กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

.....อย่าให้เป็นเพียงแค่ตุ๊กตากระดาษ

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ปิยวรรณ คงสาคร

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545

หลายฝ่ายเริ่มตั้งกระทู้ถาม และเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันแนวคิดการปฏิรูประบบราชการอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จำนวนกระทรวงใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 7 กระทรวง ตลอดจนกรมต่างๆ ที่มากขึ้นนั้น จะสามารถดำเนินการตามภารกิจและเป้าหมายเพื่อประเทศชาติได้อย่างสัมฤทธิผลและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

งานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นภารกิจอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่นๆ เพราะพื้นฐานของการพัฒนาทั้งหลาย ต่างใช้ประโยชน์และพึ่งพิงทรัพยากรจากธรรมชาติไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งสิ้น

ที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญด้านนี้ได้แตกแขนงกิ่งก้านสาขาไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างน้อยใน 6 กระทรวง ยกตัวอย่างเช่น กรมป่าไม้ กรมชลประทาน สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมควบคุมมลพิษ, สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม, กรมอนามัย ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภายใต้การดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

แนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการปัจจุบันเป็นการดึงเอาหน่วยราชการทั้งในระดับกรมและกอง ที่มีภารกิจสำคัญในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาผนวกรวมกันอยู่ใน "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" เพื่อเป้าหมายสำคัญในการลดการทำงานที่ซ้ำช้อน และดึงเอาบทบาทของการสงวน รักษา ฟื้นฟู กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมาไว้ที่เดียวกันและผสานกันอย่างบูรณาการ

แนวคิดดังกล่าวนี้แสดงนัยสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นความท้าทายในเชิงของการปฏิรูปแนวคิดแล้ว ยังเป็นหนทางช่วยให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ เพราะถ้ามือขวา (สมมุติว่าเป็นส่วนแสวงประโยชน์)หนักกว่ามือซ้าย (สมมุติว่าเป็นส่วนพิทักษ์และอนุรักษ์) แล้ว ทรัพยากรธรรมชาติย่อมจะร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการและกลไกให้มือขวาและมือซ้ายมีพลังหนักแน่นพอๆ กัน

บทบาทของหน่วยงานราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระทั้ง 3 องค์กร ที่จะจัดให้มีขึ้น อันได้แก่ องค์กรประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพ และกลุ่มเลขาธิการคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงฯ นี้ จึงมีหน้าที่โดยตรงที่จะสงวน อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดการการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า การจัดแบ่งกรมกองในโครงสร้างกระทรวงใหม่ในขณะนี้เป็น แนวคิดที่น่าจะถูกทางแล้ว เพราะทำให้การบริหารงานชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากใช้แนวคิดการถ่วงดุลระหว่าง "การใช้" กับ "การป้องกันและควบคุม" แล้ว ก็อยากจะเสนอว่า ส่วนควบคุมมลพิษโรงงานที่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ กรมโรงงานก็น่าจะถูกถ่ายโอนมาไว้ที่กระทรวงทรัพยากรฯ นี้ด้วย

นอกจากนี้ก็อยากที่จะเสนอให้รัฐพิจารณาให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน (ในความหมายที่ไม่ใช่แร่ แต่เป็นความหมายในด้านของการดูแลปรับสภาพ ส่งเสริม รักษาคุณภาพดินที่สึกกร่อน ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ตลอดจนการสร้างความสมบูรณ์ของดินเพื่อการเพาะปลูก ให้สอดคล้องกับวิถีการเกษตรอย่างยั่งยืน) ให้มากขึ้น โดยพิจารณาในระดับกรม และนำกรมที่ดูแลทรัพยากรดินในลักษณะที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประเด็นการอนุรักษ์มาผนวกไว้อยู่ในกระทรวงใหม่นี้ด้วย จากที่ผ่านมา การทำงานในด้านนี้อยู่ที่กรมกองอื่นและในกระทรวงอื่น ซึ่งมักเน้นการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มีการเร่งใช้สารเคมีจำพวกปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้น ในที่สุดส่งผลทำลายทรัพยากรดิน แหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การพัฒนาดังกล่าวจึงไม่สามารถนำไปสู่สภาวะแวดล้อมและวิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

แนวคิดการปรับโครงสร้างราชการเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่า การแก้ปัญหาตามเป้าหมายที่ได้วางไว้จะไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ หากไม่มีการปรับกระบวนการคิดของคน ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการไปพร้อมๆ กัน สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องตระหนักให้มากคือ การมองเป้าหมายของการทำงานเพื่อส่วนร่วม และความรุ่งเรืองยั่งยืนของประเทศ มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตนเองและพวกพ้องในระยะสั้นๆ เช่น ควรให้ความสำคัญกับเนื้องานและแนวทางการจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น มากกว่ามัวมาให้ความสำคัญกับเรื่องอาคารสถานที่ รถยนต์ ครุภัณฑ์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นภาพการเชื่อมโยงของแต่ละกรมกองอย่างเด่นชัดนัก เพราะภาพที่เห็นคือ ต่างกรมต่างกอง ต่างก็มีแนวคิดและวิธีการทำงานเฉพาะตัว กลุ่มที่ "ใช้ประโยชน์" จากทรัพยากร ก็คิดจากมุมหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่ "พิทักษ์รักษา" ก็คิดจากอีกมุมหนึ่ง ทำอย่างไรที่จะทำให้การมองนี้เป็นการมองบนพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือ การมุ่งสู่แนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรพึงระลึกไว้เสมอคือ แก่นแท้ของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่การปรับกระบวนคิดและกระบวนการทำงานของภาคราชการ เพื่อตอบคำถามภาคประชาชนทุกระดับชั้นในสังคม และการปรับโครงสร้างราชการของประเทศ ครั้งใหญ่นี้จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนในประเทศได้อย่างไรนั้น เป็น "ภารกิจ" ที่ทุกคนต้องช่วยกันติดตามและกำกับดูแล และขออย่าให้การปฏิรูปเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ และเอื้อให้เกิดวงจรคอรัปชั่นอย่างที่เป็นมา

เพราะหากเป็นเช่นนั้น ตุ๊กตากระดาษที่ปราศจาก "ชีวิต" คงกลับมาโลดแล่นในโรงละครอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะชี้นิ้วกล่าวโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง