ห้องสมุด & สิ่งพิมพ์
รายการสิ่งพิมพ์
สิ่งพิมพ์สำหรับจำหน่าย
รายงานประจำปี
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
บทความ
คำกล่าวและสุนทรพจน์
งานนำเสนอ
รวมเว็บไซต์ห้องสมุด


.........................
บทความ
.........................

ความหลากหลายทางชีวภาพ :
อนุสัญญานานาชาติที่ไทยลงนามได้แล้วหรือยัง

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

เวลาพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพ หลายคนจะพูดถึงแบบกว้างๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นยังแบ่งซอยออกเป็นความหลากหลายในระบบนิเวศ(ecological) ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์(species) และความหลากหลายทางพันธุกรรม(genetic)

ยิ่งมาถึงสมัยนี้ บางคนจะพูดโยงไปถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม (cultural) อีกด้วย ซึ่งความหลากหลายลักษณะแบบนี้ก็มีผลกระทบต่อวิถีขีวิตหรือการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่แพ้ความหลากหลายทางชีวภาพ

แต่สำหรับวันนี้ อยากจะตีกรอบพูดถึงเฉพาะอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่ภาคภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Convention on Biodiversity หรือ CBD ว่ามีข้อดี ข้อด้อย ข้อเด่น อย่างไร และประเทศไทยควรจะไปลงนามให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานานาชาติ ซีบีดี นี้หรือไม่ (หมายเหตุ: การลงนามมีสองระดับ ระดับแรกเป็นแค่การให้การรับรองซีบีดี ซึ่งไทยได้ลงนามไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่ระดับที่สองเป็นการให้สัตยาบันว่าจะร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญา ซึ่งในกรณีระดับสองนี้ไทยยังไม่ลงนาม)

ซีบีดี เป็นอนุสัญญาที่สลับซับซ้อนมาก เพราะรวมเอาเรื่อง สิทธิทางปัญญา(จับต้องไม่ได้)และทรัพยสิทธิ์(จับต้องเป็นตัวงานสิ่งของได้)เข้าไว้ด้วยกันในอนุสัญญานี้ ในขณะที่สิทธิทางปัญญาและทรัพยสิทธิ์โดยลำพังตัวมันเองแต่ละตัวก็เป็นเรื่องยากแก่การเข้าใจอยู่แล้ว ซีบีดีจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแม้กับคนที่ทำงานด้านวิชาการความหลากหลายทางชีวภาพ(ไม่รู้เรื่องกฎหมาย)และนักกฎหมาย(ไม่รู้เรื่องความหลากหลายอันเป็นเรื่องเทคนิค) เรื่องซีบีดีจึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทย ควรหรือไม่ควรลงนาม

แต่ก่อนที่จะไปถึงประเด็นว่าควรหรือไม่ควรลงนาม เรามาลองดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับซีบีดีบางข้อกันก่อนก็แล้วกัน

ข้อแรก : มาเลเซียเป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแบบเขตร้อนชื้นเหมือนประเทศไทย มีความหลากหลายของทรัพยากรมากมายเหมือนไทย และได้ต่อต้านอนุสัญญาซีบีดีอย่างมากในระยะแรก เพราะกลัวว่าต่างชาติจะมาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตัว แต่ตอนนี้มาเลเซียลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้แล้ว ก็น่าศึกษาว่าทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ

ข้อสอง : ในประเทศไทยมีองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการบางคนคัดค้านการลงนามในอนุสัญญานี้ และได้คัดค้านอย่างเข้มข้นมาตลอด ทำให้มีส่วนทำให้ภาครัฐยังไม่ได้ไปลงนามแม้จะมีหน่วยราชการและนักวิชาการอีกหลายคนสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นด้วยและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อลงนามต่อไป แต่ก็มีนักกฎหมาย (นายพนัส ทัศนียานนท์) ให้ความเห็นว่าครม.ไม่มีอำนาจในการทำการเช่นนั้น เพราะอาจขัดต่อสิทธิเหนือพื้นดินของประเทศไทย ที่ต้องยินยอมให้ต่างประเทศมาแสวงประโยชน์บนผืนแผ่นดินไทยและเอาทรัพยากรของเราไปใช้ได้ หากไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้เข้า

ขืนทำไปจะผิดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลอาจถูกถอดถอนได้ ทางที่ถูกที่ควรคือต้องให้รัฐสภาทั้งองค์เป็นผู้ศึกษาตรวจสอบและอนุมัติ

ซึ่งต่อมาภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตีความตัดสินว่าเรื่องนี้ต้องผ่านรัฐสภาก่อน ประเทศไทยจึงจะไปลงนามได้

จนทำให้เรื่องนี้ค้างเติ่งมาจนถึงปัจจุบันทั้งๆที่เรื่องนี้น่าจะจบไปร่วมสิบปีมาแล้ว

ข้อสาม : ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ประเทศเดียวในโลกที่ยังไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในสนธิสัญญานี้ เหตุผลหนึ่งก็คือประเทศเขาเป็นประเทศเสรี เขาจึงบังคับเอกชน/ผู้ประกอบการของเขาไม่ได้ง่ายๆ แต่อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าจะสำคัญกว่าก็คือ อเมริกามีสิทธิทางปัญญาเยอะ และเหนือกว่าประเทศอื่นๆทั้งปวงทั่วโลก เขาจึงอยากใช้ความเหนือกว่านี้ไปแสวงประโยชน์ทางทรัพยสิทธิ์หรือทรัพยากรหรือความหลากหลายทางธรรมชาติของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย หากอเมริกาลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในสนธิสัญญานี้ความได้เปรียบในเชิงสิทธิทางปัญญาของเขาก็จะถูกจำกัดโดยกฎระเบียบและข้อบังคับของอนุสัญญานี้ทันที

ถ้าเช่นนั้น แล้วทำไมประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น อังกฤษ คานาดา ญี่ปุ่น เยอรมัน ออสเตรเลีย ฯลฯ จึงได้ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ สำหรับคำถามนี้คงต้องขอให้กลับไปอ่านในย่อหน้าก่อนหน้านี้ใหม่ แล้วคิดเอาเอง

ข้อสี่ : ขณะนี้โลกใบนี้ของเรามีประเทศต่างๆรวมกันทั้งสิ้น 191 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ และประเทศที่ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญานี้แล้วมี 187 ประเทศ ส่วนประเทศที่ยังไม่ยอมลงนามในอนุสัญญานี้มีเพียงแค่ 4 ประเทศเท่านั้นคือ อเมริกา ไทย อิรัก และบรูไน

ข้อห้า : ความที่ว่าความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเรามีมากกว่าประเทศอื่นๆหลายประเทศนั้นจริง แต่จริงแค่ส่วนเดียว คือถ้านับเฉพาะทรัพยากรทางธรรมชาติในป่า ในดิน ในน้ำ อย่างนี้ละก็ใช่ ของแบบนี้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า in-situ คืออยู่'ในที่'นั้น เช่น ราบางชนิดในดิน เถาวัลย์ หรือสมุนไพรในป่าตะวันตก นกแต้วแล้วท้องดำในป่าทางใต้ ฯลฯ

แต่สมัยนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถเอายีนต่างๆของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดมาเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการได้แล้ว คือ เก็บแบบ'นอกที่'(คือ นอกป่า นอกผิวดิน ออกไปจากน้ำ ฯลฯ) จึงเรียกว่า ex-situ แปลว่าอยู่นอกพื้นที่นั้นๆ นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติได้เข้ามาเก็บและขนตัวอย่างพันธุ์สัตว์และพรรณพืชของไทยไปหลายสิบปีแล้วและได้นำไปเก็บไว้เป็น'ธนาคารยีน'

ธนาคารยีนนี้นับเป็นรูปแบบของความหลากหลายได้อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะมีน้อยกว่าในธรรมชาติก็ตาม แต่ก็อยู่ในสภาพที่มนุษย์เราควบคุมได้ในระดับหนึ่ง และความหลากหลายในรูปแบบนี้ไทยเราสู้เขาไม่ได้แน่นอน เพราะเทคโนโลยีของเรายังพัฒนาไปไม่ทันเขา

นอกเหนือไปจากการเก็บความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในแบบex-situแล้ว ปัจจุบันพวกนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถถอดระหัสและฐานข้อมูลของยีนเหล่านี้ แล้วเอาไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วเรียกความหลากหลายเชิงข้อมูลนี้ว่า in-silico (ชิ้นส่วนความจำในคอมพิวเตอร์ทำจากซิลิคอนจึงเรียกว่า อิน-ซิลิโค) ซึ่งเป็นความหลากหลายที่เก็บไว้ในแง่มุมขององค์ความรู้ แต่ก็มีความสำคัญรวมไปถึงประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้นี้ไปตัดต่อยีนให้พืชและสัตว์ รวมทั้งคนให้มีลักษณะเป็นไปตามที่ต้องการได้ เช่น ต้องการใช้มะเขือเทศทนแมลงได้หลายชนิด หรือออกมาลูกขนาดเท่ากัน หรือแม้กระทั่งให้มีจำนวนลูกตามต้นออกมาเท่ากัน ก็สามารถทำได้ ดังนี้เป็นต้น องค์ความรู้หรือความหลากหลาย in-silico แบบนี้จึงมีค่าในอนาคตมากกว่าความหลากหลายทางชีวภาพในป่า ในดิน ในน้ำ ในธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ

ถ้ามองในแง่นี้ประเทศไทยก็กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว เพราะตามเทคโนโลยีเขาไม่ทัน

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดีๆและจะมามัวหลงภูมิใจในความโชคดีที่ประเทศเราบังเอิญมีทรัพยากรธรรมชาติมากๆอยู่ไม่ได้ เพราะประเทศที่ขาดเคลนพื้นที่ป่าและพื้นที่ธรรมชาติอย่างเช่น สิงคโปร์ เขาก็อาจพัฒนาความรู้ทั้งด้านยีนและด้านคอมพิวเตอร์ และนำไปเป็นทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในรูปin-silico แล้วเอามาขายหรือใช้สำหรับการเอาเปรียบประเทศขาดองค์ความรู้อย่างเราก็ได้

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ว่าไทยเราควรไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับนี้ได้แล้วหรือยัง ซึ่งก็คงต้องพิจารณากันในประเด็นย่อยอีกหลายประการ

สิ่งแรก คือ ถ้าไทยไม่ลงนาม เพราะกลัวเขาจะมาแย่งชิงเอาทรัพยากรของเราไป แต่ในขณะที่ไทยเป็นประเทศเปิด นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี ฯลฯ ก็สามารถเดินทางเข้ามาแบบนักท่องเที่ยวหรืออะไรก็แล้วแต่ และก็หยิบฉวยเอาตัวอย่างทรัพยากรในที่หรือin-situ ของเราไปทำเป็น ex-situ ไว้ในห้องปฏิบัติการ หรือแม้กระทั่ง in-silico ไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วเราจะหยุดยั้งความสูญเสียนี้ได้อย่างไร

สิ่งที่สอง คือ หากเรากลับใจ(แบบมาเลเซีย)แล้วหันไปลงนามเป็นภาคี ข้อบังคับอนุสัญญาก็จะบีบให้เราต้องอนุญาตให้คนต่างชาติได้ศึกษาและร่วมได้ประโยชน์จากความหลากหลายทั้งแบบ in-situ, ex-situ และ in-silico ซึ่งสำหรับสองประการหลัง ณ ขณะนี้ดูเราจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ เพราะเราเองแทบไม่มีอะไรเลยในสองเรื่องหลังนี้

สิ่งที่สาม คือ เราต้องไม่งอมืองอเท้าอยู่อย่างนี้ แม้เราจะได้ประโยชน์จากองค์ความรู้แบบ ex-situ และ in-silico ของคนต่างชาติ แต่ก็เป็นการได้ประโยชน์แบบคนโง่ คือ รอรับเศษบุญจากเขา เราจึงต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ด้านนี้ขึ้นมาอย่างรีบด่วน ให้พร้อมที่จะต่อกรกับนานาชาติในสงครามความหลากหลายทางชีวภาพที่นับวันจะรุนแรงขึ้นตลอดเวลา

สิ่งที่สี่ คือ การสร้างองค์ความรู้นี้จะทำได้อย่างเป็นระบบก็ต่อเมื่อเรามีองค์กรมารองรับอย่างเป็นรูปแบบ ซึ่งในกรณีนี้ภาครัฐจะมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้มันเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้องค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรที่คล่องตัว มีอิสระพอสมควร และผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องมีทักษะในการบริหารจัดการทั้งด้านองค์ความรู้และด้านทรัพยากรมนุษย์

หน้าที่หลักขององค์กรนี้คือการศึกษาและวิเคราะห์ทั้งภาคสนามและภาคทฤษฎี จนสามารถกำหนดเป็นนโยบายและจุดยืนของประเทศได้ว่า ในเรื่องซีบีดีในประเด็นย่อยต่างๆที่จะมีตามมานั้นประเทศไทยเราคิดอย่างไร ต้องการเป็นอย่างไร และต้องการให้โลกทำอะไร

ทีนี้ก็มาถึงปัญหาไก่กับไข่ บางคนคิดว่าไทยเราขณะนี้ยังไม่ควรไปลงนามเพราะความรู้เรายังมีสู้เขาไม่ได้ ต้องจัดตั้งองค์กรที่ว่านี้ขึ้นก่อน สร้างความพร้อมให้เพียงพอเสียก่อน จึงค่อยไปลงนาม พวกที่คิดในเชิงนี้มักไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือนักเทคนิค

แต่การสร้างองค์ความรู้แบบนี้นั้นคนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทราบดีว่ามันไม่ง่ายและเร็วเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก มันต้องใช้งบประมาณมาก ใช้คนที่มีความรู้เชิงลึกจำนวนมาก (แต่เราก็มีอยู่น้อยมาก) และต้องใช้เวลาอาจจะอีกนับเป็นสิบปี หากต้องรอให้จัดตั้งองค์กรเสร็จ มานั่งหาความรู้กันใหม่ให้พบ ก็จะเป็นการทำซ้ำในสิ่งที่คนอื่นรู้อยู่แล้ว (อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า re-invent the wheels) ซึ่งเขาจะไม่บอกเราหากเราไม่ร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานี้

ก็จะไม่ทันการณ์และกลายเป็นสภาพการณ์งาไหม้ไปแล้วโดยถั่วยังไม่สุก คนกลุ่มนี้มักมีความเห็นว่าให้รีบลงนาม รีบตักตวงความรู้จากเขาแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่ไปเริ่มต้นที่อนุบาลแบบที่คนอื่นเขาทำมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และรีบตั้งองค์กรขึ้นมาทำงานด้านนี้ไปพร้อมๆกัน พร้อมๆกับตั้งกฎเกณฑ์ป้องกันต่างชาติมาหยิบฉวยเอาทรัพยากรธรรมชาติของเราไปใช้โดยที่เราไม่ได้ประโยชน์หรือได้เพียงน้อยนิด

ได้กล่าวมาแล้วว่านับถึงวันนี้เรื่องจะลงนามไม่ลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับนี้ต้องผ่านขั้นตอนและกระบวนการของรัฐสภา และขณะนี้เรื่องนี้ก็ยังค้างอยู่ที่รัฐสภา จึงน่าจะถือเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่จะเร่งจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นมาอย่างรีบด่วน แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดำเนินเรื่องเข้ารัฐสภาไปพร้อมๆกัน โดยไม่ต้องพักรอให้การจัดตั้งองค์กรให้เสร็จก่อน เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาและอนุมัติให้ประเทศไทยไปลงนามให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาไว้ก่อน

เพราะมิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยจะเป็นประเทศตกขบวนรถไฟซีบีดี แล้วผลเสียต่อประเทศชาติก็จะมีตามมาอีกอักโขครับ