โชห่วยกับสิ่งแวดล้อมห่วยๆ

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

หนังสือพิมพ์มติชน
ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2546

ปัญหาที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มาทำกิจการค้าปลีก แข่งกับผู้ค้าปลีกรายย่อยหรือที่เราเรียกกันว่าร้านโชห่วยนั้น ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ที่ควรมองกันอย่างผิวเผิน แล้วปล่อยให้มันปรับตัวเองไปแบบธรรมชาติหรือแบบยถากรรม เพราะถ้าขืนปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สักวันเราจะไม่มีร้านโชห่วยเหลืออยู่ให้ไปจับจ่ายซื้อของอย่างสะดวก คนยากไร้ที่อาจคุ้นเคยกับอาแปะ อาซ้อเจ้าของร้านและเคยเชื่อมาใช้ได้ก่อนยามปลายเดือนนั้น ก็จะทำไม่ได้อีกต่อไป

ความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพากัน เอื้อเฟื้อกัน ยามขัดสนยามทุกข์ร้อนอันเป็นวัฒนธรรมเดิมของคนไทย ก็จะเหือดแห้งไปจากสังคมไทย ซึ่งก็ถือเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมอย่างหนึ่งที่อันตรายและไม่พึงมองข้าม

นี่ยังไม่พูดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรที่ติดขัดในบริเวณที่ทำการค้าปลีกขนาดใหญ่แล้วกระทบต่อเป็นลูกโซ่สู่ระบบจราจรภายนอก ปัญหาการเป็นเมืองขึ้นของบริษัทข้ามชาติ (แม้ว่าจะมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยส่วนหนึ่งก็ตาม) ปัญหาเดือดร้อนรำคาญแก่คนข้างเคียงในช่วงก่อสร้าง ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะ ฯลฯ

ดังนั้น การพัฒนาโครงการกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่จึงสามารถก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้นานาประการ แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะมีข้อดีในข้อที่สถานที่ดังกล่าวสะอาดและสะดวก ถูกใจแก่ผู้บริโภค มีการก่อให้เกิดการจ้างงาน และมีการเสียภาษีให้รัฐมากขึ้น แต่ถ้าทำเกินพอดี คือมีจำนวนมากโครงการเกินไปในเวลาที่สั้นเกินไป โดยมุ่งหวังจะทำกำไรให้ได้สูงสุดในเวลาที่สั้นที่สุด ข้อดีต่างๆที่โครงการเหล่านี้มีก็จะถูกกลบทับด้วยปัญหาที่ถาโถมทวีกันเข้ามา ซึ่งก็เป็นปัญหาที่หลายคน หลายกลุ่ม รู้กันดีและหาทางแก้ไขกันอยู่ แม้แต่รัฐเองก็ได้พยายามแก้ไขโดยได้ไปไกลถึงระดับจะร่างกฎหมายมาควบคุม แต่สุดท้ายรัฐก็เกรงว่ากฎหมายใหม่ที่ว่านั้นอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ จึงได้ดำริที่จะหันมาใช้กฎหมายด้านการผังเมืองหรือการควบคุมอาคารมากำกับแทน ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็อาจไม่ตรงกับจุดประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายสองฉบับนี้ รวมทั้งอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติได้ (สุรพล นิติไกรพจน์ และเอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล. 20 ธันวาคม 2545. ปัญหาการใช้กม.ผังเมืองและควบคุมอาคาร ควบคุมผู้ค้ารายใหญ่. มติชนรายวัน: 17.)

ทางแก้ก็คือต้องแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น และประเด็นของปัญหาสำหรับกรณีนี้ก็คือปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้มีขีดจำกัดเฉพาะเรื่องน้ำเสีย ขยะ หรือการขนส่ง แต่ครอบคลุมไปถึงมิติทางสังคม เช่นการทำลายวัฒนธรรมชุมชน และมิติทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ทำให้คนจนต่อสู้แข่งขันไม่ได้และหมดอาชีพไปในที่สุด ด้วยขาดกำลังทรัพย์ที่มากพอที่จะมาต่อสู้ในสมรภูมิการแข่งขันที่ดุและรุนแรงขนาดนี้ ซึ่งก็จะเป็นผลสืบเนื่องโยงใยไปถึงการว่างงาน การลักเล็กขโมยน้อย การปล้นจี้ การค้ายาเสพติด ฯลฯ แล้วแต่จะนึกวาดภาพไปให้ไกลหรือให้น่ากลัวเพียงใด

เมื่อเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ก็ต้องแก้ด้วยวิธีการทางสิ่งแวดล้อม โดยรัฐต้องประกาศให้อาคารหรือโครงการลักษณะนี้เป็นอาคารประเภทที่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วกำหนดรายละเอียดการวิเคราะห์ให้ครอบคลุมมิติทางเศรษฐศาสตร์และสังคมให้เด่นชัด ซึ่งถ้าโครงการสามารถจัดทำมาตรการป้องกันหรือแก้ไขต่างๆจนสามารถผ่านเกณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมได้ก็ควรอนุญาตให้พัฒนาโครงการเหล่านี้ต่อไปได้ ไม่ควรไปปิดกั้น เพราะข้อดีของการค้าปลีกแบบรายใหญ่นี้ก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ถ้าไม่ผ่านเพราะมีผลกระทบที่แก้ไขเยียวยาไม่ได้ก็ต้องไม่อนุมัติให้ก่อสร้าง ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะยุติธรรมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น เจ้าของโครงการ ชาวบ้าน รัฐ และฝ่ายที่ไม่มีเสียงเป็นตัวเป็นตน คือส่วนของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมไทย โดยไม่จำเป็นต้องไปกลัวนักลงทุนต่างชาติจะมาต่อว่าหรือติเตียน เพราะการใช้มาตรการดูแลผลกระทบนี้เป็นวิธีการสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไปแม้ในประเทศของเขาเอง

ทั้งนี้ การออกประกาศให้อาคารลักษณะนี้เป็นอาคารประเภทที่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น สามารถทำให้ง่ายและเร็วกว่ามาตรการการเปลี่ยนแปลงกฎหมายทางการผังเมืองและการควบคุมอาคารที่รัฐกำลังพยายามทำอยู่ รัฐมนตรีเจ้าของเรื่อง ซึ่งในกรณีนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยเพียงเสนอผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วประกาศในระดับกระทรวงเท่านั้น ก็สามารถนำมาบังคับใช้ได้ทันที

ซึ่งก็จะเป็นการทันการไปพร้อมๆกัน