รฟม.กับเมืองน่าอยู่

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ด้วยความที่ผมพอจะรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกอยู่บ้าง ผมจึงมั่นใจว่าโครงการรถรางไฟฟ้าใต้ดินขององค์การรถไฟฟ้ามหานคร(รฟม.) จะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น เพราะรถรางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้านั้นไม่ปล่อยมลพิษออกมา คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครจึงต้องดีขึ้นแน่ รวมทั้งเมื่อมีคนหันมาใช้บริการของรฟม.มากขึ้น ก็จะมีการลดการใช้รถส่วนตัวมากขึ้น มลพิษทางอากาศก็จะลดลงมากขึ้นตามไปด้วย คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครจึงจะยิ่งดีมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ยิ่งถ้ามีการประสานหรือเชื่อมต่อได้กับรถรางไฟฟ้าของบีทีเอส ก็จะทำให้สะดวกแก่การเดินทางไปไหนต่อไหนในกรุงเทพมหานครมากขึ้น คนก็จะหันมาใช้บริการขนส่งลักษณะแบบนี้มากขึ้น ผลกระทบ(ทางดี)ก็จะยิ่งมีมากขึ้น มากจนทำให้ผมมีความหวังว่ากรุงเทพมหานครจะกลายเป็นเมืองน่าอยู่ได้จริงๆสักวัน

อย่างไรก็ตาม ความเป็นเมืองน่าอยู่นั้นไม่ได้ตีกรอบอยู่เพียงแค่การที่มีอากาศสะอาด น้ำไม่เน่า รถไม่ติด ไม่มีขยะ ทางเท้าเดินได้สะดวก ทางจักรยานใช้ดี ฯลฯ ซึ่งเป็นสภาพเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านอื่นๆ เช่น ใช้เวลาเดินทางไปที่ทำงานและกลับบ้านไม่นานเกินควร มีพื้นที่สีเขียวมากพอให้เกิดความสบายตา และมีสภาพแวดล้อมที่กลมกลืนกันทั้งในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และศิลปกรรมด้วย ดังนี้เป็นต้น

ซึ่งนั่นก็นำมาถึงเรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้

เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้มีโอกาสผ่านไปแถวสามย่านใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เห็นโบสถ์ใหม่ของวัดหัวลำโพง ซึ่งเป็นพระอารามหลวงของรัชกาลที่ 9 ว่าสวยงามวิจิตรพิสดารอย่างมาก มากจนเชื่อว่าวัดนี้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานครต่อไปในอนาคต เพราะนอกจากภายนอกจะสวยงามเป็นเลิศแบบศิลปกรรมไทยแล้ว ภายในโบสถ์ยังมีภาพวาดบนผนัง โดย คุณสาคร โสภา และคุณนิตยา ศักดิ์เจริญ ศิลปินในกรุงรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องรู้สึกผะอืดผะอม ก็คือสภาพความขัดแย้งเชิงศิลปวัฒนธรรมอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นที่หน้าวัด คือ รฟม.ได้สร้างสถานีรถรางไฟฟ้าใต้ดินอยู่ตรงหน้าโบสถ์ที่สวยงามนั้นพอดี แต่น่าเสียดายที่รฟม.ใช้วิธีสร้างสถานีแบบตัดเสื้อโหล คือตัดด้วยรูปแบบเหมือนกันหมด สถานีรถรางไฟฟ้าของรฟม.จึงออกมาในรูปทรงเดียวกันทั่วกรุงเทพมหานคร

หากสถานีนั้นๆตั้งอยู่ที่ สยามสแควร์ หรือเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ หรือสวนจตุจักร หรือหน้าอาคารชุดสำนักงานหนึ่งๆ ก็คงไม่เป็นไร เพราะเป็นงานศิลปะร่วมสมัยกันและกัน แต่เมื่อมีสถานีรฟม.สถานีหนึ่งไปตั้งอยู่ตรงหน้าโบสถ์ของวัดหัวลำโพง ด้วยรูปทรงที่สมัยใหม่ราวกับเป็นสถานีสำหรับไปขึ้นยานอวกาศ สถานีรถรางไฟฟ้าของรฟม.แห่งนี้จึงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในสภาพแวดล้อมนั้นขึ้นมาทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จริงอยู่ รฟม.อาจโต้แย้งว่า การออกแบบสถานีของโครงการเดียวกัน มีรถรางไฟฟ้าขบวนเดียวกัน ก็ควรมีรูปลักษณ์แบบเดียวกัน เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของตัวเองให้แจ่มชัด

อย่างไรก็ตาม หากเรามองเทียบไปที่การจราจรทางอากาศ ที่มีเครื่องบินลำเดียวกัน บินเส้นทางเดียวกัน เช่น บินจากเชียงใหม่มากรุงเทพแล้วต่อไปนราธิวาส เราจะเห็นว่าเรามีสถานีหรือท่าอากาศยานที่มีรูปทรงที่สะท้อนถึงลักษณะหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด

ไม่มีใครพยายามที่จะให้มันออกมาเป็นสนามบินรูปทรงเดียวกันแบบตัดเสื้อโหล ดังที่กล่าวมาแล้ว และดังที่รฟม.ได้ทำไว้แล้ว

ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ ถ้าสถานีรถรางไฟฟ้าใต้ดินพวกนี้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีความขัดแย้งทางสายตา ก็คงไม่มีใครเห็นแย้ง แต่เมื่อไปตั้งขวางอยู่ตรงหน้าโบสถ์ที่มีศิลปกรรมไทยสมบูรณ์อยู่อย่างนั้น ไม่ใครก็ใครสักคนต้องเห็นเป็นอื่น

จึงอยากให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง สำหรับนักวางแผนหรือวิศวกรทั้งหลายที่ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ สำหรับโครงการอื่นในอนาคต

เพื่อเมืองของเราจะได้เป็นเมืองน่าอยู่ในทุกมิติจริงๆ ไม่ใช่เพราะเพียงในมิติทางกายภาพเท่านั้น