ห้องสมุด & สิ่งพิมพ์
รายการสิ่งพิมพ์
สิ่งพิมพ์สำหรับจำหน่าย
รายงานประจำปี
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
บทความ
คำกล่าวและสุนทรพจน์
งานนำเสนอ
รวมเว็บไซต์ห้องสมุด


..........................
บทความ
..........................

รถบรรทุกสารเคมีอันตราย:
มหันตภัยเคลื่อนที่ในเมืองหลวง

ทิตยา วรานุสันติกูล
ฝ่ายพลังงาน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

จากเหตุการณ์สารฟอร์มาลีน1รั่วไหลจากรถบรรทุกบริเวณถนนสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่หนาแน่นของกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนอีกครั้งหนึ่งถึงความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อป้องกันอุบัติภัยจากการขนส่งสารเคมีอันตราย เนื่องจากเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและแน่นอนว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหากประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการป้องกันอันตรายจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตรายอย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม

เมื่อมองย้อนกลับไปในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสารเคมีอันตรายเกิดขึ้นหลายครั้ง เหตุการณ์หนึ่งที่คนกรุงเทพฯ น่าจะยังจดจำได้เป็นอย่างดีก็คือ เมื่อรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อบรรทุกสารอะคริโลไนไตรล์ 2พลิกคว่ำบนทางด่วน ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีปริมาณมาก รวมทั้งมีการปนเปื้อนของน้ำชะล้างสารเคมีลงในท่อระบายน้ำอีกด้วย ซึ่งอุบัติเหตุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และนับเป็นอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีที่ร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง

จากการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมไทยตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทำให้สถานประกอบการอุตสาหกรรมกระจายอยู่ทั่วไปและไม่ได้มีการแบ่งเขตอุตสาหกรรมที่ชัดเจน รวมถึงไม่ได้มีการวางแผนโดยคำนึงถึงสาธารณูปโภคและเส้นทางการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นรถบรรทุกสารเคมีที่เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมต่างๆ วิ่งอยู่ไปมาในกรุงเทพมหานคร ประกอบกับปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัวภายหลังวิกฤต ปริมาณความต้องการสารเคมีเหล่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เราได้มีความพยายามในการจัดการความเสี่ยงนี้อย่างเพียงพอและเหมาะสมเพียงใด

เท่าที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐเองได้มีความพยายามในการดูแลและป้องกันอุบัติภัยจากการขนส่งสารเคมีอันตราย โดยได้มีการกำหนดระเบียบและมาตรการต่างๆ หลายประการ เช่น การกำหนดเส้นทางห้ามวิ่งสำหรับรถบรรทุกน้ำมันและสารเคมี 380 ชนิดในช่วงเวลาที่กำหนด หรือการกำหนดให้มีใบอนุญาตขับขี่ประเภทที่ 4 สำหรับผู้ขับขี่รถบรรทุกวัตถุอันตราย เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปนั้นการขนส่งวัตถุอันตรายนั้นอยู่ในการควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบกเช่นเดียวกับการขนส่งทั่วไป โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบการใช้สารเคมีอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษจะดูแลในกรณีที่มีการปนเปื้อนของวัตถุอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตามดูเหมือนความพยายามต่างๆ ของภาครัฐจะยังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมียังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง มาตรการความปลอดภัยในการขนส่งสารเคมีอันตรายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยอาจพิจารณาแยกเป็น 2 ประเด็นคือ มาตรการเชิงรุกในการป้องกันอุบัติภัยและมาตรการในการปฏิบัติที่เหมาะสมเมื่อเกิดเหตุ

มาตรการในการป้องกัน: ล้อมคอกก่อนวัวหาย

มาตรการเชิงรุกในการป้องกันอุบัติภัยจากสารเคมีอาจพิจารณาปัจจัยหลัก 3 ประการคือ ยานพาหนะและอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการขนส่ง บุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ขนส่ง และระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการส่งเสริมความปลอดภัย

ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยในการขนส่งคือผู้ขับขี่ ซึ่งหากเปรียบรถบรรทุกสารเคมีอันตรายเป็นระเบิดที่มีอานุภาพในการทำลายร้ายแรง ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลก็ต้องมีศักยภาพเพียงพอ ดังนั้นผู้ขับขี่รถบรรทุกจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีที่อยู่ในรถ ในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้มีการจัดตั้งโครงการบัตรเหลือง(yellow card) ที่ผู้ประกอบการที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการจะจัดทำบัตรสีเหลืองบันทึกข้อมูลรายละเอียดของสารเคมีที่ขนส่งสำหรับให้พนักงานขับรถพกติดตัวตลอดเวลาที่ดำเนินการขนส่งและขนถ่ายสารเคมี เพื่อให้ทราบข้อมูลและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รวมทั้งสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

การให้ความรู้และสร้างเสริมศักยภาพแก่ผู้ขับขี่รถบรรทุกสารอันตรายนั้น จะส่งผลให้การดำเนินการขนส่งอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักถึงความเสี่ยงและอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามดูเหมือนสภาพความเป็นจริงในประเทศไทยนั้นจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม เมื่ออุบัติเหตุในการขนส่งสารเคมีที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ นั้น ส่วนใหญ่ยังคงมีสาเหตุหลักมาจากความประมาทของผู้ขับขี่ เช่น การขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด การฝ่าฝืนกฎจราจร และการละเมิดวินัยจราจรอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่สุด ดังนั้นการเสริมสร้างศักยภาพและความตระหนักของผู้ขับขี่ต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและผู้ประกอบการเองจึงควรต้องมีการพิจารณาทบทวนมาตรการในการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่พนักงานขับรถอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของการอบรมเพื่อรับใบอนุญาตขับขี่และการอบรมทบทวนความรู้ในระยะเวลาที่เหมาะสม

ยานพาหนะในการขนส่งเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรให้พิจารณา ปัจจุบันประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการขนส่งสารเคมีอันตราย เช่น กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และประเทศญี่ปุ่น ล้วนแต่ใช้งานยานพาหนะและอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขนส่งและขนถ่ายตามหลักที่ระบุไว้ใน United Nations Recommendations on Transport of Dangerous Goods (UN Recommendations) เช่น รถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสารเคมีอันตรายจะมีช่องถ่ายสารเคมีอยู่ด้านล่าง(bottom loading) ซึ่งจะช่วยลดการรั่วไหลของสารเคมีและการระเหยของสารเคมีได้ นอกจากนั้นยังมีการติดตั้งวาล์วป้องกันแบบ 2 ชั้น(double-locked valves) คือ วาล์วภายใน และส่วนที่ปิดปลายท่อถ่ายเทสาร ซึ่งทำงานเป็นอิสระต่อกันเพื่อป้องกันการรั่วไหลในระหว่างการขนส่งด้วย นอกจากนั้นแล้วสำหรับสารอันตรายบางประเภทอาจต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยถึง 3 ชั้นคือ วาล์วภายใน วาล์วภายนอก และส่วนที่ปิดปลายท่อถ่ายเทสาร

ยานพาหนะและอุปกรณ์ความปลอดภัยในลักษณะนี้ยังมีการใช้งานในประเทศของเราอย่างจำกัด โดยรถบรรทุกสารเคมีในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบที่มีช่องถ่ายสารเคมีทางด้านบน(top loading) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการหกล้นของสารเคมีและการเกิดไอระเหยของสารเคมีที่เป็นพิษด้วย นอกจากนั้นส่วนใหญ่ยังคงใช้วาล์วแบบชั้นเดียว(single-locked valves) ซึ่งเกิดการรั่วไหลได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการขนส่ง เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบ ต้องดำเนินการเพื่อยกมาตรฐานของยานพาหนะและอุปกรณ์ในการขนส่งสารเคมีอันตรายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

นอกจากการออกแบบที่เหมาะสมแล้วการบำรุงรักษายานพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเพียงพอในการใช้งานก็มีความสำคัญ ทั้งนี้แม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ จะได้รับการออกแบบมาอย่างดีแต่ถ้าผ่านการใช้งานไปก็อาจมีการสึกหรอและเสื่อมสภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเป็นเวลานาน ซึ่งการตรวจสอบสภาพยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสารเคมีอยู่ในความรับผิดชอบของเอกชนผู้ดำเนินการเป็นหลัก จึงควรต้องมีการกวดขันในจุดนี้ให้มากขึ้นด้วย

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งนอกเหนือจากยานพาหนะและอุปกรณ์ที่ปลอดภัยก็คือ การติดป้ายเตือนภัย โดยป้ายที่แสดงนั้นจะต้องมีความชัดเจนและเข้าใจง่าย ระบุชื่อและรายละเอียดเกี่ยวกับสารเคมีตามหลักเกณฑ์สากล เช่น UN Recommendations และรหัส HAZCHEM เป็นต้น ซึ่งการป้ายสัญลักษณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจจราจร ได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและเพิ่มความระมัดระวัง อันจะเป็นการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้อีกทางหนึ่งด้วย

มาตรการฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุ: ตัดไฟแต่ต้นลม

นอกจากมาตรการในการป้องกันแล้ว การกำหนดมาตรการฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุอย่างเหมาะสมและเป็นระบบจะช่วยลดความรุนแรงและผลกระทบต่อเนื่องจากการรั่วไหลของสารเคมีก่อนที่จะส่งผลร้ายแรงต่อไป ซึ่งปัญหาหลักที่พบเมื่อเกิดอุบัติเหตุในการขนส่งสารเคมีได้แก่ การประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและความพร้อมของหน่วยปฎิบัติการทั้งในด้านอุปกรณ์และความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ เหตุการณ์สารอะคริโลไนไตรล์รั่วไหลจากรถบรรทุกดังที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น ซึ่งจากอุบัติเหตุดังกล่าวพบว่าการประสานงานในการการกู้ภัยสารเคมีอันตรายยังมีช่องโหว่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดการอุบัติเหตุจากสารเคมี ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถประสานงานให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดการขาดประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนภัย การอพยพประชาชนออกนอกเขตพื้นที่เสี่ยงภัย และการปิดเส้นทางการจราจรอย่างทันท่วงที เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าความพร้อมในการจัดการอุบัติภัยจากสารเคมียังมีไม่เพียงพอ ทั้งในด้านความรู้ความเข้าใจของบุคลากรรวมถึงอุปกรณ์ความปลอดภัย ดังนั้นการปฏิบัติการกู้ภัยจึงไม่เป็นไปตามหลักการความปลอดภัย โดยมีการฉีดน้ำเพื่อชะล้างสารเคมีและป้องกันการติดไฟ แทนการใช้ทรายดูดซับสารเคมีตามที่ระบุไว้ใน UN Recommendations ซึ่งส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำชะล้างและสารอะคริโลไนไตรล์ในระบบท่อระบายน้ำ จนต้องมีการนำไปกำจัดในที่สุด ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการและกำจัดเป็นเงินจำนวนมาก นอกจากนั้นไอระเหยของสารเคมีจากท่อระบายน้ำยังเป็นอันตรายต่อผู้ที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณนั้นด้วย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกในการจัดการอุบัติภัยจากสารเคมีให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นอาจต้องมีการทบทวนกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้มีความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรเทาเหตุฉุกเฉินจากสารเคมีเป็นไปอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

การดำเนินการมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งสารเคมีอันตรายนั้นต้องดำเนินการทั้งมาตรการในการป้องกันควบคู่ไปกับมาตรการเตรียมความพร้อมเมื่ออุบัติเหตุ ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการขนส่งสารเคมีอันตรายได้ โดยมาตรการเหล่านี้จะมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยที่หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องควรประสานความร่วมมือเพื่อเป็นแกนนำผลักดันมาตรการต่างๆให้เกิดขึ้นที่ก่อนที่คนไทยจะต้องเผชิญกับความสูญเสียร้ายแรงที่รออยู่ข้างหน้า

  1. ไอของฟอร์มัลดีไฮด์จะก่อให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก และผิวหนัง ทำให้เป็นแผลหรือถึงขั้นตาบอด ถ้าสูดดมเป็นปริมาณมากจะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก และอาจถึงขั้นเสียชีวิต หากได้รับในปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบ
  2. อะคริโลไนไตรล์เป็นสารก่อมะเร็ง เป็นพิษเมื่อสูดดม สัมผัสผิวหนังและเมื่อกลืนกิน จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ระบบทางเดินหายใจ และผิวหนัง ทำให้เกิดตุ่มพอง น้ำตาไหล และยังมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางและตับด้วย