ห้องสมุด & สิ่งพิมพ์
รายการสิ่งพิมพ์
สิ่งพิมพ์สำหรับจำหน่าย
รายงานประจำปี
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
บทความ
คำกล่าวและสุนทรพจน์
งานนำเสนอ
รวมเว็บไซต์ห้องสมุด


..........................
บทความ
..........................

วิพากษ์หรือวิจารณ์ :
คำบ่งชี้การเรียนรู้ของคนไทย

ศ.ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม 2546

ไม่ว่าใครก็ตามที่พอจะสนใจเรื่องภาษาอยู่บ้าง จะรู้ดีว่าภาษาเป็นสิ่งที่ไม่ตายอยู่กับที่ มันดิ้นได้ ปรับได้ ไปตามสภาพท้องถิ่นและสถานการณ์ขณะนั้น แต่ในระยะหลังๆ ประมาณ 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา มีคำไทยคำหนึ่งที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในแทบทุกวงการ โดยใช้กันอย่างไม่ถูกต้องนัก และใช้แบบไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน แม้แต่ในวงการสื่อมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการใช้ภาษาไทยของคนไทยในวงกว้างอย่างมากก็มิได้เว้น คำๆนั้นคือ คำว่า 'วิพากษ์' ซึ่งได้มีการนำมาใช้ในนัยยะหรือความหมายของคำว่า 'วิจารณ์' หรือ 'วิพากษ์วิจารณ์'

ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดจากความหมายจริงของเดิม

ที่ว่าผิดก็เพราะตามรูปศัพท์แล้ว คนที่มีความรู้ทางภาษาไทยในระดับที่ไม่ต้องลึกซึ้งนักก็สามารถรู้ได้ว่า 'วิพากษ์' นั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือ 'พิพากษ์' นั่นเอง เพราะตัว 'ว' กับตัว 'พ' แผลงกันได้ และหากเราก้าวต่อไปอีกก้าว คือ เปลี่ยนการันต์เป็นสระอา คำ'พิพากษ์' ที่แปลงมาขั้นหนึ่งแล้วนั้น ก็จะเปลี่ยนต่อไปอีกครั้งเป็น 'พิพากษา' อันมีความหมายแตกต่างจากคำว่า 'วิจารณ์' โดยสิ้นเชิง

แต่เราก็เอามาใช้ในความหมายเดียวกันโดยไม่เคอะเขินหรือตะขิดตะขวงกันเลยแม้แต่น้อย และใช้กันเปรอะจนกลายเป็นศัพท์นิยมอย่างน่าแปลกใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องกล่าวโทษสื่อโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่เป็นตัวการทำให้การใช้ศัพท์ผิดๆแบบนี้กระจายไปได้กว้างและเร็ว

หน่วยงานราชการบางแห่งไปไกลยิ่งกว่านั้นอีก คือ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็น 'ผู้วิจารณ์' ผลงานศึกษาวิจัย และเรียกผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นว่า 'ผู้วิพากษ์' ทำให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอาจเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบัญชี ฯลฯ กลายเป็น 'ผู้พิพากษา' โดยไม่ต้องเรียนกฎหมายมาก่อนเลยแม้แต่วิชาเดียว

การที่ผู้คนในเมืองไทยหลายคนมาใช้ 'วิพากษ์' ในความหมายของ 'วิจารณ์' คาดว่า คงเอามาจากคำว่า 'วิพากษ์วิจารณ์' ซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า 'วิจารณ์' เฉยๆ โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำสองคำนี้ว่า "ติชม"

แต่เพื่อให้ฟังดูเก๋และแปลก นักเขียนหลายคนจึงตัดคำหลังหรือ 'วิจารณ์' ออกเสีย ให้เหลือแต่คำหน้าหรือ 'วิพากษ์' แล้วสมมุติเอาเองว่า คำว่า 'วิพากษ์' กับคำว่า 'วิพากษ์วิจารณ์' หรือ 'วิจารณ์' มีความหมายเหมือนกัน ทว่าสำหรับคำว่า 'วิพากษ์' แล้วพจนานุกรมดังกล่าว ให้ความหมายว่า 'พิจารณาตัดสิน' โปรดสังเกตว่า มีคำว่า'ตัดสิน'อยู่ด้วย ซึ่งนั่นก็หมายถึงการพิพากษานั่นเอง

การที่คนไทยใช้คำศัพท์ผิดในลักษณะนี้ หากดูเผินๆก็คงไม่กระไรนัก แต่หากพิจารณากันให้ดีๆแล้ว ก็น่าสงสัยว่า ทำไมผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ถึงได้ตามแห่กันแบบลัทธิเอาอย่างอย่างไร้เหตุผลและไร้ความรู้(จริง)เช่นนี้ ฤาเราคนไทยจะเอาเฉพาะความโก้เก๋เท่านั้นเป็นหลักในชีวิต และไม่อินังขังขอบกับองค์ความรู้ที่มีอยู่และควรมี

เท่าที่สอบถามดู พบว่า คนที่ใช้คำว่า 'วิพากษ์' ในความหมายของคำว่า 'วิจารณ์' นั้น นึกว่าสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน และเห็นคนอื่นๆเขาใช้ๆกัน จึงได้ใช้ตาม เพราะฟังดูเก๋ไก๋และไม่ตกสมัยดี

หากเป็นจริงเช่นนั้นก็อดห่วงอนาคตของชาติไม่ได้ เพราะจากการใช้คำศัพท์ผิดๆโดยไม่รู้ แต่นึกว่าตัวเองรู้นั้น มันบอกอะไรๆมากมายเกินกว่าเพียงใช้คำศัพท์ผิด เพราะมันแสดงถึงวิธีคิด วิธีการเรียนรู้ วิธีจับประเด็นเอาสาระ ของคนไทยนั้นว่าท่าจะไปไม่รอดเสียแล้ว

ก็กับอีแค่คำศัพท์พื้นๆธรรมดาแบบนี้ ยังตามแห่กันได้ง่ายๆ แล้วเรื่องอย่างอื่นที่เข้าใจยากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หรือเรื่องหลักประกันสุขภาพ หรือเรื่องคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจจะมิถูกเขาจูงจมูกให้เชื่อเอาง่ายๆดอกหรือ

คิดแล้วก็อดหวนกลับไปดูวงการศึกษาเมืองไทยเราไม่ได้ว่า เรากำลังทำอะไรกับลูกหลานของเราอยู่เนี่ย เราเพียงแต่สอนให้พวกเขามีเพียงความรู้ แต่หาปัญญามีไม่ ใช่หรือไม่ พวกเขาจึงมีความหยักของสมองถดถอยน้อยลงถึงเพียงนี้

และเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะโทษใครดีเล่าครับ