ทางลัดของรัฐ

โดย ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ และ ดารารัตน์ วีระพงษ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11/01/2544

หลายวันก่อน อาจารย์นิธิ เอียวศรีดงศ์ได้กล่าวเชิงวิจารณ์ภาครัฐว่า เป็นระบบราชการที่ไร้ผู้บริหารและชี้ให้เห็นว่าใน
ระบบการทำงานของราชการไทย ข้าราชการจะมองเฉพาะงานที่ตนได้รับมอบหมายหรือได้รับคำสั่งจากเบื้องบนลงมา
เท่านั้น และมักไม่มองในมิติอื่นๆ ให้เห็นเป็นองค์รวม เช่น สาเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างถนนซึ่งขวางทางน้ำธรรมชาติ หรือการสร้างเขื่อนที่ขาดการมองมิติของชาวประมง ส่งผลให้
ชาวบ้านที่เคยใช้พื้นที่ริมน้ำในการทำมาหากินสูญเสียรายได้ ดังนี้เป็นต้น

บทความนี้จะชี้และตอกย้ำให้เห็นปัญหาอันพึงเกิดขั้นได้ถ้าผู้ตัดสินใจหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่มองปัญหาในเชิงมหภาค
หรือยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นคือ มองไม่เป็น มองไม่ออก

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานราชการพยายามแก้ปัญหาการจราจรแออัดในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ โดยการชี้แนะ
และให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่รถยนต์ถึงเส้นทางลัดเลาะเข้าไปในตรอก ซอก ซอย ต่างๆ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อย
พากันแห่กันเข้าไปใช้ทางลัดกันอย่างครึกโครม โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งแทนที่จะทำให้การเดินทางสะดวกดังนึก
หรือคาดเดา กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องเข้าไปติดหนึบเป็นแถวยาว แออัดกันอยู่ในซอกเล็กๆ ที่หน่วยราชการเรียกว่า
"ทางลัด" นั่นเอง

เรื่องนี้ดูเผินๆ เหมือนไม่น่าจะมีประเด็นอะไรให้พูดถึง แต่หากมองอย่างเชื่อมโยงกับทุกจุดทุกหน่วยที่ประกอบกันขึ้นมาใน
สังคมแล้ว จะพบว่าทางลัดที่เกิดจากการมองในเชิงเดี่ยวของรัฐนั้นนำความเสียหายมาสู่สังคม ชุมชน คุณภาพชีวิต
สิ่งแวดล้อม ระบบความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้าน ฯลฯ อย่างมากมายทีเดียว หากเรานั่งนึกภาพตามง่ายๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อรถยนต์ รถกระบะ รถมอเตอร์ไซค์จำนวนมาไปออติดกันอยู่ในซอยเล็กๆ แน่นอนว่าทั่วบริเวณนั้นย่อมมีปริมาณก๊าซ
คาร์บอนมอนอกไซด์ ฝุ่นละออง และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์มากกว่าปกติ และเมื่อตรวจซอกซอยมีความเล็กและแคบเป็น
ทุนเดิมอยู่แล้ว การฟุ้งกระจายของก๊าซพิษเหล่านี้จึงทำได้ไม่ดีนัก ปริมาณก๊าซพิษในบริเวณนั้นจึงเพิ่มขึ้น สุดท้ายจึงกลาย
เป็นว่า ในตรอกซอกซอยที่เคยมีอากาศโปร่งและสะอาดในอดีต กลายเป็นอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ และชาวบ้านในตรอก
ซอกซอยเหล่านั้นต้องถูกบีบบังคับให้จำยอมสูดดมควันพิษที่เกิดขึ้นเข้าปอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนส่งผลให้คุณภาพชีวิตของ
เขาเหล่านั้นลดต่ำลงในที่สุด

ไม่เพียงในมุมมองด้านคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่เรายังสามารถมองไปถึงมิติความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในซอยได้ด้วย
เพราะอย่างน้อยที่สุด วิธีการป้องกันฝุ่นและควันพิษที่รวดเร็วและปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานใด
ก็คือ การปิดหน้าต่างให้ฝุ่นควันทะลุทะลวงเข้ามาในบ้านได้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ เมื่อปิดหน้าต่าง ปิดบ้านแล้ว ก็ควร
พยายามเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน การที่จะออกไปเดินเล่นนอกบ้าน หรือทักทายเพื่อนบบ้านฝั่งตรงข้ามก็คงต้องลดไปโดยปริยาย
เพราะเพื่อนบ้านก็จะปิดบ้านกันฝุ่นควันเหมือนกัน เด็กๆ ที่เคยออกมาเดินเล่น วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในซอย หรือออกมาขี่จักรยาน
ตีแบดมินตันในยามเย็นหรือเช้า ฯลฯ ก็จำเป็นต้องงดกิจกรรมนันทนาการของพวกเขาไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่จะ
ลบเลือนไปอย่างเห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ วัฒนธรรมการเดินและการขี่จักรยาน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของการเดินทางที่เรียบง่าย
ประหยัด น่ารักและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่สุด วัฒนธรรมลักษณะดังกล่าวนี้หากหายไปแล้วก็ยากนักที่จะฟื้นให้คืนกลับ
มาดังเดิม ในมิติดังกล่าวจึงสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่าการพบปะสังสรรค์หรือการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนก็จะหดหายไป
โดยอัตโนมัติ ภาพของคนสูงอายุหรือพ่อแม่ออกมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนในครัวเรือนข้างๆ หรือกับคนอื่นๆ ใน
ชุมชนก็จะลบเลือนไป กลายเป็นต่างคนต่างอยู่ การปิดบ้านก็เปรียบเสมือนการปิดกั้นพรมแดนแห่งความสัมพันธ์ ต่อไปนี้การ
เฝ้าระวังภัยให้แก่กันและกัน การดูแลเอาใจใส่ลูกหลานบ้านอื่นเฉกเช่นเป็นลูกหลานตนก็จะไม่มี ไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายใดๆ จะ
เกิดขึ้นแม้ห่างตัวไปเพียงไม่กี่เมตร เขาก็จะไม่รับรู้ เพราะวิถีชีวิตกลายเป็นครอบครัวที่โดดเดี่ยวไปแล้ว

เพราะฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหาการจราจรของรัฐโดยการชักชวนให้เข้าไปใช้ทางลัดดังที่เป็นอยู่จึงเรียกได้ว่าเป็นการมองใน
เชิงเดี่ยว โดยมิได้คำนึงถึงมิติอื่นๆ ในสังคมเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำกลับทำให้ส่วนที่ไม่เป็นปัญหากลับกลายเป็นปัญหาได้อย่าง
น่าฉงน ในการแก้ปัญหาการจราจรแทนที่จะหามาตรการลดปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคล หรือส่งเสริมระบบการขนส่งมวลชน
ให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ หรือส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือก่อมลพิษน้อยที่สุด เช่น จักรยานหรือ
แม้กระทั่งการเดิน กลับมาส่งเสริมให้รถเข้าไปแออัดอยู่ในตรอกซอกซอยแทนถนนใหญ่

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหามาตรการไม่ให้รถราเข้ามาสัญจรไปมาในตรอก ซอก ซอยมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นทางลัดหรือไม่ลัด
ก็ตาม ทั้งนี้ ปัจจุบันทั้งสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็เห็นพ้องและยอมรับว่า การเดินและ
การขี่จักรยานเป็นทางเลือกของการเดินทางประเภทหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของโลกได้ เราจึงไม่ควร "ฆ่า" แนวคิดนี้
ออกไปจากสังคมเมืองของไทย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่รัฐทำไปแล้วในกรุงเทพมหานครก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้น แต่จากนี้ไปก็ไม่ควรสอดส่ายสายตา
หาเส้นทางลัดที่ก่อให้เกิดความเสียหายมาเพิ่มเติมอีก นอกจากนั้นแล้ว ก็อยากจะกล่าวเตือนไปยังผู้บริหารที่ต่างจังหวัดว่า
ไม่ควรยึดเอารูปแบบการพัฒนาที่ทำลายคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมในลักษณะเช่นนี้ไปใช้ในสังคมของท่าน เพราะการดำเนิน
รอยตามการพัฒนาที่เห็นกันอยู่ในเมืองหลวงในทุกอย่าง ไม่นานไม่ช้าสภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนต่างจังหวัด
ก็คงไม่พ้นไปจากที่เห็นและเป็นอยู่ในเมืองหลวงในปัจจุบัน อันสรุปได้สั้นๆ ว่า เต็มไปด้วยมลพิษ โดดเดี่ยวและเหงา