ห้องสมุด & สิ่งพิมพ์
รายการสิ่งพิมพ์
สิ่งพิมพ์สำหรับจำหน่าย
รายงานประจำปี
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์
บทความ
คำกล่าวและสุนทรพจน์
งานนำเสนอ
รวมเว็บไซต์ห้องสมุด


........................
บทความ
........................

สำนึกรักษ์แก่งกระจาน

เรื่อง ภูเก็ต ณ อันดามัน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ในช่วงลมฝนกำลังมาเยือน การบอกลาเมืองหลวงออกไปเที่ยวป่าหน้านี้อาจไม่ค่อยมีใครทำกันนัก แต่เราก็ทำ…เพราะถ้าไม่ไปช่วงนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้สูดกลิ่นดินหอมๆ ได้เห็นต้นไม้เริงระบำในม่านฝน ได้ฟังจักจั่น เรไร อึ่งอ่าง และมวลสรรพสัตว์นานากรีดเสียงประสานราวซิมโฟนีวงใหญ่

เป็นความสุขสดชื่นที่หาในเมืองไม่ได้ความเขียวขจีของพงไพรจึงมีคุณค่า และมีเสน่ห์ช่วยสร้างความสดชื่นรื่นรมย์ให้ผู้มาเยือนได้เสมอ ยิ่งเป็นป่าเขตร้อนแบบบ้านเราแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าขึ้นชื่อในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่มีทั้งพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์จำนวนมาก

ป่ายิ่งเขียว พืชพันธุ์และมวลสรรพสัตว์ก็ยิ่งอุดมสมบูรณ์

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ไปเยือนในคราวนี้ นับเป็นผืนป่าอีกแห่งหนึ่งซึ่งเคยขึ้นชื่อมากในเรื่องความงดงาม และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

คงไม่ใช่เป็นเพราะพื้นที่กว้างใหญ่กว่า ๑ ล้าน ๘ แสนไร่ ที่ครอบคลุมจังหวัดเพชรบุรีไปจนจรดประจวบฯ เท่านั้น แต่เพราะสภาพความหลากหลายของชนิดป่าสมบูรณ์ในผืนป่าเดียวกัน คือมีทั้งป่าดิบชื้น ดิบเขา ดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้า เป็นต้น จนกระทั่งมีสัตว์ป่าหายาก เช่น กระทิง เก้งหม้อ จระเข้น้ำจืด สมเสร็จ หรือแม้กระทั่งนกเงือก นกแก็ก นกกาฮัง ออกมาเปิดเผยตัวให้เห็นอย่างง่ายๆ ทั้งยังมีนกอื่นๆ เป็นเพื่อนผืนป่าอีกมากกว่า ๔๐๐ ชนิด และยังมีนกหายากที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ คือ นกกะลิงเขียดหางหนาม

ทั้งที่นี่ยังเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำเพชรบุรีและปราณบุรี ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนภาคกลางมายาวนานหลายชั่วอายุคนแล้ว

แก่งกระจานวันนี้

แม้ปัจจุบันผืนป่าแห่งนี้จะยังคงความเขียวให้สัมผัสได้ถึงความชื้นเย็น แต่ในความเป็นจริงคือ…แก่งกระจานวันนี้แตกต่างจากอดีตเหลือเกิน!!!

ไม้ใหญ่ๆ ที่เคยยืนต้นเบียดเสียดหนาแน่น บัดนี้แยกตัวห่างจากกันราวคนไกล บางต้นเหลือแต่ตอ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการสัมปทานไม้ในอดีตและถูกนายทุนแอบรุกล้ำเข้ามาตัดไม้มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นไม้จำนวนมากยังถูกโค่นด้วยน้ำมือชาวบ้านและนายทุน ซึ่งต้องการที่ไปทำไร่สับปะรด และปลูกพืชไร่อื่นๆ อีกด้วย

และระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่กำลังฮิตอย่างมากในระบบทุนนิยมนี้คือตัวทำลายสิ่งแวดล้อมมหาศาล ยิ่งมาเจอวิธีเร่งผลผลิตโดยใช้สารเคมีสารพัดชนิดเข้าไปอีก ดินจึงเสียเร็ว ทำให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนที่ทำกินไปหาดินดีๆ ลึกเข้าป่าไปเรื่อยๆ ปัจจุบันจึงมีชาวบ้านไปอาศัยอยู่โดยรอบแนวเขตอุทยานฯ จำนวนไม่น้อย

บ่อยครั้งจึงเกิดปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนที่ชุมพล แก้วเกตุ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ บอกกับเราว่า

"เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งมาให้อนุรักษ์ก็มุ่งแต่อนุรักษ์ ในขณะที่ชาวบ้านและชุมชนคำนึงถึงเรื่องปากท้องเขาก็ต้องการใช้ทรัพยากร

"นโยบายเราจึงสวนทางกับความต้องการของชุมชนอย่างสิ้นเชิง

"ยิ่งมีปัญหาเรื่องแนวเขตก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเราไม่สามารถปักหลักเขตชัดเจนได้ ถ้าเราปักทีไร ชาวบ้านมักจะรุกเข้ามาถึงเขตอุทยานฯ ทุกที เนื่องจากข้างนอกเป็นป่าสงวน เขาสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ ก็จะชอบเลยเข้ามาในเขตอุทยานฯ อยู่เรื่อยๆ

"บางช่วงเราจึงไม่ปักหลักเขต คือต้องใช้หลักจิตวิทยากันป่าไว้ เพราะลงหลักเมื่อไหร่ป่าตรงนั้นหายหมด

"ถ้าเป็นบริเวณหมู่บ้านรอบป่าสงวนสามารถปักหลักเขตชัดเจนได้ แต่ป่าสงวนต่อป่าอุทยานฯ ไม่สมควรปัก เพราะเขาจะรุก

"เราเข้าใจว่าคนเพิ่ม ความต้องการเพิ่ม ก็ต้องขยายพื้นที่ทำกิน แต่ทำยังไงจะให้เขาเคารพกติกา และเข้าใจว่าตรงไหนเป็นป่าอนุรักษ์ก็น่าจะต้องอนุรักษ์ บางครั้งต้องมีการจับกุมเลยทำให้เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านมีความสัมพันธ์กันน้อย เมื่อก่อนหนักถึงขนาดดักยิงกันเลย อย่างเราเข้าป่าไปจับคนตัดไม้ พอเอารถบรรทุกไม้ออกมาเจอชาวบ้านดักยิงอยู่ปากทาง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"

เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน

การปะทะที่ว่าคงรุนแรงมากขึ้นถ้าไม่ได้รับการแก้ไข แต่ใครล่ะจะเข้ามาเป็นตัวประสาน !!!

โชคดีที่วันนี้มี NGO อย่างสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพราะเมื่อองค์กรนี้รับรู้ปัญหาป่าเสื่อมโทรมในแก่งกระจานก็เลยเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลาง ประสานให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างชาวบ้าน ภาครัฐที่ดูแลชุมชน และภาครัฐที่ดูแลป่าเพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นผ่านการทำโครงการพัฒนาพื้นที่แนวกันชนแบบผสมผสานเพื่อการจัดการทรัพยากรป่าเขตร้อนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อมุ่งรักษาป่าผืนนี้ให้คงอยู่ต่อไป โดยทุกคนที่อยู่รอบป่ามีส่วนร่วมและภูมิใจในภารกิจที่ได้ทำร่วมกัน ส่วนยุทธวิธีก็คือการพัฒนาพื้นที่ทำแนวกันชนหรือป่ากันชน ซึ่งมีทั้งชุมชนที่เป็นแนวกันชนทางสังคม และปลูกป่าเพื่อเป็นแนวกันชนที่เป็นรูปธรรม โดยสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายไม่ลืมคือประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน

ชาตรี แดงแก้ว ผู้จัดการโครงการ เล่าให้ฟังถึงแนวทางที่นำมาใช้ว่า

" ตั้งแต่ทำการสำรวจมา ล่าสุดพบว่ารอบๆ ป่าผืนนี้ มีชาวบ้านอาศัยอยู่มากกว่า ๕๐ หมู่บ้าน เราจึงต้องเลือกหมู่บ้านที่มีการพึ่งพาป่าสูง ๑๔ หมู่บ้านมาเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านแนวกันชนตัวอย่างรอบๆ อุทยานฯ

"การทำแนวกันชนนี้เราจะใช้กลยุทธ์ ๔ ประการ คือ หนึ่ง-ฟื้นฟูป่าธรรมชาติโดยการปลูกป่าเสริมส่วนที่เสื่อมโทรมเพื่อคืนความหลากหลายให้กับป่า สอง-จัดให้มีการสร้างสวนป่าเศรษฐกิจในครัวเรือนเพื่อให้ชุมชนนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ สาม-จัดให้มีการบริหารจัดการป่าชุมชนในหมู่บ้านที่สามารถทำได้ เพื่อให้เขากำหนดการดูแลการใช้ประโยชน์จากป่า และสี่-ส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นวิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนที่อยู่ใกล้ป่า และสอดคล้องกับการดูแลรักษาป่าเพราะในพื้นที่ทำกินของเขาจะเป็นทั้งแหล่งอาหาร มีไม้ใช้สอยสารพัดที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอดได้

"วิธีการเหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพิงป่าน้อยลง"

หลังเข้ามาทำโครงการฯ เกือบ ๓ ปี โดยจัดให้มีทั้งการพบปะพูดคุย ฝึกอบรม สัมมนา พาไปดูงาน ให้ทุน ฯลฯ ก็เริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อหลายฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ความเข้าใจก็ก่อเกิด ทุกวันนี้จึงเริ่มมีชาวบ้านที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวทั้งไร่สับปะรดและมะนาว หันมาทำเกษตรผสมผสาน โดยหลายครอบครัวพากันมาขอพันธุ์ไม้จากเรือนเพาะชำทั้งไม้ผล และไม้ป่าสำหรับใช้สอยไปปลูกในที่ดินของตัวเอง ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถพึ่งพิงตนเองได้โดยไม่ต้องไปรบกวนป่าไม้

โรจน์ คูณทวี คือหนึ่งในชาวบ้านที่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง หันมาทำเกษตรผสมผสานโดยปราศจากการใช้สารเคมี

"เมื่อก่อนทำไร่มะนาวล้วนๆ และใช้สารเคมีมาตลอด มีอยู่ช่วงหนึ่งเกษตรอำเภอมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้สารเร่งเพื่อให้มะนาวออกลูก เราก็ใช้ ปรากฏว่ามะนาวออกลูกดกจริงๆ แต่พอปีต่อมามะนาวตายหมด ไร่คนอื่นก็เป็นอย่างนี้ พอเจออย่างนี้เราก็แย่

"สุขภาพก็ไม่ดี เพราะทางจังหวัดเคยเอาเลือดเราไปตรวจหาสารในตัวเกษตรกร ปรากฏว่าเลือดเรามีสารพิษ เขาก็ให้พักและมียารักษา ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าสารมันจะเข้าไปอยู่ในเลือดเราได้ นี่คือผลพวงต่างๆ และที่แย่ที่สุดคือการทำมะนาวอย่างเดียวบางปีก็ดีบางปีก็แย่

"พอมีสถาบันฯ เข้ามาแนะนำเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน ตอนนั้นไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่อยากลอง เพราะมะนาวถูกลงเรื่อยๆ ทำต่อไปคงไม่ไหว

"พอไปอบรมกลับมาก็ลองเอาถั่วลิสงมาลง ปลูกผักชีแซม พอหน้าดินดีก็เริ่มลงมะกรูด ปลูกเผือก ปลูกกล้วย ขนุน ฯลฯ รวมกันในไร่ โดยหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพและขี้หมูแทนสารเคมี แล้วก็เลี้ยงไก่ให้เป็นตัวช่วยกำจัดศัตรูพืช เริ่มทำมาได้ ๓ ปีแล้ว ก็เห็นผลดี ตอนนี้มีเงินเข้าทุกเดือน ผิดกับเมื่อก่อนถ้าเก็บมะนาวได้ก็มีสตางค์ แต่พอมะนาวเกือบไม่ออกลูกก็ไม่มีสตางค์เลย

"เดี๋ยวนี้จะเก็บพืชหมุนเวียนไปขายได้ตลอด อย่างกล้วยเก็บได้ประจำทุกอาทิตย์ๆ ละ ๔-๕๐๐ บาทได้แน่ๆ แล้วยังส่วนอื่นๆ อีก

"นอกจากนี้สถาบันฯ ยังส่งเสริมให้ใช้เวลาว่างเลี้ยงหมูควบคู่ไปด้วย ครั้งแรกผมกู้เงินจากกองทุนหมุนเวียนไปลองซื้อลูกหมูมาเลี้ยงจนโต เพิ่งขายไป ๑๔ ตัวได้เงินมา ๗๐,๐๐๐ บาท หักทุนแล้วเหลือกำไร ๑๔,๐๐๐ เลยเอาเงินไปซื้อลูกหมูมาอีก ๑๕ ตัว ก็อยู่สบายขึ้น เพราะหมูไม่ต้องดูแลมาก

"ตอนนี้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะ จึงไม่ต้องออกไปหาของป่ามาขาย เพราะการทำเกษตรหมุนเวียนและเลี้ยงหมู ทำให้มีเงินใช้สม่ำเสมอ จึงออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก และช่วยงานเพื่อนได้บ้าง"

ส่วนทางอุทยานฯ ผู้ช่วยหัวหน้าชุมพลก็บอกว่า

"ความเป็นนักอนุรักษ์ทำให้เราอ่อนในด้านประชาสัมพันธ์ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านจึงมีน้อย พอมีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเข้ามาก็จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องทรัพยากรป่าไม้ ชี้ให้เขาเห็นว่าการใช้ทรัพยากรในทางที่ผิดจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมและชาวบ้านเองในปัจจุบันและอนาคตยังไง ทุกอย่างจึงดีขึ้น ถ้าเราพูดฝ่ายเดียวชาวบ้านก็เคลือบแคลง ไม่เหมือนมีตัวกลางอย่างนี้"

"ทุกวันนี้เรื่องการบุกรุกป่าเริ่มดีขึ้น ส่วนการล่าสัตว์ยังมีอยู่แต่น้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ"

เรียกได้ว่ารากของความรัก และการเห็นคุณค่าในผืนป่าได้แทงยอดอ่อนขึ้นมาแล้ว เหลือเพียงเวลาแห่งการเติบโตเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

แต่ที่แน่ๆคือ ไฟแห่งการอนุรักษ์ได้จุดประกายขึ้นแล้วรอบผืนป่าแก่งกระจานวันนี้