขึ้นไปดูวิวเหมือนที่ตึกเอ็มไพร์เสตทในนิวยอร์กต้องปิดกิจการเพราะไม่มีใครยอมมาพัก

แผ่นพับและหนังสือนำเที่ยวทั้งหลายต้องเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังตัว อย่าถือกล้องถ่ายรูปเดินถนน และห้ามสวมใส่เพชรนิลจินดา แม้จะมีทองหยองมากมายแค่ไหนก็ให้อดใจเอาไว้ห้ามเอามาใส่อวดกัน นี่ก็เป็นเรื่อง "ขัดแย้ง" อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ เพราะแอฟริกาใต้มีชื่อเสียงเรื่องการทำเหมืองทองและเพชร ว่ากันว่าทองกว่าร้อยละ 40 ในตลาดโลกมาจากบริเวณนี้

เพื่อนชาวแอฟริกาใต้เล่าว่า รัฐบาลเตรียมตำรวจในเครื่องแบบไว้ถึง 85,000 คน สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จำนวนตำรวจยังมากกว่าคนเข้าประชุมเสียอีก รวมทั้งมีโทรทัศน์วงจรปิดไว้ตามสี่แยกต่างๆ เพื่อกวดจับอาชญากร เมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้เองมีการย้ายตลาดหุ้นของโจฮันเนสเบอร์กมาอยู่ที่แซนด์ตันซึ่งทำให้แซนด์ตันเป็นย่านการเงินของที่นี่อย่างสมบูรณ์

ถ้าเราวิเคราะห์ถึงตำแหน่งสถานที่ตั้งของการจัดประชุมครั้งนี้กันเล่นๆ จะเห็นได้ว่าที่ประชุมหลักที่สหประชาชาติเลือกสำหรับซัมมิทนี้เป็นย่านศูนย์กลางการเงิน เป็นย่านที่คนมีเงินย้ายออกจากโจฮันเนสเบอร์กขึ้นไปชานเมืองทางเหนือ ขณะที่สถานที่ที่จัดให้เอ็นจีโอนั้นอยู่ออกไปทางใต้ใกล้กับ "โซเวโต"

"โจฮันเนสเบอร์ก"กับ "โซเวโต": ใกล้แสนใกล้ ไกลแสนไกล
"โจฮันเนสเบอร์ก" เองเริ่มมาจากเป็นที่ชุมนุมของนักขุดทองตั้งแต่ประมาณร้อยปีที่แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังมีการทำเหมืองทองอยู่รอบๆ เมือง โดยเราจะเห็นแนวคันดินที่ขุดขึ้นมาเป็นแนวภูเขายาว เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้ขุดลึกลงไปในดินได้ถึง 3 กิโลเมตร ค่ะ กิโลเมตร! ไม่ได้เขียนผิด !

"โจฮันเนสเบอร์ก" จึงเป็นเมืองใหญ่ไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่ได้ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลหรือฝั่งแม่น้ำ (อย่างกรุงเทพฯ) แต่ตั้งอยู่บนกองทองมหึมา และมีฐานเศรษฐกิจจากการทำเหมืองทอง

ถัดลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของ "โจฮันเนสเบอร์ก" เลย "นาซาเรค" ที่เป็นสถานที่ที่เขาจัดให้พวกเอ็นจีโอประชุมกันไปนิดเดียว คือ "โซเวโต" แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าเมืองนี้เป็น "บริวาร" ของ "โจฮันเนสเบอร์ก" คำว่า "โจฮันเนสเบอร์ก" หมายถึง เมืองของคุณโจฮันเนส ส่วน "โซเวโต" หรือ Soweto ไม่ได้เป็นชื่อของใคร แต่ย่อมาจากคำว่า Southwest township หมายถึงทาวน์ชิปที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ "โจฮันเนสเบอร์ก" นั่นเอง


เป็นบริเวณชุมชนที่ผู้อพยพเข้าเมืองอาศัยอยู่
เทียบได้กับชุมชนแออัดคลองเตยในอดีต

"ทาวน์ชิป" หมายถึงที่อยู่ของคนงานแอฟริกันผิวดำที่ยากจน ปัจจุบันที่พึ่งได้ไปเห็น "โซเวโต" กินพื้นที่กว้างใหญ่กว่าที่ดิฉันเคยคิดไว้มาก บ้านเรือนส่วนใหญ่สูงแค่ชั้นเดียว แตกต่างจาก "โจฮันเนสเบอร์ก" ซึ่งมีตึกสูงกระจุกตัวกันอยู่ บางบริเวณของ "โซเวโต" ไม่ได้ยากจนไปเสียหมด มีบ้านพักอาศัยของคนชั้นกลางปนอยู่ชานเมืองด้วยแล้ว ซึ่งเป็นของใหม่ เคยมีไชน่าทาวน์อยู่ในนี้เหมือนกัน แต่หลังจากคนจีนอพยพมาใหม่เหล่านั้นลืมตาอ้าปากได้แล้วก็พากันโยกย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

แต่เรือนแถวชั้นเดียวที่สร้างให้คนงานนอนเป็นแนวยาว เรียงกันไปก็ยังคงอยู่ ในอดีตอนุญาตให้มีแต่แรงงานชายเท่านั้นอาศัยที่นี่ ห้ามครอบครัวมาอยู่ด้วย บ้านที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่า "บ้านกล่องไม้ขีดไฟ" ก็ยังมีอยู่มากมาย

คนงานเหล่านี้เข้าไปทำงานใน "โจฮันเนสเบอร์ก" และกลับมานอนที่ "โซเวโต" แต่ก่อนรัฐบาลผิวขาวมีเคอร์ฟิวสำหรับคนผิวดำด้วย คือห้ามคนผิวดำอยู่ในโจฮันเนสเบอร์กหลังเวลาเย็น ให้ทำแต่งานอย่างเดียวว่างั้นเถอะ คนผิวดำจะไปไหนก็ต้องถือสมุดประจำตัวเรียกว่า "พาสบุ๊ค" ในนั้นจะมีรูปถ่ายของเจ้าของเล่ม มีข้อมูลที่ระบุชื่อตัว ชื่อและลายเซ็นของนายจ้าง และภาษีที่เสีย "พาสบุ๊ค" เป็นสิ่งที่คนผิวดำหรือคนอัฟริกันรังเกียจและขื่นขมมากเพราะนับเป็นการย่ำยีพวกเขาอย่างรุนแรง เปรียบได้กับทาส ในสมัยที่ยังมีทาสในแอฟริกา ทาสต้องถือเอกสารคล้ายๆ กันนี้

ในแอฟริกาใต้มีทาวน์ชิปหลายแห่ง เช่น "อเล็กซานดรา" ซึ่งเป็นทาวน์ชิปที่อยู่ห่างจากย่านหรูอย่างแซนด์ตันเพียง 10 นาทีและมีคนอยู่ราว 600,000 คน แต่ในบรรดาทาวน์ชิปทั้งหลาย "โซเวโต" ถือว่าสำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุด ประมาณว่ามีคนอาศัยอยู่ที่นี่ถึง 2-4 ล้านคน แต่ความสำคัญของ "โซเวโต"ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเท่านั้น

"เมื่อไรที่ 'โซเวโต'จาม ทาวน์ชิปอื่นๆ จะติดหวัดไปด้วย"
เมื่อพูดถึงแอฟริกาใต้ บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ เนลสัน แมนเดลลา บ้านของแมนเดลลาสมัยก่อนที่เขาจะถูกตำรวจรัฐบาลคนผิวขาวจับกุมใน พ.ศ. 2505 อยู่ที่ "โซเวโต" นี่เอง บ้านของบิชอฟ เดสมอนด์ ตู ตู ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ในทาวน์ชิปยากจนอย่าง "โซเวโต" นี้มีถนนสายหนึ่งที่มีบ้านสองหลังของชายแอฟริกันสองคนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือบ้านของชายสองคนนี้ค่ะ

คนหนึ่งเป็นบิชอฟที่ต่อสู้ระบบแบ่งแยกผิวอย่างรุนแรงในแอฟริกาใต้ที่เรียกว่า "อพาร์ไธด์" (Apartheid) โดยรณรงค์ให้ประเทศอื่นๆ แซงค์ชั่นประเทศแอฟริกาใต้ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของ "เอเอ็นซี" ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่าสภาแห่งชาติแอฟริกา (African National Congress) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้ "อพาร์ไธด์" (Apartheid) มานานปี แมนเดลลาถูกตำรวจจับกุมคุมขังในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2505

หลังจากการต่อสู้ต่อมาอีกยาวนานถึง 27 ปี ประกอบกับกระแสต่อต้านระบบแบ่งแยกผิวดังกล่าวในนานาประเทศที่ทวีคูณยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด แมนเดลลาจึงได้รับอิสรภาพในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 เมื่อเขาอายุได้ 72 ปี มีการถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อแมนเดลลาก้าวกลับคืนสู่อิสรภาพครั้งนี้เผยแพร่ไปทั่วโลก

แมนเดลลาได้รับเลือกให้เป็นประธานของพรรคเอเอ็นซี และเมื่อมีการเลือกตั้งอย่างเสรีครั้งแรกใน พ.ศ. 2537 พรรคเอเอ็นซีชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และแมนเดลลาได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซึ่งนับเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศนี้ เขาก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อหมดวาระใน พ.ศ. 2542 ซึ่งถือว่าเป็นสุภาพบุรุษอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในทวีปแอฟริกา

คนผิวดำในแอฟริกาใต้รักและศรัทธาในแมนเดลลามาก หลายคนที่พบที่นั่นบอกดิฉัน คนหนึ่งพูดว่า "แมนดาลาไม่ได้เป็นแต่เพียงคนดีเท่านั้น เขาเป็นนักบุญทีเดียวแหละ" (He is not just a good man. He is a saint.) ในระหว่างการประชุมซัมมิทวันแรกๆ องค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆในแอฟริกาใต้ได้จัดให้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ ตามกำหนดการแมนเดลลาจะมากล่าวคำปราศรัยด้วย แต่เมื่อถึงเวลาเขากลับไม่ได้มาปรากฏตัว

ดิฉันถามเพื่อนซึ่งร่วมจัดการชุมนุมครั้งนี้ด้วยว่า ทำไมแมนเดลลาจึงไม่มา เพื่อนตอบเรียบๆว่า "พวกเราผิดหวังที่แมนเดลลาไม่ได้มา แต่เราไม่ถามหรอกว่าทำไมเขาจึงไม่มา" คำตอบของเขาช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนแอฟริกันในแอฟริกาใต้ได้ดีขึ้น

เมื่อเด็กนักเรียนสร้างประวัติศาสตร์
อีกจุดหนึ่งใน "โซเวโต" เป็นสี่แยกที่มุมด้านหนึ่งได้จัดให้เป็นที่เตือนความทรงจำ มีชื่อ "เฮ็คเตอร์ ปีเตอร์สัน" จารึกไว้ ไม่มีใครสักกี่คนรู้จักชื่อนี้ก่อนวันที่ 16 มิถุนายน 2519 ซึ่งเป็นวันที่เด็กชายวัย 13 ปีคนนี้เสียชีวิต ในวันนั้น เด็กนักเรียน --ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัย-- จากโรงเรียนมัธยมต่างๆ ใน "โซเวโต" ได้เดินขบวนอย่างสงบเพื่อประท้วงคำสั่งของรัฐบาลผิวขาวที่ประกาศให้โรงเรียนทั้งหลายใช้ "ภาษาแอฟริกานส์ (Afrikaans)" เป็นภาษาสอนหนังสือในโรงเรียน

ชาวดัชท์ที่จากฮอลแลนด์มาอยู่ที่นี่นานกว่าสองร้อยปีและเรียกตัวเองว่า "แอฟริกันเนอร์ (Afrikaner)" (สะกดด้วยตัว k ไม่ใช่ตัว c) บ้างและ "โบเออร์ (Boer)" บ้าง (คำหลังที่จริงแปลว่า "ชาวนา") ได้สร้างภาษาขึ้นมาใช้เรียกว่า "ภาษาแอฟริกานส์ (Afrikaans)" เป็นภาษาที่ผสมกันระหว่างภาษายุโรปและภาษาท้องถิ่น สร้างขึ้นมาเพื่อแข่งกับภาษาอังกฤษของชาวอังกฤษคู่อริที่อพยพมาอยู่แผ่นดินแอฟริกาทีหลังพวกตนแต่กลับดูจะมีอิทธิพลมากกว่า จนถึงกับมีสงครามรุนแรงระหว่างคนยุโรปสองชาตินี้ด้วย

ในช่วงปี 2519 นั้น พวกโบเออร์เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ คนแอฟริกันซึ่งผิวดำนั้นเครียดอยู่มากแล้วเพราะถูกกดขี่ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเรื่องสิทธิ เรื่องภาษี และเรื่องค่าแรงที่ต่ำมาก เป็นต้น คนเหล่านี้พร้อมจะระเบิดอยู่แล้ว แถมยังมาถูกบังคับให้ใช้ภาษา "แอฟริกานส์" ซึ่งไม่เพียงแต่พวกครูผิวดำเองก็ยังพูดไม่เป็นแล้ว ยังเป็นภาษา "ของ" พวกตำรวจ และข้าราชการของรัฐบาลอพาร์ไธด์เสียอีก คนแอฟริกันมีภาษาของตัวเอง การถูกบังคับให้ใช้ภาษาแอฟริกานส์ จึงยิ่งเท่ากับเป็นการกดขี่วัฒนธรรมของคนผิวดำซึ่งอยู่บนผืนดินนี้มานานก่อนคนผิวขาวชาติใดๆ จะเข้ามาเสียอีก

ขบวนของเด็กนักเรียนถูกสกัดโดยตำรวจ เฮ็คเตอร์ ปีเตอร์สัน เป็นเด็กคนแรกที่เสียชีวิตเพราะกระสุนของตำรวจ ทางการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นยี่สิบกว่าคน แต่คนทั่วไปเชื่อว่าน่าจะมีเป็นร้อย

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการจราจลครั้งใหญ่ในโซเวโตโดยเด็กนักเรียนที่โกรธแค้น และยังส่งผลให้เกิดการลุกฮือตามมาในทาวน์ชิปอื่นๆ ทั่วประเทศ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การต่อสู้กับ "อพาร์ไธด์"


พิพิธภัณฑ์เฮ็คเตอร์ ปีเตอร์สัน ในเมืองโซเวโต

บันทึกช่วยจำ
เมื่อปีที่แล้วนี้เอง มีพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ชื่อ "พิพิธภัณฑ์เฮ็คเตอร์ ปีเตอร์สัน" ในโซเวโต บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์มีการออกแบบให้มีสายน้ำไหลริน อาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์อธิบายว่าสายน้ำนั้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึงน้ำตาของผู้สูญเสีย ภายในพิพิธภัณฑ์มีรูปถ่ายขาวดำขนาดใหญ่มาก เป็นรูปชายคนหนึ่งกำลังเดินพร้อมๆ กับอุ้มเด็กผู้ชายที่ถูกยิงไว้ในสองแขน แววตาของเขาเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งตามอยู่ข้างๆ กำลังร้องไห้อย่างเจ็บปวด เป็นภาพที่มีพลังมากทีเดียว เด็กผู้ชายที่ถูกยิงคือเฮคเตอร์ เด็กผู้หญิงที่วิ่งอยู่ข้างๆ คือพี่สาวของเขา เห็นภาพนี้แล้วทำให้นึกถึงภาพเด็กผู้หญิงที่วิ่งตัวเปล่าร้องไห้จ้าหนีจากระเบิดนาปาล์มในเวียดนามที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมีจอโทรทัศน์ และภาพถ่ายแสดงภาพเหตุการณ์การแบ่งแยกผิวมากมาย รวมทั้งเหตุการณ์ในยุคสมัยก่อนหน้าปี 2519 นั้นขึ้นไปอีกด้วย

ยังมีอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งชื่อว่า"พิพิธภัณฑ์อพาร์ไธด์" ตรงๆ เลย ดิฉันไม่ได้มีโอกาสไปเยือน แต่คนที่นั่นบอกว่าคล้ายๆ กันกับที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่ะ

มาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วอดทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในเดือนตุลาคมในปี 2519 เดียวกันนั้นเองไม่ได้ แต่แอฟริกาใต้มีพิพิธภัณฑ์เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนไว้แล้วไม่น้อยกว่าสองแห่ง และเดี๋ยวนี้ยังมีการจัด "ทัวร์อพาร์ไธด์" และ "ทัวร์โซเวโต" เสียด้วยซ้ำ ซึ่งนำชมโดยอาสาสมัครชาวโซเวโตเอง

เมื่อใดที่เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมืองขึ้นมา หลายคนก็จะบอกว่าควรจะให้อภัยและลืมมันไปเสีย ฝรั่งก็จะพูดว่า "forgive and forget" แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง การ "รำลึกถึง" นั้นเป็นการที่เราร่วมกันขอขมาและคารวะผู้สูญเสีย และร่วมกันแสดงความเสียใจให้กับญาติมิตรของผู้ที่จากไป นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังเป็นเสมือน "บันทึกช่วยจำ" ซึ่งช่วยไม่ให้เราจำผิด และช่วยไม่ให้ทำผิดซ้ำซาก

ทุกวันนี้ใน "โซเวโต" ก็ยังมีอยู่บริเวณหนึ่งซึ่งเป็นดง "บ้านกล่องไม้ขีดไฟ" บ้านหนึ่งหลังมีห้องเพียงหนึ่งห้องซึ่งรวมทั้งเตาหุงต้มและเตียงนอนไว้ในห้องเดียวกัน พื้นบ้านคือพื้นดิน หลังคามุงสังกะสี ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ประตูหนึ่งบาน พอตกเย็นจะมีคนกลับมานอนรวมกันในห้องเล็กๆ นี้ถึง 7-8 คน คนที่นี่ใช้ห้องน้ำสาธารณะที่เป็นห้องน้ำเคลื่อนที่ที่เจ้าหน้าที่มาตั้งไว้ให้ และใช้น้ำจากก็อกน้ำสาธารณะที่มีเพียง 7 จุด ตกกลางคืนอาศัยแสงไฟจากเทียนไข พื้นที่นี้เป็นที่ที่คนอพยพเข้าเมืองมาใหม่ๆ ทั้งที่มาจากชนบท และที่มาจากประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกามาอาศัยอยู่เพื่อหางานทำในเมือง ทั้งๆ ที่ในประเทศนี้มีอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 47 มีคนอยู่ที่นี่เป็นพันๆ ครัวเรือน

แอฟริกาใต้จึงเป็นประเทศที่ถือได้ว่ามีทั้ง "โลกที่หนึ่ง" และ "โลกที่สาม"อยู่ในประเทศเดียวกัน
ถึงแม้ "อพาร์ไธด์"จะถูกขจัดไปอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม ปัญหาที่นี่คงไม่ลุล่วงไปได้โดยง่าย ดูจากความแตกต่างของหน้าตาของเมือง "แซนด์ตัน""โจฮันเนสเบอร์ก" และ "โซเวโต" ก็พอจะรู้ได้โดยไม่ยากเย็นเลย