ทางออกของความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม

โดย ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ และ หทัยรัตน์ พ่วงเชย
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10/04/2544

ในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการทั้งของรัฐและเอกชนที่ไม่ได้รับการยอมรับ
จากประชาชน ดังจะเห็นได้จากการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่ต่างๆเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและชะลอ
หรือแม้กระทั่งหยุดโครงการ ซึ่งบางสถานการณ์ได้นำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อพยายามยุติปัญหาความขัดแย้ง
ที่เกิดขึ้น ผลของการใช้ความรุนแรงดังกล่าวนำมา ซึ่งความสูญเสียในชีวิต ทรัพย์สิน เวลา และงบประมาณมหาศาล
รวมทั้งเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของสังคมไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ แต่กลับมีการใช้ความรุนแรง เพื่อคลี่คลายปัญหาที่มี
ความซับซ้อนและอ่อนไหวในสังคม

ความขัดแย้งในโครงการขนาดใหญ่นับวันจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นประเด็นสาธารณะ ที่คนในสังคม
ให้ความสนใจ เช่น กรณีของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย โรงไฟฟ้าบ่อนอกและหินกรูด และโรงบำบัดน้ำเสีย
คลองด่าน โดยที่สาเหตุของความขัดแย้งมาจากการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ว่าจะใน
ระดับของการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมตัดสินใจในขั้นตอนต่างๆของการดำเนินโครงการ กระบวน
การ เหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการวางแผนพัฒนาโครงการต่างๆ ของรัฐ ทำให้เป็นที่กังขาของสังคมถึงเรื่องความ
โปร่งใสในการดำเนินโครงการ และเป็นประเด็นที่ผู้คัดค้านโครงการนำมาอ้างถึงเสมอเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ทัศนคติและอีไอเอ

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งคือ มุมมองและทัศนคติของภาครัฐ ที่เคยชินกับการมองประชาชน
ว่ามีการศึกษาไม่เพียงพอ ไม่สามารถเข้าใจรายละเอียดของโครงการได้ จึงไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างสูงสุด
ในการทำความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงการไม่พยายามให้เกิดการมีส่วนร่วมในระดับต่างๆของการดำเนิน
โครงการด้วย และเมื่อเกิดความเคลื่อนไหวของชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการ ชาวบ้านก็ถูกมองว่าเป็นพวก
ขัดขวางการพัฒนาประเทศ โดยมีกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นผู้ชักนำ เป็นต้น

รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ วผส.(Environmental Impact Assessment ,EIA)
ที่คาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยลด ป้องกัน และแก้ไขผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่
ก็มิได้มีบทบาทในการลดปัญหาความขัดแย้งได้เท่าที่ควร เนื่องจากหลายโครงการดำเนินการไปก่อนที่ รายงาน
วผส. จะผ่านหรือได้รับการเห็นชอบ และบางโครงการก็ทำรายงาน วผส.ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อให้เป็นไปตาม
ประกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ทำให้ผลการศึกษาในรายงาน วผส.
เป็นไปในลักษณะที่เพียรพยายามตอบสนองความสำเร็จของโครงการ และไม่ให้ความสำคัญกับผลกระทบ
ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคมที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าในทางเศรษฐศาสตร์ได้เด่นชัดนัก
นอกจากนี้รายงาน วผส. ของบางโครงการยังเพิ่มความขัดแย้งให้กับชุมชนในสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม
ผู้คัดค้านโครงการไม่มีความเชื่อมั่นในผลการศึกษาและเรียกร้องให้ทำการศึกษาใหม่ แม้ว่าความไม่เชื่อนั้น
บางครั้งเกิดจากการขาดความเข้าใจของชาวบ้านในเทคนิควิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาก็ตาม

ศาลไม่ใช่คำตอบ

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เจ้าของโครงการไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้อย่าง ราบรื่น ช่วงที่
ผ่านมามีกระแสในสังคมบางส่วนที่เสนอให้ใช้การแก้ไขปัญหาโดยกระบวนการทางศาล ซึ่งฟังดูเหมือนจะเป็น
แนวทางที่ยุติธรรมสำหรับการจัดการความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้น แต่เมื่อพิจารณาถึงการใช้กระบวนการทาง
ศาลแบบลงรายละเอียดแล้ว จะพบว่าศาลตัดสินข้อพิพาทโดยยึดสำนวนและข้อมูลที่ได้รับเป็นหลัก และไม่
สามารถพึ่งพาข้อมูลอื่นได้เนื่องจากศาลไม่ได้ลงไปเห็นปัญหาในพื้นที่จริง ทำให้ข้อมูลอาจไม่ครบถ้วนหรือ
แม้กระทั่งถูกบิดเบือนได้จากฝ่ายที่มีอิทธิพลมากกว่า

ดังนั้นการพึ่งพากระบวนการทางศาลจึงเป็นวิธีที่ไม่ยืดหยุ่นและไม่เหมาะสมกับการจัดการข้อ ขัดแย้งที่เป็น
เรื่องอ่อนไหวในสังคม ซึ่งมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้านโดยเฉพาะด้านจิตใจและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชน ที่กระบวนการทางศาลไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้งและเพียงพอ

นอกจากนี้ผลการตัดสินของศาลย่อมทำให้มีผู้แพ้และผู้ชนะ ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ
ต่างต้องสูญเสียกันทั้งสองฝ่าย คือสูญเสีย เงิน เวลา ชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจ ทำให้การพึ่งพาศาลกลายเป็น
วิธีการแก้ไขปัญหา"ที่รุนแรง" วิธีหนึ่งนอกเหนือไปจากการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันโดยตรงๆ นอกจากนี้วิธีการนี้
ก็ยังไม่อาจสร้างความยุติธรรมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งให้เกิดขึ้นได้จริงในบางกรณี ดังนั้นการใช้กระบวน
การทางศาลจึงควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่พึงเลือกเข้ามายุติปัญหาความขัดแย้งที่ว่านี้

ทางออก

ข้อเสนอสำหรับแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่ไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรง มี 2 แนวทาง คือ

แนวทางที่หนึ่ง ในเรื่องของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ปกติจะมีมิติในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นเรื่อง
ทางวิชาการทั้งในระดับของโครงการและระดับของการทำรายงาน วผส. และด้วยเหตุผลของช่องว่างขององค์
ความรู้ทางเทคนิคตลอดจนลักษณะธรรมชาติทางชาวบ้านเอง ทำให้ชาวบ้าน ส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้
ได้ไม่ลึกซึ้งนัก ประกอบกับจากประสบการณ์ที่ผ่านมาชาวบ้านมีความไม่เชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาโดยรัฐ ดังนั้นถ้า
ชาวบ้านต้องการมีส่วนร่วมในโครงการโดยที่ยังเข้าใจ รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโครงการ
ไม่มากพอ ก็จะไม่สามารถถกเถียงโต้แย้งหรือ หักล้างข้อมูลเชิงวิชาการกับเจ้าของโครงการเพื่อแสดงจุดยืนการ
คัดค้านหรือยอมรับโครงการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ทางแก้ไขสำหรับประเด็นนี้คือ ต้องสร้างองค์ความรู้และ
ความเชื่อมั่นในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

ระยะสั้น : จัดหานักวิชาการมาช่วยชาวบ้านศึกษาด้านเทคโนโลยีของโครงการ และอ่านรายงาน วผส.แทนชาวบ้าน
โดยที่นักวิชาการที่เข้ามาต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นกลางและสังคมให้การยอมรับ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากแนวทางนี้คือ
การอ่านรายงาน วผส. ต้องอาศัยผู้มีความรู้และประสบการณ์สูง คนเหล่านี้มักไปช่วยบริษัทที่ปรึกษาทำรายงาน
วผส. อยู่แล้วเพราะได้รายได้สูง จึงเกิดการขาดแคลนนักวิชาการที่จะมาช่วยชาวบ้าน จึงต้องมีมาตรการมาคานหรือ
ถ่วงดุล โดยต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นค่าตอบแทนอย่าง เหมาะสมให้ผู้เชี่ยวชาญที่มาทำหน้าที่นี้ ข้อเสนอสำหรับ
กรณีนี้คือ ควรตั้งกองทุนพิเศษ (หรืออาจจะใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว)ให้การสนับสนุนแก่ชาวบ้านในการ
ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้มาศึกษาข้อมูลโครงการ และทำความเข้าใจกับชาวบ้านจนรับรู้ข้อมูลข่าวสารและรายละเอียด
ผลการศึกษาในรายงาน วผส. ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ระยะยาว : รัฐสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้าไปถึงเยาวชน โดยกำหนดเป็นนโยบายการ
ศึกษาของชาติให้มุ่งเน้นด้านนี้มากขึ้นและอย่างรวดเร็ว ซึ่งการกำหนดเป็นนโยบาย ดังกล่าวจะเกิดผลดีไม่เพียงแต่
เฉพาะในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีของโครงการขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็น
ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าข้อเสนอตรงนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงเพื่อไป
ถกเถียงกับเจ้าเจ้าของโครงการได้อย่างมีสถานะที่เท่าเทียมกันเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังด้วยว่าองค์ความรู้ในเชิง
วิทยาศาสตร์นี้ จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจโครงการมากขึ้นและยอมรับในโอกาสเสี่ยงของผลกระทบจากโครงการได้
มากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาส "คุยกันรู้เรื่อง" บนโต๊ะเจรจาจะมีได้มากขึ้นตามมาด้วย

แนวทางที่สอง การปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการ : ภาครัฐจะต้องรณรงค์ให้ข้าราชการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อ
ชาวบ้าน จากเดิมที่มองว่าชาวบ้านรู้ไม่จริงและไม่สามารถจัดการสิ่งแวดล้อมของตนได้ เนื่องจากปัจจุบันนี้ชาวบ้าน
มีการพัฒนาด้านความคิดและการรับรู้มากกว่าเดิม ทั้งโดยการผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยและการมีอยู่ของ
ภูมิปัญญาชาวบ้านเอง ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของข้าราชการอาจเริ่มโดยการที่รัฐต้องประกาศ
เป็นนโยบายที่ชัดเจน
ในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของรัฐ เพื่อให้ข้าราชการยึดถือเป็นแนวคิดหลักและ
คิดตาม ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีต่อชาวบ้านต่อไป

ความหวังยังพอมี

เหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า
หินกรูด โรงไฟฟ้าบ่อนอก ท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย หรือโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ฯลฯ เป็นปัญหาที่อยู่ในช่วงของ
การเปลี่ยนผ่านในสังคม กล่าวคือ การเริ่มโครงการเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่ รัฐธรรมนูญปี 2540 ประกาศใช้
ทำให้เป็นข้ออ้างหรือเหตุผลของเจ้าของโครงการในการที่จะไม่นำหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชนและ
หลักการธรรมรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้กับโครงการ หรือถึงแม้ได้มีการนำมาใช้อย่างเช่นได้มีความพยายาม
ให้มีการทำประชาพิจารณ์สำหรับโครงการของเอกชน คือ โรงไฟฟ้าหินกรูด หรือโครงการของกึ่งรัฐ เช่น
โครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย และโครงการของรัฐเช่น โครงการ บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ก็ยังเกิดความไม่
ลงตัวเพราะชาวบ้านยึดกับนัยยะในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้ประกาศให้มีการนำหลักการของธรรมรัฐ
หลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักการของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการ
บริหารจัดการโครงการ "เก่า"

ความเห็นที่ขัดแย้งในประเด็นของความต้องการการมีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่ต้นจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ และดูเหมือนจะ
ไม่มีวันตกลงกันได้ในภาวะปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามหากนับจากวันนี้ไปแล้ว หลังจากช่วงเปลี่ยนผ่านเลยไปแล้ว และด้วยกระแสตื่นตัวของสังคมไทย รวมทั้ง
จากข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ผู้เขียนทั้งสองมั่นใจว่าเหตุการณ์รุนแรงถึงขนาดสังคมแตกแยกจนใช้
กำลังกายเข้าประทุษร้ายกัน ทำนองโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด โรงไฟฟ้าบ่อนอก ท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย และโรงบำบัด
น้ำเสียคลองด่าน จะไม่เกิดขึ้นอีกในบ้านนี้เมืองนี้ เพราะคงไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามทำโครงการใหม่โดยไม่บอกล่วงหน้ากัน
อีกต่อไปแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ความสุขและสันติก็จะกลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง