ค่าบำบัดน้ำเสีย...จัดเก็บอย่างไรดีจึงเป็นธรรม

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ชลชินี เอมะวรรธนะ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

หนังสือพิมพ์ Post Today
ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546

เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยๆในแวดวงข้าราชการและคนที่เกี่ยวข้อง ว่ารัฐควรเก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า 'ค่าน้ำเสีย' จากชาวบ้านหรือไม่ เพราะในแทบทุกพื้นที่ที่มีการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานครหรือเทศบาลต่างๆยังคงประสบปัญหาเก็บค่าน้ำเสียนี้ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้โรงบำบัดน้ำเสียเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกทิ้งให้รกร้างโดยมิได้ใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด หรือบางแห่งก็ได้กลายเป็นสระน้ำหรือบ่อเลี้ยงปลาแทนไปแล้ว

สาเหตุหลักๆที่รู้กันอยู่ก็คือ ขาดบุคลากรรวมถึงขาดงบประมาณ แต่สาเหตุที่ซ่อนอยู่ในสาเหตุดังกล่าวกลับเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง คือ นักการเมืองท้องถิ่นของไทยมักหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่ส่งผลลบต่อความนิยมของตน ซึ่งการเรียกเก็บค่าน้ำเสียก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถส่งผลลบต่อนักการเมืองเหล่านั้นได้ พวกเขาจึงไม่นิยมผลักดันให้มีการเก็บค่าน้ำเสียกันอย่างจริงๆจังๆ ดังนั้นในขณะนี้ประเทศไทยจึงมีโรงบำบัดน้ำเสียเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่สามารถจัดเก็บค่าน้ำเสียได้ คือ เทศบาลเมืองพัทยาและเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี รวมทั้งเทศบาลตำบลป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งถึงอย่างไร ก็ยังเก็บได้ในราคาที่ไม่คุ้มทุน

สำหรับกทม. ในปัจจุบันได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในระยะยาว โดยได้ดำเนินงานก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย(ที่กทม.เรียกในชื่อใหม่ว่าโรงงานปรับปรุงคุณภาพน้ำเสีย)ขนาดใหญ่ที่รวบรวมน้ำเสียจากชุมชนมาบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งขณะนี้ได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วรวม 5 โรง ได้แก่ โรงงานปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียสี่พระยา โรงงานฯช่องนนทรี(ยานนาวา) โรงงานฯรัตนโกสินทร์ โรงงานฯหนองแขม และโรงงานฯทุ่งครุ(ราษฎร์บูรณะ) ที่มีขีดความสามารถบำบัดน้ำเสียรวมกันแล้วได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน(ลบ.ม./วัน) หรือประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำเสียทั้งหมดที่ประมาณกันว่ามีสูงถึง 2.5 ล้านลบ.ม./วัน และครอบคลุมพื้นที่บริการทั้งสิ้น 13 เขตการปกครอง หรือประมาณ 120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นเพียง 8% ของพื้นที่รวมกทม. (1,600 ตร.กม.) ทั้งนี้ทั้งนั้น กทม.ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ยังไม่สามารถจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียได้เลย

จากหลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle: PPP) ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกทม. ต้องพยายามพัฒนาแนวคิดและนโยบายในการเก็บเงินค่าบริการบำบัดน้ำเสียขึ้นมา วิธีคิดเช่นนี้ถือเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์ชนิดหนึ่งที่คำนึงว่า เมื่อน้ำเสียเกิดขึ้นจากผู้ใช้น้ำ ผู้ใช้น้ำก็ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบำบัดน้ำเสียนั้นด้วย ผู้ใช้น้ำหรือผู้ปล่อยน้ำเสียนี้มีอยู่ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประชาชนจนถึงระดับผู้ประกอบการด้านบริการและอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีปริมาณความสกปรกและระดับความเป็นพิษที่แตกต่างกันไปตามปริมาณและกิจกรรมนั้นๆ

หากจะกล่าวโดยกว้างๆแล้ว วัตถุประสงค์ของการเก็บค่าน้ำเสีย คือ เก็บเพื่อให้ผู้ก่อมลพิษตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม เก็บเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานและบำรุงรักษาระบบ เก็บเพื่อให้คุ้มค่าการลงทุนก่อสร้าง รวมทั้งเก็บเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมตามหลักผู้ใดก่อมลพิษผู้นั้นต้องจ่าย ทั้งนี้โดยพื้นฐานแล้วพวกเราทุกคนต่างก็ใช้น้ำและปล่อยน้ำเสียออกมาทุกวัน จึงถือได้ว่าเราทุกคนต่างเป็นผู้ก่อมลพิษทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมต่อธรรมชาติแล้วก็ควรเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องจ่ายค่าน้ำเสียนี้

ในปัจจุบัน กทม.กำลังเสนอเรื่องการเก็บค่าน้ำเสียต่อสภากทม. เพื่อให้สภากทม.พิจารณาอนุมัติ โดยได้เสนอให้จัดเก็บเป็นรายเดือนและจัดเก็บเฉพาะพื้นที่ที่มีการเดินระบบโรงบำบัดน้ำเสียแล้วเท่านั้น ส่วนพื้นที่ใดที่ยังไม่มีโรงบำบัดก็จะยังไม่เก็บ

อัตราค่าน้ำเสียนี้จะคิดเป็นสัดส่วนตามการใช้น้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำจากแหล่งอื่นๆ โดยแบ่งได้ดังนี้ คือ 1) บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่มีน้ำเสียเกิน 10 คิวหรือ 10 ลบ.ม.ต่อเดือน ให้คิดอัตราในช่วงปีแรก 1 บาทต่อคิว จากนั้นทุก 6 เดือน จะเก็บเพิ่มอีก 25 สตางค์ต่อคิว จนครบ 2 ปี รวมเป็น 2 บาทต่อคิว 2) สถานที่ราชการ-รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจ อัตรา 2 บาทต่อคิว 3) โรงพยาบาล อัตรา 3 บาทต่อคิว 4) โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร ร้านอาหาร ตลาด อาบอบนวด และสถานประกอบการ คิด 4 บาทต่อคิว 5) อุตสาหกรรม อัตรา 8 บาทต่อคิว 6) แหล่งมลพิษอื่นๆ 4 บาทต่อคิว

ณ ตรงนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยอยากจะชี้ให้เห็นก่อนว่าอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดนี้ยังไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะอัตราที่เสนอเก็บนี้ต่ำกว่าค่าน้ำประปาอยู่มาก ทั้งๆที่ในทางเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียแล้ว ค่าใช้จ่ายในการฟอกหรือบำบัดน้ำเสียให้สะอาดนั้น หากรวมเอาค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ ค่าที่ดิน ค่าท่อ ค่าโรงบำบัด ค่าดอกเบี้ย ฯลฯ แล้วย่อมสูงกว่าค่าผลิตน้ำประปาอยู่มาก ในขณะที่ค่าน้ำประปาในขณะนี้ก็ได้เก็บในอัตราสูงถึงกว่า 10 บาทต่อคิวแล้ว

ดังนั้นถ้าจะเก็บก็ควรเก็บให้ตรงกับความเป็นจริง อย่าได้หลอกตัวเองหรือหลอกประชาชนว่าค่าน้ำเสียนั้นราคาถูกอย่างที่กำลังพยายามเสนออยู่ ทั้งนี้หากเกรงปัญหามวลชนและต้องการเก็บแต่เพียงน้อยๆ(โดยไม่รวมเอางบลงทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายด้วย)ในระยะเริ่มแรก ก็ทำได้ แต่ต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่ารัฐกำลังอุดหนุนอยู่เท่าใด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความ 'เคยตัว' และไม่ยอมจ่ายเพิ่มให้สะท้อนความเป็นจริงเมื่อถึงเวลา

สำหรับข้อเสนอที่จะให้มีการเก็บค่าน้ำเสียเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเดินระบบบำบัดน้ำเสียเท่านั้น ถ้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าก็ไม่เป็นธรรม เพราะคนในเขตสี่พระยา พระนคร ยานนาวา หนองแขม และราษฎร์บูรณะที่มีโรงบำบัดน้ำเสียอยู่นั้น อาจลุกขึ้นมาประท้วงว่าเขาไม่เคยเรียกร้องให้มีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในเขตของเขาเลย ทำไมกทม.ไม่ไปทำในพื้นที่อื่นก่อน แล้วค่อยมาทำในพื้นที่ของเขาทีหลัง เขาจะได้ไม่ต้องมารับภาระการแก้ปัญหาน้ำเสียของคนทั้งกทม.ก่อนคนอื่นโดยไม่ได้สมัครใจ และหากคำนึงถึงหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายอย่างแท้จริงแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ก่อมลพิษไม่ได้เป็นเฉพาะเพียงแค่ผู้ที่อยู่ในเขตที่มีการบริการบำบัดน้ำเสียเท่านั้น หากแต่รวมถึงผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่อื่นๆด้วย เพราะคนหรือกลุ่มคนเหล่านี้โดยธรรมชาติและวิถีชีวิตแล้วก็ต้องปล่อยระบายน้ำเสียออกมาอยู่ทุกวันๆเช่นกัน พวกเขาจึงควรต้องจ่ายค่าน้ำเสียด้วยแม้จะไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการบริการบำบัดน้ำเสียก็ตาม

นอกจากนี้ หากมองในประเด็น 'ผู้ได้ประโยชน์เป็นผู้จ่าย' หรือ Beneficiary Pays Principle (BPP) ก็ต้องถือว่าหากแม่น้ำลำคลองในกทม.มีคุณภาพดีขึ้นเพราะมีการบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งแล้ว คนทุกคนในกทม.ก็จะได้ประโยชน์ในส่วนนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะอยู่ในเขตพื้นที่ใด ดังนั้นทุกคนในกทม.จึงควรต้องจ่ายค่าที่คุณภาพน้ำในคลองกทม.ดีขึ้นในฐานะเป็นผู้ได้ประโยชน์ ไม่ว่าประโยชน์นั้นจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม และโดยไม่จำกัดว่าคนๆนั้นจะอยู่ในเขตบริการบำบัดน้ำเสียของกทม.หรือไม่ก็ตาม

หากทำดังเช่นที่ว่านี้ได้ คือ สามารถเก็บค่าน้ำเสียจากประชาชนให้ครอบคลุมได้ทั้ง 50 เขตของกทม.ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ก่อมลพิษและผู้ได้ประโยชน์ ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวน 'ผู้รับผิดชอบ' ไปในตัว และเป็นการเพิ่มจำนวน 'ผู้จ่ายค่าน้ำเสีย' ให้มากขึ้นโดยปริยายด้วย วิธีการเก็บค่าน้ำเสียโดยเก็บจากทั่วทั้งกรุงเช่นที่ว่านี้ส่งผลให้อัตราค่าน้ำเสียที่กทม.จัดเก็บเทียบต่อคนลดลง และเมื่อแต่ละคนต้องแบกภาระค่าน้ำเสียลดลงตามความคิดนี้ ความร่วมมือในการจ่ายค่าน้ำเสียก็จะสูงขึ้นตามไป ทำให้ในภาพรวมแล้ว กทม.จะสามารถเก็บค่าน้ำเสียทั้งกทม.ได้มากกว่าการเก็บเฉพาะในเขตที่มีบริการการบำบัดฯเท่านั้น

ส่วนเงิน'กำไร'ที่เก็บได้มากขึ้นนี้ก็สามารถนำไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมสำหรับเขตที่ยังไม่มีการให้บริการ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะมีโรงบำบัดน้ำเสียได้ทั่วกทม.และผลดีก็จะตกแก่ผู้รับผลประโยชน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น 'ผู้เก็บ' หรือ 'ผู้จ่าย' ซึ่งก็คือคนกทม.ทั้งหมดนั่นเอง